ภาคประชาสังคม ด้านความมั่นคงทางอาหาร-เครือข่ายผู้ปกครองและเยาวชน ยื่นหนังสือพรรคภูมิใจไทย เสนอถอนร่างกฎหมายทุบระบบภาษีบาป หวั่นกระทบสุขภาวะคนไทย-ผู้สูงอายุระยะยาว
19 ต.ค. 69 – เครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) ได้รวมตัวเข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อเรียกร้องให้พรรคพิจารณาทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ ที่เสนอโดย สส. ของพรรคภูมิใจไทย
ซึ่งมุ่งยกเลิกระบบจัดเก็บเงินบำรุงกองทุน สสส. และอีก 3 กองทุน จากภาษีสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) แล้วเปลี่ยนให้มารับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลแทน

โดยเครือข่ายฯ ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร และนิเวศสุขภาวะของประชาชน โดยตัวแทนภาคประชาชนได้ร่วมกันชี้ให้เห็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสสส.ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างเป็นรูปธรรม
นายนพดล มั่นศักดิ์ ตัวแทนมูลนิธิและภาคีเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ กล่าวถึงผลสำเร็จด้านความมั่นคงทางอาหารว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายของเราได้ร่วมกันอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวกว่า 400 สายพันธุ์ และพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว 9 สายพันธุ์ เช่น ช่อราตรี ขาวเกยไชย และชำมะเลียงแดง เป็นต้น
โดยมีการปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่หลายแสนไร่ การได้รับการสนับสนุนทำให้เราสามารถสร้างโครงข่ายความมั่นคงทางอาหารที่พึ่งพาตนเองได้จริง”
นางสาวศุภดา ทองธรรมชาติ ตัวแทนเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารคาบสมุทรสทิงพระ ร่วมสะท้อนภาพการทำงานในพื้นที่ภาคใต้ว่า “ชุมชนได้ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์และอาหารท้องถิ่นเข้าสู่โรงเรียนกว่า 30 แห่ง ทำให้เด็กๆได้รับอาหารที่ปลอดภัยและมีโภชนาการที่ดี
ทั้งยังช่วยสร้างสวัสดิการและความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเป้าหมายมากกว่า 8,000 ครอบครัว จนกลายเป็นต้นแบบที่ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ และในยามที่เกิดวิกฤตอย่างโควิด-19 หรืออุทกภัย เครือข่ายเหล่านี้ก็เป็นกำลังหลักในการช่วยกระจายอาหารบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนอีกหลายพันครอบครัว”
ด้าน นายสุทิน กรีโรจน์ ตัวแทนชุมชนเมืองเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กล่าวเน้นย้ำถึงมิตินิเวศสุขภาวะว่า “เราใช้เกษตรเชิงนิเวศเข้ามาเป็นเครื่องมือบำบัด ฟื้นฟูจิตใจ และฝึกทักษะอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายลดอบายมุขและป้องกันความรุนแรง
ซึ่งช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมและพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดอัตราการกลับไปเสพซ้ำ และยกระดับให้ชุมชนกลายเป็นสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืน”
นายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ แกนนำเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) ที่มาร่วมแสดงพลังในวันนี้ ต่างสะท้อนความกังวลเป็นเสียงเดียวกันว่า “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ และงานสร้างเสริมสุขภาพในระดับโครงสร้าง เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน ไม่สามารถทำๆ หยุดๆ ตามวัฏจักรการเมืองได้”
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้กล่าวสรุปว่า ที่จริงเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และเครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหารได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองอีกหลายพรรคในการแบนสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง
ซึ่งทำให้นำเข้าสารอันตรายลดลงถึงร้อยละ 42 ลดอัตราป่วยเฉียบพลันจากสารเคมี 2.60 เท่า ทั้งยังช่วยปกป้องสุขภาพคนไทยจากมะเร็ง พาร์กินสัน และพัฒนาการสมองของเด็ก โดยสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 46 เท่า
แต่การเสนอให้มีการเปลี่ยนงบประมาณจากระบบภาษีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax)ไปสู่ระบบงบประมาณปกติ จะทำให้การทำงานในระยะต่อไปเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและผลักดันระบบผักผลไม้ปลอดภัยให้ปลอดภัยอาจหยุดชะงักลง”
“อยากให้ทางพรรคภูมิใจไทยทบทวนและถอนร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับ เพื่อรักษาหลักประกันทางสุขภาวะที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว ด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก
คือ หนึ่ง ระบบนี้ไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพราะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ พ.ศ. 2561 มาตรา 4, 61 และ 82 รองรับเงินส่วนนี้ในฐานะ ‘เงินนอกงบประมาณ’ ไว้อย่างถูกต้องชัดเจน หากห่วงเรื่องวินัยการคลัง ควรเสนอปรับปรุงกลไกตรวจสอบที่มีอยู่
โดยอาจทำไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นๆของรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ไม่ใช่จำเพาะกับ ๔ กองทุน ดังที่เป็นอยู่
ข้อที่สอง คือสร้างเสถียรภาพในการลงทุนเชิงป้องกันทางสุขภาพ การคงกลไกนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางนโยบายและวัฏจักรทางการเมืองที่มีวาระสั้นกว่า ทำให้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวดำเนินไปได้ต่อเนื่อง
และข้อ สาม คือการแบ่งเบาภาระงบประมาณแผ่นดิน ในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เม็ดเงินของ สสส. ทำหน้าที่เป็น ‘งบประมาณลงทุนเชิงรุก’ เพื่อลดการเจ็บป่วยตั้งแต่ต้นทาง ในภาวะที่งบประมาณรัฐมีจำกัด
และกระทรวงสาธารณสุขต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลปลายทางจำนวนมหาศาล การมีกลไกที่เป็นอิสระจึงเป็นมาตรการเชิงบวกในการประกันความมั่นคงทางการคลังด้านสุขภาพของประชาชน” นางสาวปรกชลกล่าว
