โรม สวน ‘ศุภชัย’ ใครกันแน่ที่เหิมเกริม ซัดระบอบน้ำเงินห้ามตรวจสอบ ลั่นจะเผาบ้านไล่หนู เพื่อเล่นงาน‘รังสิมันต์’คนเดียวหรือ จี้ ‘โสภณ’ แจงปมหนังสือเวียน อย่าอยู่หลังข้าราชการ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ. กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานกมธ.กฎหมาย จะเสนอญัตติว่าการลงมติเรียกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ มาชี้แจง ถึงการส่งหนังสือเวียนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ว่า “ไม่ชอบ หรือไม่ถูกใจ”
ตนคิดว่าไม่มีปัญหาเรื่องไม่ชอบ เพราะก่อนหน้านี้อีกฝ่ายบอกว่าการจะเชิญใครต้องมีมติ แต่เมื่อกมธ. มีมติว่าจะเชิญนายโสภณ มาชี้แจง ก็บอกว่าเหิมเกริม บังอาจ ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ตั้งอยู่บนข้อบังคับ และพิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบน้ำเงินห้ามตรวจสอบ หากตรวจสอบเมื่อไหร่ก็จะมีคนไม่พอใจและอ้างนู่นอ้างนี่
ตนยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ อำนาจของฝ่ายค้านและกมธ. รวมถึงอำนาจเรียกไม่ได้เยอะอยู่แล้ว ขั้นตอนก็ซับซ้อน แต่ภายใต้ข้อจำกัดนี้จะมาบอกว่าเราทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าเราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ทั้งการลงมติและแนวปฏิบัติ เพราะมีสส.ที่ทำงานอยู่ในกมธ. 8 คน และทุกคนเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับแนวทางของหนังสือเวียน
การเรียกนายโสภณ มาชี้แจง ก็เพื่อสอบข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ เพราะหนังสือเวียนดังกล่าว เราได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขาธิการสภาฯ ซึ่งไม่เป็นกฎหมายและไม่มีผลบังคับ แต่การออกแนวทางแบบนี้ มีลักษณะกระทบหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เราจะปล่อยให้ทำแบบนี้ไม่ได้
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คาดหวังว่านายโสภณ จะทำพฤติกรรมให้เป็นเยี่ยงอย่างกับสมาชิกท่านอื่นและบุคคลภายนอกว่าให้ความร่วมมือกับกมธ.ตอบข้อสงสัยให้ชัดเจน หากประมุขของสภาฯ ยังไม่มากมธ. ต่อไปนี้หากกมธ. เชิญใคร เขาจะบอกว่าขนาดประธานสภาฯ ยังไม่มาเลย
เราไม่ควรอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น จึงอยากให้นายโสภณ ให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเรื่องนี้มาจากใคร อย่าให้เขาครหาว่าไปยืนอยู่หลังราชการ ให้มาปะทะกับฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร
ส่วนที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ.กฎหมายฯ ระบุว่าที่ลงมติไปเพราะเข้าใจผิดนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนคงตอบแทนนายณัฏฐ์ชนนไม่ได้ แต่ที่ประชุมกมธ. มีทั้งหมด 8 คน ตอนลงมติก็ให้ทุกคนยกมือ และให้ฝ่ายเลขาฯทวนว่าใครเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
เราดำเนินการถูกต้องทุกอย่าง และถึงแม้นายณัฏฐ์ชนน จะไม่อยู่ในห้อง หรือถอนตัวออกไปโดยไม่มีส่วนร่วมลงมติ องค์ประชุมของกมธ.การกฎหมายฯ มี 7 คน จากทั้งคณะ 14 คน จึงไม่มีการลงมติโดยไม่ชอบแน่ เพราะอย่างไรก็ครบ
เมื่อถามถึงนายศุภชัย ระบุว่านายรังสิมันต์ ไม่ยอมรับแนวทางของหนังสือเวียนดังกล่าว ถือว่าเหิมเกริม ไม่เคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่ใช่ตนคนเดียว ที่ประชุมกมธ.ทั้งหมด พูดแบบนั้นคงไม่เต็มปากเพราะเราถามในที่ประชุมที่มีไม่น้อยกว่า 7 คน ดังนั้น ใครกันแน่ที่เหิมเกริม คุณไปอ้างที่ประชุมกมธ. 35 คณะ ทั้งที่ในที่ประชุมวันดังกล่าวไม่ได้มีมติอะไรเลย
คนจำนวนมากที่พูด เขาไม่เห็นด้วยในการเปลี่ยนแปลงและจำกัดอำนาจของประธานกมธ. ใครกันแน่ที่ไปอ้างการประชุมและไม่มีการลงมติ แม้แต่ประธานสภาฯ ยังพูดว่าเป็นการหารือ ดังนั้น การอ้างแบบนี้เป็นการอ้างเท็จ ไม่ต่างกับการส่งเอกสารเท็จต่อกมธ. ซึ่งถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ
ย้ำว่าประธานกมธ.หรือกมธ.ไม่ใช่ลูกน้องของประธานสภาฯ บทบาทของประธานสภาฯ เราทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย ฉะนั้น ประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจสั่งย้ายหรือควบคุมสั่งการ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กฎหมายกำหนดเส้นเขตอำนาจไว้ชัดเจน
