พลพีร์-เจเศรษฐ์ นั่งหัวโต๊ะประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม มท.เดินหน้ายกระดับกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติ-ธุรกิจนอมินีผิดกฎหมาย ย้ำชัด ขรก.ทุจริตดำเนินคดีถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 4/2569

โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายวิฬุรห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผอ.สำนักการสอบสวนและนิติการ นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์ ผอ.สำนักบริหารการปกครองท้องที่ นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ อธิการบดีวิทยาลัยการปกครอง พร้อมด้วยผู้อำนวยการส่วน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายพลพีร์ กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านจากใจจริงในทุกภารกิจที่ได้ร่วมปฏิบัติการมา แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรค ความยากลำบาก และต้องเสียสละเวลาส่วนตัวในการลงพื้นที่หาข้อมูล ทั้งการแฝงตัวหาข่าวในพื้นที่ หรือภารกิจร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ที่จับกุมและขยายผลดำเนินคดีทุจริตทางทะเบียน

การที่คณะรมช.มหาดไทยลงพื้นที่ด้วยตนเอง ได้สร้างปรากฏการณ์แบบโดมิโนเอฟเฟกต์ (Domino Effect) ให้กลไกฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาคและแต่ละจังหวัดตื่นตัว ลุกขึ้นมาสืบสวนจับกุมอย่างจริงจัง โดยเรายึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยึดหลักการทำงานตามนโยบายของนายกฯ ที่ว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” มุ่งปราบปรามความผิดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นสถานบริการหรือบุคคลใด

สิ่งสำคัญในทุกภารกิจคือการดำเนินการให้ครบลูปอย่างแท้จริง หากพบการรับผลประโยชน์หรือมีการแอบอ้างข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวง ทบวง กรมใด จะต้องสืบสวนระบุตัวตนและนำตัวมารับโทษทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

ปัจจุบันทาง ป.ป.ท. ได้เข้ามาร่วมสืบสวนอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน แต่ละจังหวัดจะต้องเข้มงวดกวดขันตั้งแต่ต้นทางในเรื่องใบอนุญาตสถานบริการ โรงแรม ปืน และสัญชาติ จะอ้างเรื่องผังเมืองหรือโซนนิ่งไม่ได้ หากไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกก็ต้องไม่อนุญาต การปราบปรามนอมินีต่างชาติในทุกมิติ ทั้งสถานบันเทิง กิจการขยะรีไซเคิล และการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ป่าหรือเชิงเขา

การสางปัญหาพ่อแม่ลูกทิพย์ การสวมสิทธิ์สัญชาติ การจัดระเบียบอาวุธปืน (ใบ ป.3 และ ป.4) รวมถึงกรณีเครือข่ายชาวต่างชาติหรือกลุ่มชาบัด (Chabad) ที่กระทำผิดกฎหมาย เมื่อดำเนินคดี เพิกถอนสัญชาติ หรือเนรเทศแล้ว ให้กรมการปกครองบูรณาการร่วมกับหตรวจน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและยึดทรัพย์สินที่ดินที่ถือครองผ่านนอมินีให้กลับมาเป็นของคนไทยโดยเร็วที่สุด

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ชุดเฉพาะกิจของเราจะเดินหน้าปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องตามกรอบอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยต้องขอเน้นย้ำว่ามิได้เป็นการก้าวก่ายภารกิจของหน่วยงานอื่น หากพบข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยกระทำผิด เราจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีการปกป้อง

ทั้งนี้ แนวทางการทำงานของตนในทุกครั้งที่ลงพื้นที่จับกุม มักเห็นตนเปิดสปีกเกอร์โฟนรับสายสนทนาเสมอ เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครองได้ยินข้อเท็จจริงพร้อมกัน นำไปสู่การทำสำนวนและขยายผลทางคดีได้อย่างรัดกุม จนทำให้ผู้กระทำผิดหลายรายยอมนำพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินมามอบให้เจ้าหน้าที่

“การลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร จึงมีเจตนาเพื่อกระตุ้นและให้กำลังใจแก่ข้าราชการในพื้นที่ ให้มีความกล้าหาญ บังคับใช้กฎหมาย เพราะผู้ว่าฯ เปรียบเสมือนนายกฯในระดับจังหวัด ต้องดูแลทุกหน่วยงาน การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่แต่ละจังหวัด จึงเปรียบเสมือนการย้ำเตือนให้ผู้ว่าฯ ผู้นำในพื้นที่ทุกระดับได้รับรู้ถึงการให้ความสำคัญและรวมกันผลักดันนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบสังคมให้เห็นผลอย่างต่อเนื่องและเกิดความจริงจังได้ในที่สุด” นายพลพีร์ กล่าว

ด้านนายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมให้การสนับสนุนแนวทางปฏิบัติการของชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างแรงกระเพื่อมและความตระหนักอย่างมากในการปราบปรามกลุ่มธุรกิจสีเทาและการแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย

ขอฝากข้อเสนอแนะสำคัญ ประการแรก เรื่องการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย สนับสนุนงานสืบสวนสอบสวนของกรมการปกครอง เพื่อให้หน่วยงานมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างอิสระและคล่องตัว ไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานภายนอกเพียงอย่างเดียว

ประการที่สอง คือการฝึกอบรมทักษะเจ้าหน้าที่ ทั้งยุทธวิธี การใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว และการเพิ่มพูนความรู้เฉพาะทาง เพื่อยกระดับความพร้อมและรองรับภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง

นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำคือ ระบบการติดตามผู้กระทำความผิดซ้ำ ซึ่งแม้ที่ผ่านมาจะมีการส่งรายชื่อผู้มีประวัติกระทำความผิดไปยังจังหวัดและอำเภอแล้ว แต่ยังขาดข้อมูลสะท้อนกลับในเชิงลึกด้านพฤติกรรมความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลในปกครองหรือเด็ก

จากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพบว่าผู้กระทำผิดลักษณะนี้มีโอกาสสูงมากที่จะก่อเหตุซ้ำเมื่อมีจังหวะและโอกาส และเหยื่อมักไม่กล้าแจ้งความ จึงขอให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใช้มาตรการด้านการข่าวและการสืบเสาะ “ตรวจสอบหลังบ้าน” อย่างต่อเนื่อง

อย่าประเมินเพียงภาพเบื้องหน้าที่ดูเรียบร้อย เพื่อให้สามารถคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงและเข้าไปป้องปรามได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้วนเวียนกลับมาก่อเหตุซ้ำในสังคมได้อีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน