“บิ๊กตู่” เรียกประชุมร่วม ครม.-คสช.นัดพิเศษวันนี้ ด้านชทพ.พร้อมส่งตัวแทนร่วมเวทีกรธ. ดักคออย่าตั้ง ธงไว้ล่วงหน้าหรือทำเป็นพิธีกรรมเพื่อไทย-ปชป.จวกอีก ชี้บทลงโทษรุนแรงส่อขัดเจตนารมณ์ของรธน. ทำสมาชิกพรรคกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ห่วงพรรคเล็กโอกาสเกิดยาก “อลงกรณ์”วอน 2 พรรคใหญ่มาร่วมเสนอความเห็น ยันไม่ใช่เวลามาตั้งแง่ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน สนช.ย้ำยังปรับแก้ได้ ยอมรับคงไม่เปิดเวทีแบบกรธ. อ้างมีเวลาน้อย สปท.ชงยกเครื่องปฏิรูปศาลรธน.ให้มีอิสระจริงๆ เพิ่มอำนาจกกต.จับกุม-ตรวจค้นได้โดยตรง ขันนอตป.ป.ช. แก้ทำงานล่าช้า สนช.นัดพิจารณาร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 15 ธ.ค.นี้ ไอลอว์ชี้ละเมิดสิทธิ์อื้อ ลุยต่อต้านผ่าน โซเชี่ยลมีเดีย
‘จ้อน’หวัง 2 พรรคใหญ่ปรับท่าที
วันที่ 12 ธ.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองว่า หวังว่าพรรคการเมืองจะทบทวนท่าที ด้วยการร่วมเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ที่จำเป็นต่อการปฏิรูปการเมือง ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. เพื่อให้ทุกฉบับเป็นเครื่องมือที่ปฏิบัติได้จริงและปฏิรูปได้ผล เพราะทุกพรรคผ่านประสบการณ์ตรง รู้จุดอ่อนจุดด้อยของระบบการเมืองมากว่า 80 ปี ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง จะได้นำไปประกอบการจัดทำและพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับต่อไป
ย้ำต้องช่วยกัน-อย่าตั้งแง่
นายอลงกรณ์กล่าวว่า วันนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง จึงต้องการความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย การปฏิรูปต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะปล่อยกฎ กติกา เหมือนเดิมปัญหาเก่าๆ ก็แก้ไขไม่ได้ ส่วนตัวร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองของกรธ. ที่เปิดออกมา ยังเป็นเพียงตัวร่างเบื้องต้นที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ พรรคเห็นตรงหรือเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งสำคัญคือสัญญาณความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศ
“วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการเกี่ยงงอนหรือตั้งแง่ แต่เป็นเวลาของการช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคได้ให้ความร่วมมืออย่างดีในการจัดทำแผนปฏิรูปการเมืองมาตลอด” นายอลงกรณ์กล่าว
เชื่อกม.ลูกยังปรับแก้ได้
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสนช. กล่าวถึงพรรคการเมืองคัดค้าน ร่างพ.ร.บ. พรรคการเมืองว่า ที่มีปัญหาพูดกันมากคือ กรณีการเก็บค่าสมาชิกพรรคนั้น ตนเข้าใจว่า กรธ.มุ่งหวังให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค ด้วยอุดมการณ์และแนวทางการเมืองเดียวกัน ไม่ใช่แค่มีชื่อเฉยๆ ก็เข้ามาเป็นสมาชิกได้ แต่เข้าใจได้ถ้าพรรคที่มีสมาชิกเป็นแสนเป็นล้านคน แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่จะเป็นภาระทางธุรการยุ่งยากมาก ดังนั้น พรรคก็ต้องเสนอวิธีมา เพื่อทำอย่างไรไม่ให้พรรคเป็นของนายทุนหรือคนไม่กี่คนเหมือนในอดีต เพราะในทางปฏิบัติ ต้องยึดโยงกับพรรค แต่รูปแบบต้องไม่เหมือนเดิม
นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ตนเชื่อว่ายังปรับได้ หากพรรคไม่ตั้งเงื่อนไข โดยเมื่อเปิดเวทีรับฟังความเห็น พรรคใหญ่ๆ ก็ต้องร่วมมือ แต่ไม่ใช่ไม่ยอมมาให้แสดงความเห็น มีเพียงพรรคเล็กพรรคน้อยเท่านั้น ดังนั้น หากเป็นไปได้มีการเปิดเวทีที่ไม่เป็นข่าว เชิญเฉพาะผู้เกี่ยวข้องมาก็อาจจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
สนช.ไม่เปิดเวที-ชี้มีเวลาน้อย
นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ระบุ กรธ.กำหนดเงื่อนไขจำกัดสิทธิมากเกินไปว่า ขอมองเป็น 2 ส่วนคือ เงื่อนไขที่ผู้รับผิดชอบโดยกกต.นั้น ไม่ควรจุกจิกมากเพราะจะเป็นภาระต่อผู้ควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นข้อกำหนดสำหรับพรรค ก็เห็นว่าเพื่อให้รับผิดชอบต่อสังคม เช่น เรื่องการเงินของพรรคนั้น ให้ความมั่นใจได้หรือไม่ว่าจะต้องเปิดเผย ทำอย่างโปร่งใสไม่เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคก็รู้ว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไข ก็เพื่อประโยชน์ เพราะพรรคยังได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองอีกด้วย
“น่าสังเกตว่าเรามีพรรคการเมืองมากถึง 70 พรรค แต่มีโอกาสเข้ามาในสภาเพียง 5-6 พรรค ฉะนั้น การจัดตั้งพรรคเหตุใดจึงมีเพียงไม่กี่คนก็ตั้งกลุ่มได้แล้วและยังได้เงินสนับสนุนทำกิจกรรมอีก อย่างไรก็ตาม ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของสนช. คงจะเปิดเวทีรับฟังได้ยากเพราะเรามีเวลาค่อนข้างน้อย” นายทวีศักดิ์กล่าว
สปท.ชงยกเครื่องศาลรธน.
นายวันชัย สอนศิริ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ด้านการเมือง สปท. ในฐานะประธานอนุกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้คณะอนุกมธ.ได้สรุปรายงานการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการปฏิรูปองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีการเสนอปฏิรูปองค์กรอิสระที่น่าสนใจ อาทิ การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถูกวิจารณ์ในเรื่องความเป็นอิสระและสองมาตรฐาน ซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณสมบัติจำกัดอยู่ในบุคคลบางอาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรงค่อนข้างน้อย
นายวันชัยกล่าวว่า ดังนั้น อนุกมธ.จึงมีข้อเสนอปฏิรูปคุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มสาขาบางอาชีพเท่านั้น ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชีพอื่นๆ ด้วย เพื่อให้การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเกิดมุมมองที่หลากหลายมิติ ไม่ใช่มีองค์ประกอบแค่ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ และผู้เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเพียงอย่างเดียว
เพิ่มอำนาจกกต.จับกุมโดยตรง
นายวันชัยกล่าวว่า ขณะที่การปฏิรูปกกต. ที่ผ่านมากกต.ไม่สามารถจัดเลือกตั้งให้เกิดประสิทธิภาพ ยังมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่มาก และการสอบสวนทุจริตเลือกตั้งจะทำได้ ก็ต้องมีการร้องเรียนต่อกกต.ก่อน ทำให้การปราบทุจริตเลือกตั้งล่าช้า และพยานมักถูกข่มขู่ จ้างวานไม่ให้ไปให้การชั้นศาล จึงควรปฏิรูปการดำเนินงานของกกต. ให้กกต.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวน มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจตรวจค้นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับในระหว่างที่มีการเลือกตั้ง เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็ว รวมทั้งมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พยานมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากการเป็นพยานให้กกต. และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการระหว่างการเลือกตั้ง หากรัฐบาลรักษาการ จะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการซึ่งต้องขออนุญาตจากกกต.ก่อนนั้น ตำแหน่งของข้าราชการควรจำกัดเฉพาะระดับสูงเท่านั้น
ขันนอตป.ป.ช.แก้ทำงานอืด
