ไทยสร้างไทย จี้ผู้ว่าฯกทม. ทบทวนร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ ชี้จุดตาย ‘ตัดทอนแก้มลิง-ยุบทางน้ำไหล’ เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงถาวร

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2569 ที่ศาลาว่าการกทม. นายโรจนินทร์ ศิริเบญญาภิรมย์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ ผู้อำนวยการพรรค และทีมกรรมการบริหารและรองโฆษกพรรค เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม. เพื่อคัดค้านและเสนอให้ทบทวนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4)

โดยมีนายอาสา ทองธรรมชาติ ผอ.สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง และเจ้าหน้าที่ส่วนเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับเรื่อง

นายโรจนินทร์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรค ในฐานะประชาชนชาวกรุงเทพฯ และผู้มีส่วนได้เสีย เข้ายื่นหนังสือคัดค้านและเสนอให้ทบทวนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4)

เนื่องจากร่างผังเมืองฉบับใหม่ได้ละเลยหัวใจสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมขัง คือ การมีพื้นที่กักเก็บน้ำรอการระบาย (แก้มลิง) และพื้นที่ทางน้ำไหล (Flood Way) ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่หากไม่แก้ไข จะเพิ่มความเสี่ยงสูงสุดให้คนกรุงเทพฯ เผชิญปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ระบุผ่านหนังสือร้องเรียนว่า จากประสบการณ์ทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กทม. มายาวนาน และได้สนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ขับเคลื่อนโครงการแก้มลิงแห่งแรก คือ บึงมักกะสัน และขยายผลสู่ บึงหนองบอน พิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มแอ่งกระทะ การระบายน้ำออกทะเลทำได้ยากโดยเฉพาะเวลาน้ำทะเลหนุน

จึงจำเป็นต้องมี พื้นที่พักน้ำเพื่อรอจังหวะน้ำลง หากขาดส่วนนี้ มวลน้ำจะทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะหมู่บ้านจัดสรรเก่าและชุมชนดั้งเดิมที่ไม่ได้ถมสูง เช่น แฟลตคลองจั่น แฟลตร่มเกล้า หมู่บ้านนักกีฬา และหมู่บ้านสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเชิงวิศวกรรมของกทม. ที่ระบุว่าจะใช้การขยายคลองและสร้างอุโมงค์ยักษ์ทดแทนแก้มลิง โดยเน้นย้ำว่าอุโมงค์ยักษ์ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเปรียบเสมือน หลอดดูดน้ำ แต่ แก้มลิง ทำหน้าที่รองรับและพักน้ำเปรียบเสมือน ภาชนะใส่น้ำ หากไม่มีภาชนะรองรับ อุโมงค์ยักษ์ 6 แห่งที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ยิ่งกว่านั้น ในร่างผังเมืองฉบับใหม่มีการลดและตัดพื้นที่ทางน้ำไหล (Flood Way) หรือผังสีเขียวลาย ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก โดยฝั่งตะวันออกถูกลดขนาดจากเดิม 100,000 ไร่ (240 ตร.กม.) เหลือเพียง 30,000 ไร่ (50 ตร.กม.) ทั้งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะที่ต้องรับน้ำหลากจากด้านเหนือ ทั้งจาก จ.ปทุมธานี และจ.นครนายก

ขณะที่ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) ซึ่งต้องรับน้ำหลากจากนนทบุรี กลับไม่ปรากฏพื้นที่ Flood Way หรือ ผังสีเขียวลายเหลืออยู่เลย หากร่างผังเมืองฉบับนี้ถูกประกาศใช้โดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ย่อมเป็นการนำพา

ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเข้าสู่ความเสี่ยงสูงสุดจากอุทกภัยซ้ำซากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทย จึงขอเรียกร้องให้ผู้ว่าฯกทม.เร่งทบทวนและแก้ไขร่างผังเมืองรวม (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ดังนี้

1.น้อมนำแนวพระราชดำริโครงการแก้มลิงมาสำรวจและจัดหาพื้นที่ทำแก้มลิงให้ได้มากที่สุด หรือ ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

2.รักษาพื้นที่ทางน้ำไหล (Flood Way) หรือผังสีเขียวลาย ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเคร่งครัด

3.ต้องไม่มีการปรับเปลี่ยนสีผังเมือง เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือเชิงพาณิชย์ในลักษณะที่กีดขวางทางน้ำไหลตามธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

ขณะที่นายณรงค์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพฯและ ผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันติดตามและแสดงสิทธิ์ คัดค้านโดยยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกร่างผังเมืองฯ ซึ่งกทม.เปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 9 พ.ย.นี้ เพราะร่างผังเมืองฉบับนี้ มีผลต่ออนาคตของเมือง

โดยเฉพาะเรื่อง การรักษาพื้นที่ฟลัดเวย์ และการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรองรับและชะลอน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาว

ด้านนายอาสา กล่าวว่า กทม. พร้อมรับข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อเสนอคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา เมื่อผลการพิจารณาถือเป็นที่สุด จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อนำร่างผังเมืองรวมฯ ประกาศเป็นข้อบัญญัติกทม.ใช้บังคับคาดว่าภายในปี 70

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน