“ศรีสุวรรณ จรรยา”ยื่นป.ป.ช.สอบ”บิ๊กติ๊ก”กับเมีย ปมฝาย”แม่ผ่องพรรณพัฒนา” “บิ๊กตู่”ตั้ง”อุตตม”นั่งที่ปรึกษานายกฯ หลุดเก้าอี้รมต.แบบถาวร คณะทำงานชงอีกร่างพ.ร.บ.กกต. เพิ่มอำนาจตัวเองเทียบเท่านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ให้สิทธิออกหมายเรียก ตรวจค้น ยึด อายัด จับกุม แถมยื่นฟ้องคดีต่อศาลและว่าความเองได้ ถ้าขรก.-พนง.รัฐวิสาหกิจไม่ร่วมมืออาจผิดวินัย-อาญา เสนอโละทิ้งกกต.จังหวัดชุด เก่าแล้วสรรหาใหม่ เพื่อไทยขู่ฟ้องกลับ เจ้าหน้าที่ยึดทรัพย์ ชี้บัญชีข้าวไม่สมบูรณ์
บิ๊กตู่ตั้ง”อุตตม”ที่ปรึกษานายกฯ
วัน ที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 202/2559 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เนื้อหาระบุว่า เพื่อให้การผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการในด้านเศรษฐกิจและการนำเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อ สารด้านดิจิตอลมาใช้ในทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งให้นายอุตตม สาวนายน เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการบริหารราชการในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยีสาระสนเทศและการสื่อ สาร ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปลงวันที่ 15 ก.ย. 2559
รายงาน ข่าวจากทำเนียบเผยว่าคำสั่งแต่งตั้งนายอุตตม เป็นที่ปรึกษาของนายกฯ เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่านายอุตตมอาจไม่ได้กลับมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่า การกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงมีการออกคำสั่งแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ ก่อน และเมื่อคำสั่งดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะทำให้เกิดข้อผิดพลาดมีการ วิพากษ์วิจารณ์และมีการตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็น คือนายอุตตม อาจไม่ได้กลับมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี และนายกฯอาจยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี ในช่วงเวลาอันใกล้นี้
กกต.ถกกฎหมายกกต.ฉบับใหม่
นาย ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยว่า วันที่ 19 ก.ย. เวลา 13.30 น. ตนพร้อมคณะ จะเข้าชี้แจงและอธิบายแนวคิดของการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้งส.ส. ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เบื้องต้นคงเน้นประเด็นสำคัญๆ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ทาง กกต.ยกร่างขึ้นมาใหม่ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่แตกต่างไปจากกฎหมายที่มีอยู่เดิม ส่วนที่อดีตกกต.ออกมาระบุให้เขียนโทษการเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งหรือ ใบดำให้ชัดเจนนั้น เรื่องนี้เป็นอำนาจของกรธ.ที่จะพิจารณา เพราะกกต.เป็นเพียงผู้เสนอร่างฯ เพื่อให้กรธ.นำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาเท่านั้น
นายศุภชัย กล่าวว่า สำหรับการประชุมกกต. วันที่ 20 ก.ย. จะพิจารณาพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ. กกต. ในวันที่ 20 ก.ย.นั้น ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกกต.ต่อการจัดการเลือก ตั้งและพรรคการเมือง มีทั้งสิ้น 6 หมวด และบทเฉพาะกาล ประกอบด้วย กกต., การสืบสวน ไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด, การดำเนินการอื่นของกกต., สำนักงาน กกต., กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง, บทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล
ปรับแก้เสียงชี้ขาดปธ.