ประธานอนุกมธ. กล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่าการทำงานมีความล่าช้า มีเรื่องค้างพิจารณาสะสมจำนวนมาก จนบางคดีหมดอายุความ ส่งผลให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการทำหน้าที่ว่า เอื้อประโยชน์ช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งในทางคดีหรือไม่ อนุกมธ. ได้เสนอแนวทางปฏิรูปป.ป.ช. อาทิ การวางกลไกสอบสวนคดีทุจริตให้มีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับคดีตามความรุนแรงและความเสียหายจากการทุจริต การกำหนดระยะเวลาการไต่สวนในแต่ละขั้นตอนของป.ป.ช.ให้ชัดเจน เพิ่มจำนวนบุคลากรให้เพียงพอสามารถทำงานได้ทันต่อจำนวนคดีทุจริต โดยรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณดำเนินการให้องค์กรอย่างเพียงพอ
นายวันชัยกล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ อนุกมธ.จะนำข้อเสนอการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เสนอต่อที่ประชุมกมธ.การเมือง ก่อนเสนอต่อที่ประชุมสปท. เพื่อให้ความเห็นชอบ และส่งให้ครม.นำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
ไพบูลย์โว4ปีหาสมาชิก2หมื่นฉลุย
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ให้สัมภาษณ์ว่า ตนคงไม่ไปร่วมเวทีกรธ.ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้แต่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองของกรธ. มีเนื้อหาดีมาก ทำให้พรรคเป็นสถาบันระดับชาติ สมาชิกพรรคมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพรรค ตนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนปฏิรูปจะปฏิบัติตามที่พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดได้ โดยเฉพาะที่กำหนดว่า 1 ปี พรรคต้องมีสมาชิกขั้นต่ำ 5,000 คน และ 4 ปี มีสมาชิกขั้นต่ำ 20,000 คน พร้อมจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคขั้นต่ำรายปีปีละ 100 บาท ถ้าต้องการให้พรรคเป็นสถาบันระดับชาติ ต้องปฏิบัติตามหลักการขั้นพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้
นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากทักท้วงคือ เรื่องทุนประเดิมก่อตั้งพรรค ซึ่งกำหนดว่าผู้ร่วมก่อตั้งพรรคต้องจ่ายเงินประเดิมไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ตนอยากให้ลดลงเป็นไม่ต่ำกว่าคนละ 1,000 บาท และทุนประเดิมพรรคขั้นสูงสุดที่ระบุว่าไม่ควรเกิน 500,000 บาทต่อคนนั้น อยากให้ลดลงเหลือไม่ต่ำกว่าคนละ 200,000 บาท เพราะตนเห็นว่าการบริจาคเงินประเดิมพรรค 500,000 บาท ดูจะให้ความสำคัญกับนายทุนพรรคมากเกินไป และการลดจำนวนเงินขั้นต่ำเหลือ 1,000 บาท น่าจะเหมาะสมมากกว่า ไม่ทำให้ดูเป็นการเห็นแก่เงินมากเกินไปในการก่อตั้งพรรค ส่วนหลักการอื่นๆ ตนเห็นด้วย
ชทพ.เตรียมส่งตัวแทนร่วมเวที
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรธ.เชิญพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งตัวแทนคือนายภราดร ปริศนานันทกุล อดีตส.ส.อ่างทอง นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีตส.ส.ศรีสะเกษ และนายพิสิษฐ์ พิทยฐากุลเจริญ นายทะเบียนสมาชิกพรรค ไปเสนอความคิดเห็นที่พรรคได้เตรียมไว้แล้ว จึงอยากให้กรธ.เปิดใจให้กว้าง อย่ามีธงเป็นอันขาด อย่าเอาความรู้สึกเอาความตั้งใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับมาแล้ว มาเป็นหลักว่าของกูคือความถูกต้อง เพราะถ้าอัตวิสัยสูงเช่นนี้ คงไม่ต้องไปเชิญพรรคการเมืองให้มาพูดคุย ก็ประกาศใช้กันไปเลยดีกว่า
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่อยากให้เอาความล้มเหลวในอดีต เอาตัวบุคคลหรือพรรคบางพรรคมาเป็นตัวกำหนดเพดานว่าจะต้องไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งจะขาดความเป็นวิญญาณของความเป็นจริง ขาดวิญญาณของความเป็นนักการเมือง ขาดวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตย ซึ่งการมีพรรค การเมืองไม่ได้หมายความว่า พรรคนั้นจะต้องส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง เพียงแต่ให้เขามารวมกลุ่มเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสังคม ของประชาธิปไตย อย่ามองว่าจะต้องมาเป็นนักการเมืองหรือมาเป็นฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์แล้ว ก็อย่าเอาตัวเงินมาเป็นตัวกำหนด
ดักคออย่าเป็นแค่พิธีกรรม
“อยากให้มองด้วยหัวใจที่เป็นกลางว่า ถ้าต้องการส่งเสริมระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องส่งเสริมระบบของพรรคการเมืองจริง ก็ควรรับฟังพรรคต่างๆ ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ อย่าเอาพรรคมาเป็นแค่องค์ประกอบหรือเป็นพนักพิงว่าได้เชิญพรรคมาแล้ว เปิดให้แสดงความคิดเห็นแล้ว เหมือนที่ผ่านมา ไม่รับฟังอะไรเลย อย่าเอามาเป็นแค่พิธีกรรม เพราะมันไม่เกิดประโยชน์สุดท้ายเวลาที่เขียนกฎหมาย ต้องคำนึงถึงผู้ใช้กฎหมายด้วยว่าจะปฏิบัติกันได้ยากแค่ไหน จะเป็นการส่งเสริมหรือเหนี่ยวรั้งกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย” นายสมศักด์กล่าว
ปชป.โต้-วิจารณ์เพื่อตัวเอง
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรธ.ตอบโต้การวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นการท้วงติงเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและทำเพื่อตัวเองว่า การวิจารณ์ท้วงติงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ หลายเรื่องที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ท้วงติงนั้น ถ้ากรธ.พิจารณาให้ถ่องแท้ จะเห็นว่าท้วงติงด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้ติเรือทั้งโกลน
นายองอาจกล่าวว่า เราอยากเห็นกฎหมายพรรคการเมืองมีส่วนทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำ โดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และนายทุนพรรค รวมทั้งการเปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่กรธ.ก็ควรคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย จึงอยากฝากให้กรธ.คำนึงแนวทางในการร่างกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประการคือ 1.คำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ที่ทำให้เป็นจริงได้ 2.ระมัดระวัง การสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทนปัญหาเก่า 3.ระมัดระวังเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน 4.ส่งเสริมการสร้างพรรคมวลชนเชิงอุดมการณ์ หากทำได้ จะช่วยทำให้ร่างกฎหมายพรรคการเมืองมีความสมบูรณ์มากขึ้น
ห่วงพรรคเล็กเกิดยาก
นายองอาจกล่าวถึงการจัดตั้งพรรคที่มีข้อจำกัดมากขึ้น และมีเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มมากขึ้นว่า อาจมีส่วนทำให้คนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยากตั้งพรรคทางเลือก เช่น พรรคกรีน พรรคสิ่งแวดล้อม พรรคคุ้มครองผู้บริโภค มีโอกาสตั้งพรรคยากขึ้น เพราะต้องใช้คนเริ่มต้นตั้งพรรค 500 คน ต้องหาสมาชิกให้ได้ 500 คนภายใน 1 ปี และต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มีไม่น้อยกว่า 20,000 คนภายใน 4 ปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีปัญหา ถ้ากฎหมายออกมาจริง เราน่าจะปฏิบัติได้แต่พรรคทางเลือกคงเกิดยาก จึงอยากฝากให้กรธ.คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย
พท.ซัดกม.พรรค-ลดชั้นสมาชิก
นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่กรธ. เผยแพร่เพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็นว่า หลักการและสาระสำคัญส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่บัญญัติให้การร่วมกันจัดตั้งพรรคเป็นเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะการบัญญัติในกฎหมายลูก ให้ต้องขออนุญาตต่อนายทะเบียนคือ เลขาธิการกกต. เพื่อจัดตั้งเป็นพรรค
