“ปิยบุตร” โต้ “ประธานสภา” ปัดตก พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปฯ ชี้กระทบสิทธิปชช. เสนอ 2 ทางสู้ ทั้งฟ้องศาลปกครอง-ดัน สส.เสนอร่างกฎหมาย แบะท่าฝาก ‘พรรคประชาชน’ วัดความกล้ายื่นเข้าสภา ชี้ แก้ ม.112 รธน.ยังเปิดช่องให้ลดโทษได้
8 พ.ย. 69 – นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ความเห็นกรณีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูป 6 ตุลาคม 2519 ถูกประธานสภาปัดตกไป โดยระบุข้อความว่า
1. ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้มีเนื้อหาสาระยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปของสงัด ชลออยู่ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กำหนดเพิ่มโทษในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 เป็นจำคุก 3-15 ปี หากยกเลิกไปได้ อัตราโทษจำคุกในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 ก็จะกลับมาเป็นอัตราโทษช่วงก่อน 6 ตุลาคม 2519 นั่นคือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี
นายปิยบุตร ระบุต่อว่า 2. เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดอาญา และกำหนดอัตราโทษ ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เพราะความผิดอาญาในฐานต่างๆ เป็นการจำกัดกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอยู่แล้ว
ในกรณีนี้คือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งการโทษจำคุกก็คือการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้กระทำความผิด ดังนั้น การวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ถูกต้อง
นายปิยบุตร ระบุอีกว่า 3. คำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นที่สุดหรือไม่ ประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ มีสิทธิในการโต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่นั้น
ประเด็นปัญหานี้ ตนขอทบทวนเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน ในสมัยที่ตนร่วมรณรงค์เข้าชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ร่างฉบับคณะนิติราษฎร์) กับ ครก.112 เมื่อปี 2554 ในครั้งนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย ก็วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ไม่เข้าหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย
“พวกเราเห็นกันว่า หากปล่อยให้คำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่สุด เด็ดขาด ไม่สามารถโต้แย้งได้ ต่อไปการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติของประชาชน ก็จะถูกจำกัดสิทธิได้ตามอำเภอใจของประธานสภาผู้แทนราษฎร
ขอเพียงแค่ประธานสภาผู้แทนราษฎรอ้างว่า ไม่เข้าหมวด 3 หรือหมวด 5 ร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินเพียรพยายามเข้าชื่อนั้น ก็ตกไปโดยทันที กลายเป็นคนเพียงหนึ่งคนสามารถสกัดขัดขวางเจตจำนงของประชาชนจำนวนมากได้” นายปิยบุตร ระบุ
นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า การใช้อำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นการใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และเป็นเรื่องวงงานในทางนิติบัญญัติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ ก็ย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจโต้แย้งไปยังองค์กรตุลาการได้อีก นั่นคือการพิจารณาสถานะของคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้เกณฑ์ทางรูปแบบ
แต่ในกรณีนี้ หากใช้เกณฑ์ทางเนื้อหาจะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร มีลักษณะคล้ายคลึงกับคำสั่งทางปกครองอย่างยิ่ง กล่าวคือวินิจฉัยโดยองค์กรเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และการวินิจฉัยนั้นกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ทำนองเดียวกันกับองค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองวินิจฉัยออกใบอนุญาตต่างๆ
นายปิยบุตร ระบุต่อว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับระบบกฎหมายทั้งหมดแล้ว สิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติโดยประชาชนเป็นสิทธิประการสำคัญ ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง นำหลักการประชาธิปไตยทางตรง เข้ามาเสริมประชาธิปไตยทางผู้แทน
ดังนั้น จึงควรเปิดช่องทางให้ประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ได้มีโอกาสโต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาให้คำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสถานะเทียบเท่า คำสั่งทางปกครอง โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาในทางเนื้อหาเป็นสำคัญ
หากเห็นกันเช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติย่อมมีสิทธิ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลปกครองได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 เราไม่ได้ฟ้องไปยังศาลปกครอง นี่เป็นความเห็นทางกฎหมายที่ตกเถียงกันได้ และยังไม่เคยมีบรรทัดฐานทางกฎหมายมาก่อน คณะบุคคลผู้ผู้เข้าร่วมเสนอชื่อร่างพระราชบัญญัติ จึงน่าจะพิจารณาหาช่องทางในการโต้แย้งไปยังองค์กรตุลาการต่อไป
นายปิยบุตร ระบุอีกว่า 4. ยังมีหนทางอื่นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกหรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 20 คนขึ้นไป สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้
เมื่อพิจารณาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา ณ เวลานี้ ก็เห็นมีแต่พรรคประชาชนเท่านั้นกระมังที่พอจะสนใจประเด็นปัญหาดังกล่าว ส่วนพรรคอื่นคงไม่ต้องไปคาดหวัง
ปัญหาจึงมีอยู่ว่า สส.พรรคประชาชน คิดอ่านกันอย่างไร อาจกล่าวกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้วว่าห้ามแก้มาตรา 112 คำวินิจฉัยนี้มีปัญหาในทางกฎหมายหลายประการ ไม่ควรยึดถือเป็นบรรทัดฐาน
“เอาล่ะ ต่อให้ยึดถือก็ได้ แล้วลองไปอ่านคำวินิจฉัยนี้โดยละเอียดดู จะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าห้ามเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด ศาลเพียงแต่บอกว่า ห้ามนำไปรณรงค์ข้างนอก ห้ามยกเลิกมาตรา 112 ห้ามย้ายหมวดออกจากหมวดความมั่นคง ห้ามกำหนดให้ราชเลขาธิการ หรือสำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเท่านั้น
ดังนั้น การเสนอแก้ไขมาตรา 112 จึงยังกระทำได้อยู่บ้าง เช่น ลดอัตราโทษ หรือแยกฐานความผิด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายออกจากกัน และการดำเนินการตามกรณีนี้ ก็เป็นการสนับสนุนส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพื่อโต้กลับการใช้อำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร” นายปิยบุตร ระบุ
นายปิยบุตร ระบุต่อว่า หากดำเนินการตาม ข้อ 3 ต้องลุ้นว่า ศาลปกครอง จะวินิจฉัยอย่างไร และหากดำเนินการตามข้อ 4 ทำได้เลย แต่ต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้แทนราษฎร และการประเมินสถานการณ์ของพรรคการเมือง ข้อ 3 คือ ประเด็นทางกฎหมาย เป็นการต่อสู้ทางกฎหมาย ข้อ 4 คือ ประเด็นทางการเมือง ต่อสู้ทางการเมือง