สภา แจงระเบียบดำเนินงานของ กมธ. มีมาตั้งแต่ปี 62 แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีคนโต้แย้ง ยันไม่ได้ริบอำนาจประธาน ชี้หากจะนัดประชุมพิเศษต้องถามมติที่ประชุมก่อน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสำนักกรรมาธิการ ประจำสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญของสภาผู้แทนราษฎร
นายนาถะ ดวงวิชัย ผอ.สำนักงานกรรมาธิการ 2 กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฎอยู่ในระเบียบเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องของกมธ. 2 คณะ เป็นระเบียบที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 แค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งการดำเนินงาน จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาน่าจะถูกต้องแล้ว
โดยแนวทางที่เขียนวันนี้ถูกต้องตามระเบียบทั้งหมด ไม่มีคำว่ากติกาใหม่ กติกาเก่า มีกติกาเดียวตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา
นายนาถะ กล่าวต่อว่า ส่วนการนัดประชุมของประธานกมธ.เป็นกรณีพิเศษนั้น แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การริดรอนสิทธิ ประธานยังนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ เพียงแค่การจะนัดประชุมต้องขอให้ตรวจสอบองค์ประชุม โดยตรวจสอบเสียงของกมธ.ก่อนว่าพร้อมประชุมหรือไม่ เพื่อให้ครบองค์ประชุม
เช่นเดียวกับเวลาที่ประธานสภาฯ จะนัดประชุมเรื่องต่างๆ ก็จะต้องคุยกับวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรต้องทำเพื่อให้องค์ประชุมครบ เพราะบางครั้งประธานกมธ.ว่าง แต่กมธ.คนอื่นๆ อาจไม่ว่าง ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องใหม่กับเรื่องเก่า เพียงแค่อะไรที่ไม่ได้มีแนวทาง อาจคลุมเครือก็ควรกลับเข้าสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันหลายคณะ ก็เป็นอำนาจของประธานสภาฯ กับประธานกมธ.ที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพูดคุยกันว่า จะให้คณะใดเป็นเจ้าภาพหรือประชุมร่วมกัน ย้ำว่าไม่มีข้อไหนที่ริดรอนอำนาจของประธานกมธ.
นายนาถะ กล่าวอีกว่า ขณะที่การบรรจุระเบียบวาระ ตามข้อบังคับระบุไว้ว่าวิธีการประชุมก็ให้อนุโลมตามการประชุมของสภาฯมา ที่ประธานสภาฯ มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระ คือ เรื่องแจ้งและเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับของกมธ. หมายความว่าเรื่องที่ประธานกกมธ.จะบรรจุได้เลย โดยไม่ต้องคุยกับใคร คือเรื่องแจ้งกับเรื่องอื่นๆ
แต่ระเบียบวาระนั้น หากมีกมธ.คนใดมาบอกประธานกมธ.ว่า อยากให้บรรจุเรื่องใดนั้น จะต้องเข้าไปอยู่ในเรื่องอื่นๆ ก่อนเพื่อให้กมธ.ประชุมกันก่อนว่าจะรับพิจารณาหรือไม่ เพราะไม่จำเป็นต้องเชิญมาทุกกรณี หรือบางเรื่องอาจส่งต่อให้กมธ.อื่นพิจารณา แต่หากที่ประชุมเห็นควรว่ารับไว้พิจารณา เขาก็จะมีมติแล้วถกกันต่อว่าจะเชิญหน่วยงานใดมาพิจารณา ก่อนบรรจุวาระการประชุมในสัปดาห์ถัดไป
นายนาถะ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเรียกเอกสารและบุคคลตามมาตรา 129 อำนาจเรียกเอกสารและบุคคลนั้น เป็นของคณะกมธ. ไม่มีท่อนไหนที่บอกว่าเป็นของประธานกมธ. และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ว่าอำนาจเรียกหรือการเรียกที่มาตรา 129 เขียนนั้น เป็นการเชิญหรือขอความร่วมมือให้ส่งเอกสารหรือมาเสนอข้อเท็จจริง
ดังนั้น ในกระบวนการที่เราคุยกันอยู่ ในวันนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแนวใหม่ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ที่เคยเป็นและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ระเบียบที่เคยเขียนไว้ เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
เมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวเหมือนเป็นการทะเลาะกันระหว่าง 2 พรรค การออกมาแถลงเช่นนี้กลัวหรือไม่ว่าอาจเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ นายนาถะ กล่าวว่า เมื่อเกิดการโต้แย้งแล้วทำให้เกิดการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เราจึงจำเป็นต้องออกมาอธิบายให้เข้าใจที่ตรงกันว่าทุกอย่าง มีระเบียบและกฎหมายทุกอย่างรองรับ ย้ำว่าระเบียบมีมาตั้งแต่ปี 2562