“ทั้งยังมีกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ มากมาย บทกำหนดโทษรุนแรงสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญและยังลดฐานะของสมาชิกพรรค ให้เป็นเสมือนพลเมืองชั้นสองอีกด้วย เพราะทันทีที่เป็นสมาชิกพรรค นอกจากจะต้องเสียค่าบำรุงพรรคทุกปีแล้ว หากเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค ต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละ 2,000-500,000 บาท และยังเสียสิทธิทางการเมืองหลายอย่างด้วย เช่น หากจะสมัครหรือเกี่ยวข้องกับการเลือกส.ว. จะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งทางการเมืองได้ และไม่สามารถสมัครเป็นองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญได้ ที่ไม่มีข้อห้ามอยู่เรื่องเดียวคือการเลือกตั้ง ส.ส. และสมัคร ส.ส.” นายคณิน กล่าว
ข้องใจกรธ.จงใจทำลายพรรค
นายคณินกล่าวว่า ร่างกฎหมายลูกนี้ บังคับให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบำรุงพรรค หากผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกันต้องสิ้นสภาพสมาชิก ข้อนี้ถือว่าขัดต่อหลักเสรีภาพของประชาชน และเท่ากับกีดกันคนยากจนและคนที่มีรายได้น้อย ไม่ให้เป็นสมาชิกพรรค ส่วนคนมีฐานะดี แต่หากรู้ว่าเป็นสมาชิกพรรคแล้วต้องลำบากเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกพรรค จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้วกรธ.จะสร้างพรรคหรือทำลายพรรค
“การที่มาตรา 32 กำหนดให้พรรคที่ตั้งใหม่ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา แต่ละสาขาต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน และต้องเพิ่มสมาชิกให้มีไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนภายใน 4 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนนั้น ขัดแย้งกับสิ่งที่กรธ. กล่าวมาตลอดว่าไม่อยากเห็นนายทุนครอบงำพรรค และอยากให้พรรคเป็นของประชาชน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะตรงกันข้ามมากกว่า” นายคณินกล่าว
เย้ยปรับครม.แค่แชร์อำนาจ
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปรับครม.ตู่ 4 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ว่า คงไม่มีผลกับการทำงานของรัฐบาล เป็นเพียงการแชร์อำนาจให้กลุ่มของตัวเอง เชื่อว่าประชาชนไม่ได้มรรคผลอะไรจากการปรับครม.ครั้งนี้ เพราะข่าวที่ออกมาล้วนเป็นทหารที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชนยังเหมือนเดิม จนและจะจนต่อไป การแจกเงินคนจนก็ไร้ผลต่อระบบเศรษฐกิจ เงินหมุนกลับสู่ทุนใหญ่อยู่ดี
นายสมคิดกล่าวว่า รัฐบาลนี้บริหารบ้านเมืองมาจะ 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากโพลที่ทำออกมา ส่วนมากที่เชียร์รัฐบาลหัวปักหัวปำ จึงอยากให้คนใน ครม. ลงพื้นที่สำรวจความเป็นจริงว่าชาวบ้านคิดอย่างไรกับรัฐบาล อย่ามัวแต่นั่งรับรายงานหรูอยู่ในห้องแอร์ แล้วจะได้รู้ความจริงว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนมากแค่ไหน
สนช.ถกพรบ.คอมพ์สัปดาห์นี้
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสนช. ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่… พ.ศ. กล่าวถึงการพิจารณาวาระ 3 ของร่างกฎหมายดังกล่าว ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ว่า การประชุมของกมธ.วิสามัญครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. มีการปรับแก้ในบางประเด็น ตามที่กมธ.ขอแปรญัตติ แต่ภาพรวมยังยึดตามหลักการเดิม ตัวอย่างการปรับแก้ เช่น ในมาตรา 14 จะมีถ้อยคำกำหนดให้ชัดขึ้น เพื่อปิดช่องการนำ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไปใช้ฟ้องเรื่องหมิ่นประมาท ทำให้การฟ้องหมิ่นประมาทเป็นเรื่องตามกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันมีการปรับคำระบุให้ชัดถึงการพิทักษ์ปกป้อง การนำข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือเนื้อจำพวก เฮทสปีช ที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม หรือกระทบต่อสถาบันหลักของชาติที่ไม่อาจออกมาตอบโต้ได้ตัวเองได้ ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ทำให้คนดีต้องเดือดร้อน จะครอบคลุมเฉพาะคนที่ทำผิดเท่านั้น
ไอลอว์โหมต้าน-ชี้ละเมิดสิทธิอื้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ โพสต์ผ่านเฟนเพจเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ สนช.ยับยั้งการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จนกว่าจะเปิดให้ประชาชนผู้อยู่ใต้การบังคับใช้กฎหมายได้ร่วมกันร่างอย่างแท้จริง เนื่องจากยังมีข้อห่วงกังวลจะกระทบต่อสิทธิของประชาชนหลายประการ เช่น 1.มาตรา20/1 ที่กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเนื้อหา มีอำนาจให้ศาลปิดเว็บไซต์ตามที่เห็นว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดี แม้เนื้อหาในเว็บไซต์จะไม่ผิดกฎหมายใดเลยก็ตาม
2.มาตรา 14(2) ที่กำหนดเพิ่มความผิดจากการโพสต์ข้อมูลเท็จที่กระทบต่อการบริการสาธารณะ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความหมายกว้าง อ่านแล้วไม่อาจทราบได้ว่า แสดงความเห็นอย่างไรจะไม่ถูกดำเนินคดีหรือไม่
พร้อมกันนี้ยังรณรงค์ให้ผู้ไม่เห็นด้วยรวมพลังกันคัดค้าน ด้วยการนำภาพสรุปเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่จะกระทบต่อสิทธิของประชาชนโพสต์ แชร์ แท็ก ไปยังสื่อออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ของ สนช. วิทยุและโทรทัศน์ของรัฐสภา นาย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง นางสุรางคณา วายุภาพ สมาชิกสนช. กมธ.ร่างกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนให้ส่งอีเมล์ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้
‘ปู’ทำบุญน่าน-นึ่งข้าวเหนียวโชว์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินทางไปยัง อ.ปัว จ.น่าน โดยได้ทักทายพี่น้องชาวไทลื้อที่มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยได้มอบดอกไม้ ผ้าคลุม และกระเป๋าสะพาย ซึ่งเป็นผ้าพื้นถิ่นซึ่งจากฝีมือของชาวจังหวัดน่านให้แก่น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย
จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์กราบองค์พระประธานภายในวิหารไทลื้อ ซึ่งเป็นวิหารเก่าแก่อายุกว่า 200 ร้อยปี และสักการะหอเทพญารินทร์ เจ้าหลวงช้างเผือกงาเขียว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ โอท็อป บ้านร้องแง เลือกชมสินค้าพื้นบ้านโดยเฉพาะผ้าพื้นถิ่น ผ้าทอลายโบราณ พืชผักผลไม้ สดๆ จากในพื้นที่ พร้อมชมนิทรรศการ และประวัติศาสตร์ของชาวไทลื้อด้วย
ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้นึ่งข้าวเหนียว ร่วมกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยน.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นคนคัดเลือกข้าวเหนียว แช่ข้าวเหนียว ล้างไหนำข้าวเหนียวที่เริ่มหมาดแล้วใส่ในไห ก่อนนำไปนึ่ง และตักข้าวเหนียวใส่กระติบ พร้อมยืนยันว่าได้ข้าวเหนียวที่หอมนุ่มพร้อมสำหรับการรับประทาน
‘บิ๊กตู่’ถกครม.-คสช.นัดพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ได้แจ้งให้ครม.ทราบว่าในการประชุมครม.วันที่ 13 ธ.ค.นี้ ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธาน จะเป็นประชุมร่วม ครม.-คสช.นัดพิเศษ