เมื่อถามถึงนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ยืนยันว่าการประชุมประธานกมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ แนวทางที่ออกมาเป็นไปตามกฎหมาย นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็มั่วไง
การมาบอกว่ากมธ.กฎหมายฯ มีปัญหาอยู่คณะเดียว ต้องไปดูว่าในกมธ.กฎหมายฯ ใครที่มีปัญหาอยู่คนเดียว จริงๆ 2 คน ซึ่งเราทำงานกันปกติ สส.ซีกรัฐบาล เมื่อวานเขาก็พูดคุยและลงมติ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง แต่เราแสดงความคิดเห็นกันด้วยความเคารพและเป็นเหตุเป็นผล
แต่สิ่งที่หลายคนทำขณะนี้คือ การสร้างความปั่นป่วน ตนอยากให้นายกรวีร์ ไปดูว่ามีการยื่นหนังสือลาเท็จหรือไม่ ตอนแรกบอกบอยคอต ไปๆมาๆบอกว่าติดประชุม ก็เป็นหลักฐานชัดเจนเป็นดิจิตอลฟุตปริ้นท์
“การทำหน้าที่ของเราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ทุกอย่างตรงไปตรงมา ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เรารู้ว่าถนนเส้นที่เราเดินอยู่ มีขวากหนามและพร้อมทำร้ายเรา เราก็พยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าวานนี้ (5 พ.ย.) ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ระบุว่าหนังสือเวียนถึงกมธ. 35 คณะนั้นให้ไปถามสำนักเลขาธิการสภาฯ ซึ่งตัวประธานสภาฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อันนี้คือการไปยืนอยู่ด้านหลังข้าราชการ ไม่ทันไรก็โยนความผิดให้กับเลขาฯ โยนความผิดให้กับข้าราชการประจำ
อยากใช้โอกาสนี้บอกไปถึงข้าราชการประจำว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ถ้าเมื่อไหร่มีความเดือดร้อนเกิดขึ้น แล้วลามไปถึงคนในระบอบสีน้ำเงิน
คนในระบอบสีน้ำเงินพร้อมถีบหัวส่งทุกท่าน เขาไม่มาปกป้องท่าน เขาจะบอกว่าเป็นความผิดของข้าราชการ ผมยืนยันว่าเราตรวจสอบระบอบสีน้ำเงิน และไม่ปฏิเสธว่าในกลไกกมธ.เราตรวจสอบพวกเขา แต่การตรวจสอบตั้งอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน
แต่ถ้าเกิดระบอบสีน้ำเงินไม่พอใจและพยายามจะสู้กับพยายามทำทุกวิธีการที่จะเล่นงานพวกเรา ซึ่งท่านมีอำนาจมากกว่าอยู่แล้ว แต่ได้โปรดอย่าเอาข้าราชการมาเป็นหนังหน้าไฟ และเป็นหุ่นเชิดเพื่อต่อสู้กับพวกเรา
ผมคิดว่าการทำแบบนี้นั้นมันไม่ถูกต้อง ไม่แฟร์ คุณพยายามจะไปบีบข้าราชการประจำต่างๆ การทำแบบนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงิน จริงๆแล้วคุณเหนียมอาย และไม่กล้าเผชิญความจริง คุณถึงต้องไปยืนอยู่ข้างหลังข้าราชการ
“ดังนั้น จงตระหนักว่าวันนี้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเปรียบเสมือนโจรสีน้ำเงิน ถ้าใครที่ไปช่วยเขาโดยเฉพาะไปช่วยในเรื่องที่ผิดๆ ไม่ต่างกับการพายเรือให้โจรนั่ง เมื่อไหร่ที่หยุดพาย เมื่อไหร่ที่คุณสงสัยในตัวเอง หรือเมื่อไหร่ที่คุณได้รับความเดือดร้อน โจรตนนี้มันจะถีบหัวคุณลงกลางทะเล ดังนั้น ให้เป็นตัวอย่างว่าสุดท้ายถ้าข้าราชการเผลอทำในสิ่งที่ละเมิดกฎหมาย คุณซวยแน่ เพราะเขาจะเอาคุณเป็นคนรับผิดทุกอย่าง”
เมื่อถามถึงพรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ข้อบังคับประชุมสภาฯ ซึ่งจะต้องโหวตในสัปดาห์หน้า มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการรวบอำนาจกมธ.โดยเสียงข้างมาก มองอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แน่นอน อันนี้มันพิสูจน์ว่าแนวทางปฏิบัตินั้น ใช้ไม่ได้ คุณถึงต้องไปแก้ข้อบังคับ ดังนั้น แนวปฏิบัติที่คุณออกมาผิดกฎหมายแน่ๆ คุณตระหนักสิ่งนี้จึงได้ไปแก้ข้อบังคับ
“แต่ถามว่าคุณจะเผาบ้านไล่หนู ล้มทั้งกระดาน เพียงเพื่อที่จะเล่นงาน รังสิมันต์ โรม อย่างนี้หรือ จะอยู่กันด้วยวิธีนี้หรือ เพียงเพราะกมธ.ตรวจสอบระบอบน้ำเงินอย่างนี้หรือ ผมคิดว่าการดำเนินการแบบนี้ทำลายระบบสภาฯ และจำกัดอำนาจสภาฯ และทำให้กมธ.ที่เป็นเสือกระดาษอยู่แล้วแทบไม่ต้องทำงาน สุดท้ายนำไปสู่ว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้กมธ.ไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้เลย ประโยชน์ตกอยู่กับใคร อยู่กับประชาชน หรือตกอยู่กับพวกพ้อง และผู้มีพระคุณ” นายรังสิมันต์ กล่าว