ส่วน ที่เกี่ยวกับที่มาและการพ้นจากตำแหน่งของกกต. บัญญัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเหมือนพ.ร.บ.กกต.2550 แต่กกต.ปัจจุบัน 5 คน กำหนดในบทเฉพาะกาลให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระโดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่ วันที่ได้รับแต่งตั้ง และเมื่อพ.ร.บ.นี้ใช้บังคับให้สรรหากกต.ที่ยังขาดอีก 2 ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยสรรหาตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 222 วรรคหนึ่ง (2) ที่ให้มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ส่วนกกต.จังหวัดกำหนดให้มีไม่น้อยกว่า 3 แต่ไม่เกิน 5 คน แล้วแต่ขนาดพื้นที่และภารกิจ โดยให้มีการสรรหาใหม่เมื่อร่างพ.ร.บ.นี้บังคับใช้
ขณะที่ อำนาจหน้าที่วิธีปฏิบัติงานของ กกต.ที่แตกต่างจากเดิมและบัญญัติให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ คือ มติกกต.ยังยึดหลักเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาดเฉพาะกรณีเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในการสืบสวน ไต่สวน ปัญหาข้อโต้แย้งที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. การได้มาซึ่งส.ว. พรรคการเมือง การออกเสียงประชามติ การเลือกตั้งท้องถิ่น การสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะไม่ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาด แต่ให้เป็นองค์ประชุมของกกต.ต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของกกต.เท่าที่มีอยู่ กรณีกกต.พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ถ้ามีกกต.เหลือไม่ถึง 4 คน ให้กระทำได้เฉพาะการที่จำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ให้อำนาจกกต.เท่าตร.ชั้นผู้ใหญ่
การสืบสวน หรือไต่สวนที่กกต.สามารถมอบให้กกต.แต่ละคนดำเนินการ หรือมอบคณะบุคคลดำเนินการภายใต้การกำกับของ กกต. ถ้าพบว่ามีการกระทำที่สงสัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต.แต่ละคนที่พบการกระทำผิดมีอำนาจสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้ง การลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง-เขตเลือกตั้งนั้นได้ รวมทั้งช่วงที่มีการเลือกตั้งให้สตง. ปปง. หรือผู้สอบบัญชี ดำเนินการตามที่กกต.คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนซึ่งได้รับมอบหมายจากกกต. ร้องขอเพื่อให้การดำเนินการของกกต.เป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้นๆ
นอก จากนี้ ในการเลือกตั้ง กำหนดให้ กกต. เลขาธิการกกต. ผอ.กกต.จังหวัด พนักงานสืบสวนหรือกรรมการไต่สวนของ กกต. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจตามป.วิอาญา คือสามารถออกหมายเรียก ตรวจค้น ยึด อายัด จับกุม ซึ่งหน้าได้ หากมีหลักฐานว่ามีการกระทำผิด และให้กกต.เป็นผู้เสียหายกรณีมีการกระทำผิดเลือกตั้งส.ส. การได้มาส.ว. เลือกตั้งท้องถิ่น กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายออกเสียงประชามติ มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง อาญา โดยอาจให้พนักงานกกต.เป็นผู้ดำเนินคดีและว่าความในศาลได้ ไม่ใช่ต้องแจ้งตำรวจ หรือพึ่งพาอัยการดำเนินการเหมือนในอดีตเท่านั้น
บีบ”ขรก.-รัฐวิสาหกิจ”ช่วยกกต.
กำหนด ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองพยานในคดีอาญาคุ้มครองพยานในคดีที่เกี่ยว กับการเลือกตั้งด้วย เมื่อได้รับแจ้งจากกกต. และกกต.ไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งถ้า บุคคลนั้นให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือข้อมูลที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำผิด ซึ่งจะทำให้คนกล้าเข้ามาเป็นพยานให้กกต.มากขึ้น
กกต.มี อำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการผ่อนชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายสำหรับการ จัดการเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา กกต.ต้องฟ้องคดีผู้สมัครและผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายส่วนนี้ ในส่วนข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หน่วยงานของรัฐที่กกต.มีคำสั่งให้ช่วยเหลือสนับสนุนงานเลือกตั้ง หากไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่การเลือกตั้ง ให้ถือว่าทำผิดวินัยร้ายแรงและต้องรับโทษทางอาญาจำคุก 1-10 ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-สองแสนบาท
ร่างกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้จัดตั้งกอง ทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง ใช้สำหรับป้องกันปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งเบาะแส มีคณะกรรมการบริหารกองทุนรวม 10 คน ประธานกกต.เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย กกต.คนหนึ่ง ผู้แทนกระทรวงคลัง ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารกองทุนภาครัฐหรือภาคเอกชน อย่างละ 1 คน และเลขาธิการกกต. เป็นกรรมการ มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการรับ-จ่ายเงิน เก็บรักษาเงิน ทรัพย์สินของกองทุน
กำหนดสินบนจับโกง1แสน
เงิน ของกองทุนมาจาก 1.เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ 2.เงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.เงินสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดต้องจ่ายตามพ.ร.ป.เลือก ตั้งส.ส. 4.เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้ 5.ดอกผลและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน 6.เงินที่ได้รับจากแสดงเจตนาในแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 100 บาท 7.เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
8.เงิน ค่าปรับที่ได้จากการลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิดตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. การได้มาซึ่งส.ว. การออกเสียงประชามติ และเลือกตั้งท้องถิ่น 9.เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายอื่น การจ่ายสินบนจ่ายให้ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง ถ้าเป็นเลือกตั้งส.ส.-ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น จำนวนตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาท สมาชิกสภาท้องถิ่น 3 หมื่น ถึง 8 หมื่นบาท
กรธ.เปิดรับฟังที่มาส.ว.
นาย อุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. กล่าวถึงข้อวิจารณ์ที่มาส.ว ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า ตนไม่อยากไปตอบโต้อะไร เดี๋ยวประชาชนจะสับสน ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเราได้กำหนดหลักการไว้ แต่ในรายละเอียดวิธีการเลือกต้องไปเขียนในร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยที่มาส.ว. ซึ่งกรธ.ยังไม่ได้พิจารณา ต้องรอดูว่า กกต.จะส่งข้อเสนอของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างไร ส่วนสปท.จะแสดงความคิดเห็นหรือจะส่งข้อเสนออะไรมาก็แล้วแต่สามารถส่งมาได้
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. กล่าวถึงประเด็นที่มาส.ว.ว่า การเลือกตั้งแบบไขว้ที่กรธ.คิดไว้เป็นวิธีการที่ทำให้การบล็อกโหวตเกิดขึ้น ได้ยากเพราะต้องลงทุนสูง การที่ส.ว.ไม่มีอำนาจถอดถอนเหมือนในอดีต ทำหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย ทำงานปฏิรูป และเห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งต่างๆ เท่านั้น ทำให้คนจะไม่ลงทุนที่สูงขนาดนั้น และการเลือกไขว้แบบข้ามกลุ่มทำให้ได้ส.ว.ระดับชาติ ไม่ใช่รู้จักเฉพาะในวงการของเขา แต่คนในวงการอื่นๆ รู้ว่าคนที่เขาเลือกนั้นเก่งและดีจริงๆ ได้ยอมรับจากทุกวงการ ขณะนี้ยังมีเวลาหากใครมีข้อเสนอที่ดีกว่า และคิดว่าจะทำให้การบล็อกโหวตไม่เกิดขึ้นได้ก็เสนอเข้ามา
สปท.โวกรธ.รับข้อเสนอ
นาย เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.การเมือง สปท. กล่าวว่า ในการประชุมกมธ.ด้านการเมือง 20 ก.ย.นี้ จะนำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลือ 2 ฉบับ คือร่างพ.ร.บ.การได้มาซึ่งส.ว. และร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส. เข้าหารือ ร่างพ.ร.บ.การได้มาซึ่งส.ว.จะพิจาณาวิธีการสมัครและวิธีการลงคะแนน ดูว่าจะทำอย่างไรที่มีการพูดว่าจะมีการบล็อคโหวตกันมากเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ส่วนร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 224 อนุสุดท้ายให้กกต.มีอำนาจ ก็ต้องดูว่าให้อำนาจ กกต.อย่างไร รวมถึงการที่กกต.กำหนดให้ใบสีต่างๆ ต้องสามารถแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ ทำให้คนเกรงกลัวที่จะทำผิด แต่ไม่ใช่แบ่งไปแบ่งมากลายเป็นกีฬาสี ซึ่งต้องดูความเหมาะสมไม่ให้มากไปน้อยไป กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับจะเสร็จและนำเข้าที่ ประชุมวิปสปท.ในสัปดาห์หน้า เพื่อนำเข้าที่ประชุมสปท. และเสนอต่อกรธ.โดยเร็วที่สุด
นาย เสรีกล่าวว่า จากที่กรธ.เชิญกมธ.ไปชี้แจงเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง กรธ.ก็ให้ความสำคัญดีกับข้อเสนอของเราซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปพรรคการ เมือง ข้อเสนออาจดูหนักมากก็เป็นเรื่องการไปปรับแก้ว่าจุดสมควรอยู่ตรงไหน อาจมีมาตรการที่รุนแรงก็อยู่ในแนวทางที่เขาต้องการ ก็เอาหลักการไปปรับเป็นกฎหมาย ดังนั้นเชื่อว่า กรธ.จะนำหลายเรื่องที่เราศึกษาไปใช้ และร่างกฎหมายลูกของกมธ.การเมืองจะวางแนวทางให้สอดรับกับร่างรัฐธรรมที่ เรียกว่าฉบับปราบโกง แล้วกรธ.จะไม่เอาข้อเสนอได้อย่างไร
ทนายปูยก5ข้อค้านคำสั่งคสช.
นาย นพดล หลาวทอง ทนายความ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่หัวหน้าคสช.ออกคำสั่ง ที่ 56/2559 ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการบังคับทางปกครอง ด้วยการยึดทรัพย์ของผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าว และยังคุ้มครองการปฏิบัตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือวินัยฯ นั้น ตนในฐานะทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เห็นว่าการออกคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นธรรม คือ 1.เป็นการรวบรัดหลีกเลี่ยงจะไม่ใช้กระบวนการพิจารณาโดยศาลยุติธรรมปกติ แต่กับตัดตอนใช้วิธีคำสั่งทางปกครองให้รับผิดทันทีแทนการฟ้องคดีต่อศาล 2.เป็นการชี้นำการพิจารณาคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่ยังพิจารณาคดียังไม่เสร็จสิ้น
3.การ กระทำที่ฝ่าฝืนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คือการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนี้ต้องกระทำโดยเสมอกันหรือเสมอภาค โดยกระบวนการยุติธรรมทางศาลเช่นเดียวกันจะเลือกปฏิบัติบางรายผ่านศาลบางราย ไม่ผ่านศาลไม่ได้ 4. การออกคำสั่งที่ 56/2559 จึงไม่มีความจำเป็น เป็นการข้ามขั้นตอนและเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างมาก เพราะการดำเนินการในเรื่องนี้ได้มีการกำหนดแนวทางการใช้มาตรการบังคับทาง ปกครองอยู่แล้ว
5. อำนาจหน้าที่ของกรมบังคับคดีได้ถูกบัญญัติไว้โดยกฎหมายอย่างชัดเจนแล้วว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดของกรมบังคับคดีมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการใน ฐานะเจ้าพนักงานของศาล เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำสั่งของศาลยุติธรรม การออกคำสั่งนี้จึงมีลักษณะเป็นการก้าวล่วงและก้าวก่ายไปใช้อำนาจหน้าที่ ของกรมบังคับคดีที่เป็นอำนาจสั่งการของศาลยุติธรรม จึงไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น ตนในฐานะทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการออกคำสั่ง 56/ 2559
พท.เตือนยึดทรัพย์ถูกฟ้องกลับ
นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เผยว่า เห็นหลายฝ่ายออกมาเชียร์และท้วงติงเรื่องการจะยึดทรัพย์คดีข้าวตามคำสั่งหัว หน้า คสช. ที่ 56/2559 แล้ว รู้สึกว่าฝ่ายเชียร์และท้วงติงนั้นยังเกาไม่ถูกที่คัน เพราะมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่รู้ที่มาที่ไปอาจคิดว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 สามารถคุ้มครองได้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงมีความหวังดีและเป็นห่วงว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะมีปัญหาหลังเกษียณ จากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาได้
นายเรืองไกรกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแจ้งไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อให้ทราบว่าการคิดค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวต้องมีที่มาจากตัวเลข ทางบัญชีที่ถูกต้องเป็นสำคัญ แต่จากพยานหลักฐานที่พบแสดงให้เห็นว่าตัวเลขทางบัญชีที่นำมาอ้างเรื่องผลขาด ทุนและความเสียหายนั้นยังสับสน ไม่ถูกต้อง ทั้งเรื่องที่ยังไม่มีการจัดทำบัญชี การปิดบัญชี การตรวจสต๊อกข้าวยังไม่แล้วเสร็จ และที่สำคัญยังไม่ผ่านการสอบทานหรือตรวจสอบ ซึ่งหมายถึง สตง.แต่อย่างใด
นาย เรืองไกรกล่าวว่า พบมีการพยายามเอาผิดเฉพาะสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเรียกร้องค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว มุ่งประสงค์จะเอาผิดต่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กับพวกเท่านั้น แต่กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ซึ่งได้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก่อนและมีสต๊อกข้าว สารของรัฐบาล ณ มิ.ย. 2552 สูงถึง 7.67 ล้านตัน ไม่มีการตั้งเรื่องสอบเกี่ยวกับผลขาดทุนและความเสียหาย เพื่อให้ผู้กระทำความผิดมารับโทษชดใช้ทางละเมิดแต่อย่างใด อันจะทำให้เป็นช่องทางการต่อสู้ทางคดีตามมาว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ ตั้งธงเอาผิดเฉพาะบางคนบางกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดนฟ้องตามมาภายหลังได้
ชี้บัญชีข้าวยังไม่สมบูรณ์
นาย เรืองไกรกล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบอีกว่าคำสั่ง คสช.ที่ 176/2557 และ 177/2557 และ คำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 และ 1/2558 ซึ่งเป็นคำสั่งให้มีการจัดทำบัญชี การตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวในสต๊อกรัฐบาล การปิดบัญชี การติดตามผลการดำเนินคดี ยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนแต่อย่างใด ปัญหาที่พบคือไม่มีหน่วยงานรัฐใดที่ทำจัดทำบัญชีไว้อย่างถูกต้องและการตรวจ สอบปริมาณและคุณภาพข้าวในสต๊อกรัฐบาลก็ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เพราะใช้คณะทำงานเพียง 100 ชุด ไปสุ่มตรวจเท่านั้น ไม่มีการตรวจนับจริงทั้งหมดซึ่งมีข้าวสารกว่า 17 ล้านตัน การตรวจสถานที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินคดีโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ยังไม่แล้วเสร็จ และรายงานการปิดบัญชีก็ยังไม่ถูกต้อง เห็นได้จากข้อมูลที่ยืนยันไว้เองในรายงานการปิดบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย.2557 ที่ระบุว่า “ยังไม่ได้ตรวจสอบและสอบทาน” แต่อย่างใด
นาย เรืองไกรกล่าวว่า จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่พบจึงมีความจำเป็นต้องแจ้งเรื่องนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเป็นทางการ เพื่อให้รับทราบและพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนทั้งในข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายก่อนที่จะรีบเร่งปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 ไปทำการใดๆ เพื่อออกคำสั่งทางปกครองไปยึดหรืออายัดทรัพย์โดยอาศัยเพียงข้อมูลทางบัญชี ที่ยังไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีปัญหาตามมาภายหลังได้ ทั้งนี้ ตนจะไปยื่นหนังสือต่อนายกฯ ด้วยตนเองในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องฯ ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล
“ไก่อู”โต้ล้างบางพท.
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณี นปช.แสดงความเห็นทำนองทหารแสดงบทบาทต่อรัฐบาลเพื่อไทยและรัฐบาลประชาธิปัตย์ แตกต่างกันว่า ทหารไม่ว่ายุคใดสมัยใดจะรักษาความเป็นกลางทางการเมือง และเลือกจะอยู่เคียงข้างประเทศและความถูกต้องเสมอมาไม่เคยเปลี่ยน การแสดงออกทางการเมือง เช่น การประท้วง เดินขบวน หากยังอยู่ในกรอบกฎหมายและเป็นไปด้วยความสงบ ทหารจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลยไม่ว่ายุคสมัยที่พรรคใดเป็นรัฐบาล แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทหารนิ่งเฉยหรือสนับสนุนผู้มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อ ความมั่นคง ความสงบสุข และทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง ก่อนจะมากล่าวหาว่าทหารปฏิบัติไม่เป็นที่ถูกใจนั้นควรย้อนกลับไปดูการกระทำ ของตนเองและพวกพ้องว่าประพฤติถูกต้องหรือไม่
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาของกลุ่ม นปช.ที่ว่ารัฐบาลและคสช.ต้องการจะล้างบางนักการเมืองในสังกัดของพรรคเพื่อ ไทยนั้น รัฐบาลและคสช.ไม่มีความคิดจะกระทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะต่อนักการเมืองพรรคใดหรือสังกัดใด บุคคลใดจะต้องโทษ ถูกดำเนินคดี ถอดถอน ยึดทรัพย์ จำคุก ก็ล้วนเป็นไปตามเหตุแห่งกรรมที่ทำขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่เพียงบังคับใช้กฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะ เป็น
40 อดีตส.ส.เพื่อไทยยื่นค้านปปช.
นาย สมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพิจารณาของป.ป.ช.กรณีอดีต 40 ส.ส.เพื่อไทย เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ว่า ขณะนี้ไม่ใช่ 2 มาตรฐานแต่ไม่มีมาตรฐาน เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ป.ป.ช.พิจารณากันตั้งแต่เดือนก.ค.ว่าจะตั้งคณะ อนุกรรมการไต่สวน แต่กลับเพิ่งส่งเรื่องมาให้บรรดา ส.ส.หลังการทำประชามติผ่าน ดังนั้นจะเป็นการล้างบาง ส.ส.เพื่อไทยหรือไม่นั้นไม่แน่ใจ แต่เท่าที่เห็นมันเป็นอย่างนั้น ถ้าส.ส.เสนอกฎหมายไม่ได้ และป.ป.ช.ใช้อำนาจก้าวล่วง ขอถามว่าป.ป.ช. ใหญ่กว่าฝ่ายนิติบัญญัติหรืออย่างไร ประเด็นนี้ตนรับไม่ได้และไม่เห็นด้วย แค่เสนอก็ผิดเลยหรือร่างที่เสนอยังไม่ออกมาเป็นกฎหมายเลยด้วยซ้ำ ป.ป.ช.ขยายอำนาจตัวเองหรือไม่ และยังตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานสอบ ทั้งที่ภาพเขาเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทย อดีต 40 ส.ส.จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ในวันที่ 19 ก.ย. เวลา 10.00 น. ตนไม่อยากให้ ป.ป.ช.เป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนเห็นด้วยกับการมี ป.ป.ช.แต่ต้องเป็นกลางและเป็นที่พึ่งของทุกฝ่าย
“สุธาชัย”ชี้ไทยถอยหลัง
เวลา 13.30 น. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ร่วมกับกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว จัดเสวนา “ย่ำหยุดอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย” วิทยากรประกอบด้วย นายอธึกกิต แสวงสุข หรือคอลัมนิสต์ใบตองแห้ง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายปกรณ์ อารีกุล, นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และน.ส.วริษา สุขกำเนิด กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ปาฐกถาโดยนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งมีผู้เข้าฟังกว่า 200 คน
นายสุธาชัยกล่าวว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาตอนนี้เศรษฐกิจไทยถดถอยมากที่สุดและต่ำกว่าบางประเทศในกลุ่มอา เซียน รัฐบาลนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยเฉพาะเรื่องที่ต่างชาติถอนการลงทุนเพราะความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยถอยหลังครั้งใหญ่ไม่ใช่แค่การย่ำอยู่กับที่ ถ้าชนชั้นนำไทยยังไม่เปิดให้ประเทศมีประชา ธิปไตยและไม่แก้ด้วยวิถีอารยะเราก็จะยิ่งถอยหลังและไม่มีทางจะเดินหน้าได้
ด้าน นายปกรณ์กล่าวว่า 10 ปีที่แล้วตนเคยขับไล่ทักษิณและเป็นส่วนหนึ่งของการล้มประชาธิปไตย เพราะมีนโยบายอย่างที่เราไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้คิดว่าจะให้ทหารเข้ามา ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องผิดและอยากขอโทษประชาชน ประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้คนที่เคยทำผิดต้องยอมรับผิดและแก้ตัวใหม่ เพราะประเทศเราบอบช้ำและแตกแยกมามากพอแล้ว
เสวนาล่มหลังโห่ไล่”แทนคุณ”
นาย แทนคุณกล่าวว่า เมื่อก่อนตนรู้สึกดีที่คนเสื้อเหลืองชุมนุมไล่คนไม่ดีออกไป แต่หลังจากได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นทำให้รู้สึกว่าไม่ควรดึงสถาบันมาเกี่ยว ข้องและไม่คิดว่าเป็นคนดีแค่ชี้หน้าว่าคนอื่นเท่านั้น คนเสื้อเหลืองใช้วิธีการนั้นมาตลอดทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการต่อสู้ เราต้องหาวิธีว่าทำอย่างไรให้คนทุกสีเสื้อเห็นตรงกันว่าควรจัดการการทุจริต คอร์รัปชั่นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคนเสื้อเหลือง กลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ มีความคิดว่าประชาธิปไตยเป็นระบบที่จะทำให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไป อย่างตรงไปตรงมาและมีเสรีภาพที่สุด
จากนั้นนายสมบัติถามนาย แทนคุณว่าหากบอกว่าต่อต้านการคอร์รัปชั่นแล้วทำไมถึงต่อต้านแค่ฝ่ายเดียว นายแทนคุณกล่าวว่า มีไม่น้อยที่คนเสื้อเหลืองกลายเป็นคนเสื้อแดงและมาต่อต้านการคอร์รัปชั่นของ พรรคประชาธิปัตย์ แต่การชุมนุมมาจุดติดตอนที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยผลักดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรม คนเสื้อแดงไม่อยากรู้หรือว่าใครเป็นคนฆ่า ทำไมรัฐบาลขณะนั้นถึงยังออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และจะไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือ
นาย สมบัติตอบกลับว่ารัฐบาลก็ประกาศยุบสภาไปแล้วและคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็จะให้บทเรียนทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย แล้วยังต้องการให้รับผิดชอบอะไรอีก หลังจากเกิดการโต้เถียงกันไปมา มีการโต้เถียงระหว่างแทนคุณกับผู้เข้าฟัง นายแทนคุณระบุนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำถูกต้องแล้วที่ออกมาต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่คนฟังส่วนหนึ่งเถียงว่าเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมถอนพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทำไมไม่ใช้กลไกรัฐสภาแก้ไขปัญหา 2 ฝ่ายตะโกนตอบโต้กันทำให้บรรยากาศตึงเครียด และเมื่อนายสมบัติโต้แย้งมีเสียงปรบมือ แต่เมื่อนายแทนคุณพูดก็มีเสียงโห่
คน ฟังบางส่วนเดินออกจากห้องเสวนา แต่ส่วนหนึ่งที่อยากฟังเสวนาต่อเกิดโต้เถียงกับคนที่โห่ไล่นายแทนคุณ จนเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลาย ผู้จัดงานจึงตัดสินใจยุติการเสวนา โดยมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปให้กำลังใจนายแทนคุณ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความเรียบร้อย
นายสมบัติกล่าวว่า เสียใจมากและเสียดายโอกาสที่เราจะได้คุยกัน ยืนยันไม่ได้เห็นด้วยกับนายแทนคุณทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เห็นต่างกับนายแทนคุณทุกเรื่อง แต่การรับฟังคนเห็นต่างเป็นเรื่องสำคัญ หวังว่าโอกาสหน้าจะมีเวทีแบบนี้
“ศรีสุวรรณ”ร้องสอบ”บิ๊กติ๊ก-เมีย”
วัน ที่ 18 ก.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นการทั่วไปในโลกโซเชี่ยลมีเดียถึงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมว่า มีการจัดทำฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา ในจ.เชียงใหม่ โดยนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม มีการขึ้นป้ายผ้าไวนิลแสดงผลงานที่ชัดเจน รวมทั้งมีการจัดทำภาชนะบรรจุน้ำให้กับหน่วยทหารแสดงชื่อของนางผ่องพรรณ เป็นผู้มอบให้ รวมทั้งการกระทำอื่นๆ อีกมากมาย กรณีดังกล่าวเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมไทยเป็นจำนวนมากว่านางผ่องพรรณ ซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม แต่เหตุใดจึงใช้บุคลากรและหรืองบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง กลาโหมไปดำเนินการดังกล่าวได้
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส ถึงการกระทำในลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานราชการใน สังกัดปลัดกระทรวงกลาโหม สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะยื่นเรื่องดังกล่าวร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ การกระทำของนางผ่องพรรณ และผู้บังคับหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ว่ามีพฤติกรรมที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร โดยสมาคมจะไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 19 ก.ย. เวลา 11.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี
