ออยศรี ร้อง กมธ.ฟอกเงิน สอบมูลนิธิ “บุ๋ม ปนัดดา” ซัด เหยียดหยามศักดิ์ศรีคนไทย หลังปรากฏภาพของบริจาคเหมือนกองขยะ แย้ม “คนตื่นธรรม” รายต่อไป ด้าน “พิทักษ์เดช” รับตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ประชาชนอาจล่าช้า หลัง “โสภณ” วางระเบียบกมธ.ใหม่

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 5 พ.ย. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.บุญยนุช แสงศรี เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก” พร้อมด้วย นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ ทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี

เนื่องจากเรื่องนี้ทุกคนให้ความสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครั้งใหญ่ของประเทศในการปรับปรุง ตรวจสอบ และป้องกันคนที่มาใช้ความเดือดร้อนของชาวบ้าน และความมีน้ำใจของประชาชนคนไทยเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว

ด้าน นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า ทางกมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวให้คณะกลั่นกรองพิจารณาว่าการร้องเรียนนี้ เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานของกมธ.หรือไม่ หากมีความเกี่ยวข้อง จะขอมติที่ประชุมเพื่อพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิหรือสมาคม หากมีการร้องเรียนต่อกมธ. ก็จะตรวจสอบว่ามีความผิดเกี่ยวกับการรับเงินมาโดยชอบหรือไม่ ตรงตามเจตนารมณ์ของสมาคมและมูลนิธิหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเถื่อน หรือสมาคมและมูลนิธิที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย ซึ่งจะเกิดปัญหามากในประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับเงินมาแล้วใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น เมื่อกมธ.พิจารณาแล้ว จะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสอบถามและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เราไม่ได้ทำงานเพื่อกลั่นแกล้งใคร แต่การทำงานของกมธ. ทำงานเพื่อความกระจ่างแจ้ง และความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการชี้แจงต่อประชาชนที่มีข้อสงสัย และให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้องเรียน รวมถึงผู้ถูกร้องเรียน โดยแนวทางของกมธ. คือการขอความร่วมมือและการใช้กฎหมาย แต่หากไม่ให้ความร่วมมือก็ต้องใช้กฎหมายเรียก เพื่อให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง และให้เกิดความเป็นธรรม

“แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลังจากที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ออกระเบียบใหม่ในการทำหน้าที่ของกมธ. ทำให้การร้องเรียนของประชาชนเกิดความล่าช้าในการพิจารณาตรวจสอบ” นายพิทักษ์เดช

เมื่อถามว่าการมายื่นครั้งนี้ต้องการให้ตรวจสอบเส้นเงินหรือเรื่องอะไร นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ ทนายความ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก น.ส.ปนัดดา ไปแถลงข่าวมีการเอ่ยชื่อถึงออยศรี พร้อมบอกว่า “ตรวจสอบเลยลูกเดินให้สุด” ตนจึงจัดให้ตั้งแต่แจ้งความร้องทุกข์ เราไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ จะไม่มีการถอนฟ้องใดๆ และแม้ว่าจะถอนฟ้องกฎหมายก็ยังดำเนินการต่อได้

วันนี้ตนคิดว่าต้องตรวจสอบทุกมิติจึงได้ยื่นต่อกมธ. เพราะแม้จะมีความซ้ำซ้อนหรืออำนาจหน้าที่คล้ายกันก็จะต้องตรวจสอบทุกมิติ และค่อนข้างชัดเจนว่ามีเรื่องฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรระดับประเทศรับบริจาคเงินของประชาชนแล้วไปใช้ส่วนตัว ตนคิดว่าต้องจัดการขั้นเด็ดขาด

ทนายความ กล่าวต่อว่า ส่วนรายละเอียดในการยื่นหนังสือ มีทั้งเรื่องของการโอนเงินให้สามี 200 ล้านบาท และนำเงินไปใช้เข้าบัญชีส่วนตัวอีก 300 ล้านบาท มาถึงวันนี้จะต้องโทษใคร ก็โทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง หากไม่มีการกระทำทุจริตต่อพี่น้องประชาชน หรือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินต่าง ๆ จากเงินที่กระทำผิดกฎหมาย จะทำให้เข้าข่ายการฟอกเงิน

เมื่อถามว่าในการเดินหน้าร้องเรียน ทราบข้อมูลหรือไม่ว่ามีเงินบริจาคเข้ามูลนิธิเกือบพันล้าน และนำออกไปใช้ส่วนตัว น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะมีเงินมากมายมหาศาลขนาดนี้ จุดเริ่มต้นมาจากสลิปโอนเงินของตน 1,000 บาท หลังจากนั้นได้พบกับช่างเอ๋ที่ได้รับการโอนเงินผ่านบัญชี หลังจากนั้นก็มีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา ตนจึงเลือกใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย

ซึ่งจุดเริ่มต้นในมุมของตนนั้น คือ บุ๋ม ปนัดดา ใช้บัญชีส่วนตัวสลับรับเงินบริจาค โดยพยายามให้เข้าใจผิดว่าเป็นบัญชีของมูลนิธิ ทำให้เกิดความสงสัยว่า เมื่อมีวิธีแบบนี้โอกาสที่จะนำเงินประชาชนไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ยังมีอยู่ จึงเริ่มดำเนินคดีทางอาญา

เมื่อถามต่อว่า นอกจากการตรวจสอบมูลนิธิของ บุ๋ม ปนัดดา จะตรวจสอบมูลนิธิอื่นๆ ต่อไปอีกหรือไม่ น.ส.บุญยนุช กล่าวยอมรับว่า มี ตนได้ตรวจสอบมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยมีคำพิพากษาออกมาจากคำสารภาพของประธานมูลนิธิเอง ว่ามีการปลอมลายเซ็นบุคคลอื่นในการจัดตั้งมูลนิธิ ทั้งยังเปิดรับบริจาค และมีพยานหลักฐานจากอำนาจศาลว่ามีการโอนเงินของมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเขายังไม่ได้ออกมาชี้แจงว่าโอนไปทำอะไร

ทั้งนี้ ไม่ได้โอนแค่บัญชีตัวเอง ยังโอนไปยังบัญชีของลูกชาย สามี และยังมีมูลนิธิอื่นๆ ที่ประชาชนเกิดการตื่นตัวและมีการทักมาพูดคุย ซึ่งหากจะมีการทำหนังสือตรวจสอบหรือพบความผิดปกติ ตนจะร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกกับประชาชนที่พยายามติดต่อเข้ามา

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม นำผู้เสียหายจากการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิเข้าพบตำรวจสอบสวนกลาง น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า ตนยินดี ไม่ว่าผู้เสียหายติดต่อไปทางใคร ก็ถือว่าทุกคนช่วยประเทศชาติ ถ้าทุกคนติดต่อมาที่ตนอย่างเดียวคงจะไม่ทัน ซึ่งการที่ทนายตั้มได้ลุกขึ้นมาช่วยก็ยินดี

เมื่อถามว่าจากนี้จะมีการติดตามในส่วนของมูลนิธิคนตื่นธรรมด้วยหรือไม่ น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า หลังจากที่มีการท้าให้พิสูจน์ตรวจสอบ ซึ่งเราไม่ทราบว่าภายในมูลนิธินี้เป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นพบว่าเพิ่งเปิดมาไม่กี่เดือน มีการจดทะเบียนจัดตั้งถูกต้องหรือไม่ในการบริจาคแต่ละครั้ง และเคยประกาศเรื่องการนำเงินไปซื้อที่ดิน จะตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องมาพิจารณาดู

นอกจากนี้ ตนทราบมาว่าอาจารย์เบียร์คนตื่นธรรมได้ลบบางโพสต์ออกไป แต่ยืนยันว่าทนายธรรมราช สาระปัญญา ได้พูดคุยกับตนว่า เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้แล้ว และน่าจะยื่นตรวจสอบมูลนิธิคนตื่นธรรมต่อไป

น.ส.บุญยนุช กล่าวต่อว่า จากภาพข้าวของประชาชน เครื่องดื่ม อาหารคน อาหารสัตว์ ที่กองอยู่เหมือนกองขยะ อาจเป็นเงินของประชาชน ที่โอนเข้ามาหรือไปซื้อไว้ ทางเหรัญญิกของมูลนิธิ ออกมาบอกแล้วว่า ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องของเงินก็ต้องไปชี้แจงเอง แต่ของที่เห็นเมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) คณะกรรมการทั้งหมดไม่เคยลงพื้นหรือเข้ามูลนิธิเลย จึงไม่รู้ไม่เห็นอะไรสักอย่าง เงินก็อยู่ที่ บุ๋ม ปนัดดา ตนจึงงงมากว่ามูลนิธิขับเคลื่อนได้อย่างไร

“ตอนนี้ถือว่าประชาชนคนไทยถูกดูถูกจาก บุ๋ม ปนัดดา เป็นอย่างมาก เหยียดหยามเกียรติ และศักดิ์ศรีของคนไทยเป็นอย่างมาก จากพฤติกรรมใดก็ตามที่ปรากฏออกมา โดยเฉพาะภาพข้าวของอาหารทั้งคนและสัตว์เมื่อคืนนี้ อาหารเอาไปให้สัตว์จรจัดก็ยังดีกว่ากองอยู่แบบนี้ แม้จะบอกว่าดูแลเงินอย่างดี แต่ภาพที่ออกมา ทุกคนควรคิดได้แล้ว

เลิกคิดเรื่องเงิน 1,000 บาท เพราะไม่ว่าเงินเท่าไหร่ ถ้าเอาเงินไปให้คนที่ไม่รู้จักคุณค่าสภาพลับหลังก็จะเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเขาอยากได้เงิน จึงสงสัยว่า ภาพความดีของบุ๋ม ปนัดดา เป็นความดีที่ตั้งใจทำ หรือต้องทำ แลกมากับการนำเสนอ เพื่อให้คนช่วยกันโอนเงินให้ได้เอาไปใช้ส่วนตัว ขอย้ำว่าไม่แฟร์กับประเทศไทย” น.ส.บุญยนุช กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน