‘วิษณุ’ ขู่ ยุบพรรค ถ้าจับได้ใครครอบงำ ไม่มีในใจ วันหน้าคงเหลือไม่กี่พรรค-ย้ำไม่เลื่อนแบ่งเขตเลือกตั้ง

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ครอบงำเข้าข่าย ยุบพรรค / วันที่ 15 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อห่วงใยว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลจะไปล็อบบี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ต้องรีบแบ่งเขตเลือกตั้งเพราะยังมีเวลาอยู่ว่า ถ้าพูดถึงเวลามันก็มีจริงๆ ซึ่งคำสั่งคสช.ที่ 53/60 เขียนไว้ว่าให้แบ่งเขตเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อนวันที่พ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.จะมีผลบังคับใช้

ซึ่ง พ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.จะมีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค. ก็เข้าใจว่าจะต้องให้เวลาเขาสำหรับไปทำไพรมารี ซึ่งในเวลาที่กำหนดไว้ถึงอย่างไรก็ทันแน่ โดยไม่มีการไปเลื่อนใดๆทั้งสิ้น ทั้งการแบ่งเขตและการทำไพรมารีจะเสร็จก่อนพ.ร.ป.การเลือกตั้งมีผลบังคับใช้

ความจริงหากการทำไพรมารียังไม่เสร็จก็สามารถไปทำได้หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้คือวันที่ 11 ธ.ค. เพราะสามารถทำได้ไปจนถึงวันที่มีการสมัครรับเลือกตั้ง อย่างที่ตนบอกว่า 11 ธ.ค.กฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่ยังไม่สามารถทำอะไรได้จนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกา และหลังจากนั้น 5 วัน กกต.ก็จะประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

เมื่อถามว่ากรณีแบบนี้จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบให้บางพรรคการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า กกต.ต้องพยายามทำไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ถ้าใครเห็นว่าเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบก็สามารถร้องเรียนได้ เพราะอาจจะเป็นการสนองคนกลุ่มหนึ่ง

แต่อีกกลุ่มอาจเห็นว่าได้รับความกระทบกระเทือน เพราะถึงอย่างไรการแบ่งเขตก็ต้องทำให้เรียบร้อย ซึ่งมีการกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนและพรรคการเมือง ซึ่งลักษณะแบบนี้กกต.เป็นมืออาชีพเขาต้องรู้

เมื่อถามว่าเป็นการสร้างความเสียหายให้กับตนเองหรือไม่เพราะมีการพูดว่านายวิษณุระบุไม่ต้องรีบแบ่งเขตเลือกตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ใช่ ก็เพราะพวกคุณมาถาม แต่ทุกอย่างมันมีกำหนดเวลาของมันอยู่แล้ว ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องรีบไปเรื่อยๆ เสียเมื่อไหร่ แต่รีบหรือไม่รีบอย่างไรมันก็มีเวลาของมันว่าจะต้องแบ่งเขตให้เสร็จก่อนวันที่กฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้คือวันที่ 11 ธ.ค.”

ส่วนเรื่องการหาเสียงของบางพรรคที่สุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมายจะเอาผิดย้อนหลังได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ตอบ วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะก่อนหน้านี้เตือนกันแล้ว และไม่ควรเตือนอะไรอีกแล้ว ต้องระมัดระวังเอง แต่ละพรรคก็มีนักกฎหมายทั้งนั้น และหลายพรรคก็มีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง

หากมีปัญหาสงสัยอะไรก็ต้องไปถาม กกต. แต่หากเตือนได้ตนก็อยากเตือนให้ระมัดระวัง มีอะไรเกิดขึ้นเขาไม่ได้ฟ้องร้องกันวันนี้พรุ่งนี้ เขาจะจดเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน และก็เคยทำกันมาแล้ว ดังนั้นถ้าไม่เตือนเขาก็รู้ เมื่อถามถึงกระแสข่าวสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในทางกฎหมายจะตีความอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ตีความอะไรทั้งนั้น บางอย่างไม่ควรจะไปมีความเห็นอะไร

พรรคการเมืองขายของออนไลน์

กรณีที่พรรคอนาคตใหม่ตีความข้อ 33 ของระเบียบกกต.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งระบุถึงสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการว่า คำว่า “ได้แก่”เป็นการยกตัวอย่าง แต่กกต.ระบุว่าไม่ใช่ รองนายกฯ กล่าวว่า ได้แก่ในกฎหมาย หมายถึงการระบุที่จบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าระบุว่าเช่นนั้นมีอีก เมื่อถามอีกว่ามีข้อวิจารณ์ระเบียบนี้ไม่เหมาะกับยุค 4.0 เพราะหลายๆอย่างทำให้พรรคไม่สามารถทำกิจกรรมได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ขอไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร

การหาเสียงโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มันเขียนไว้ในกฎหมายว่า การหาเสียงโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ได้รวมถึงการหาสมาชิก ซึ่งการหาเสียงโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะทำได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กกต.กำหนด และกกต.จะกำหนดได้ก็ต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้ว และพระราชกฤษฎีกาจะออกได้ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ ซึ่งทุกอย่างล็อกกันไว้หมดแล้ว

ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าใครจะไปทำอะไร สำหรับตนมองว่าไม่ใช่การหาเสียง เพราะถ้าเมื่อไหร่เป็นการหาเสียงค่าใช้จ่ายบาทเดียวก็ต้องเริ่มนับ แต่กรณีที่ถูกต้องทั่วไปจะเริ่มนับได้เมื่อพระราชกฤษีกามีผลบังคับใช้ เมื่อถามว่าถ้า กกต.ให้เหตุผลว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีในกฎหมาย ต่อไปก็ควรจะเพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีการสอดรับ รองนายกฯ กล่าวว่า หลายเรื่องกกต.มีอำนาจกลางของเขาที่จะออกเองได้

การครอบงำพรรค

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคการเมืองแตกพรรคออกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อแบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัครส.ส.จะเข้าข่ายการฮั้วเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าฮั้วกันแล้วเกิดอะไรขึ้น ไม่มีกฎหมายไหนระบุว่าผิด เพียงแต่ว่าแตกพรรคออกไปแล้วอย่าให้ใครมาครอบงำ เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ผู้ใดไปครอบงำพรรคอื่นถือว่ามีความผิด ผู้ใดไม่ได้หมายถึง นาย ก นาย ข แต่หมายถึงพรรค X ไปครอบงำพรรค Y ก็ผิดกฎหมายด้วย

กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีข่าวว่ามาจัดตัวผู้สมัครส.ส. ถือว่าครอบงำพรรคที่มาวางตัวผู้สมัครหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าเขาทำอะไรขนาดไหน กฎหมายบอกว่าห้ามครอบงำ ก็ต้องระวังการกระทำที่จะเข้าข่ายครอบงำ ต้องระวังกันเอง ซึ่งอยู่ที่การพิจารณาของ กกต. และต่อไปก็จะอยู่ที่ศาลด้วย เพราะบางเรื่องไม่ได้จบที่ กกต.

การจะครอบงำหรือไม่ ต้องดูที่ 3 อย่าง คือ 1.การกระทำว่าทำอะไร ขนาดไหน 2.ดูเจตนา 3.ดูว่าการกระทำนั้นมีข้อยกเว้นอะไรอยู่ที่ไหนหรือเปล่า ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นว่าอยู่ที่อื่นก็ทำได้ แต่ถ้าองค์ประกอบครบ คือ การกระทำ มีเจตนา และไม่มีข้อยกเว้นให้อำนาจไปทำ แต่บางอย่างมีอำนาจก็เลยเป็นข้อยกเว้น เช่น เรื่องของสุจริต เสรีภาพ การหาเสียงพลเมืองดี แต่ถ้าไม่มี เจอ 3 ข้อก็ผิด อย่าไปพูดมากเดี๋ยวจะหาว่าไปขู่เขา แต่ผมไม่อยากพูดมาก เพราะไม่ได้ไปด้วย

เมื่อถามว่ามีพรรคในดวงใจและจะเล่นการเมืองหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เล่นการเมือง และยังไม่มีพรรคในดวงใจ รอให้ชัดเจนก่อนว่าจะมีพรรคการเมืองเหลือกี่พรรค เมื่อถามว่าแสดงว่าอาจมีบางพรรคจะถูกสอยหรือถูกยุบ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่รู้ ทุกคนต้องพูดอย่างนั้น อาจจะมี 100 พรรค แต่บางพรรคไม่ส่งตัวผู้สมัคร ซึ่งวันที่ตนประชุมกับพรรคการเมืองครั้งแรก รู้ว่ามีคนตั้งพรรคแต่ไม่ส่งผู้สมัคร อาจเพราะทุนน้อย

แต่การตั้งพรรคแล้วไม่มีอะไรก็ถือว่ามีประโยชน์เหมือนกัน เพราะบางทีได้เงินช่วยเหลือกองทุน แต่กฎหมายเขียนแล้วว่าถ้าไม่ส่งผู้สมัครก็ไม่ให้งบ แต่ถ้าส่งลงนิดหน่อยก็มีโอกาสได้ อย่างในอดีตเคยมีพรรคการเมืองหนึ่ง มีส.ส.นิดเดียวแต่ได้เงินมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเขาพิจารณาจากการทำกิจกรรม พรรคใหญ่บางครั้งขี้เกียจทำกิจกรรม เพราะคิดว่าคนรู้จักแล้ว ก็จะได้เงินอุดหนุนน้อย แต่พรรคเล็กขยันทำกิจกรรมทุกจังหวัด เขาก็ให้มาก บางทีแค่พิมพ์นามบัตรก็มีค่าใช้จ่าย

ฉะนั้น เขาไม่ได้วัดที่สมาชิก แต่ดูที่กิจกรรม เขาให้งบประมาณเพื่อให้ทำประโยชน์ด้านศึกษา ประชาธิปไตย ไม่ได้ให้เพื่อตอบแทนการส่งคนลงสมัคร อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่ามีหลายพรรคหรือไม่ที่เข้าข่ายถูกยุบพรรค สื่ออาจจะคิดว่าบางพรรคล่อแหลม แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ล่อแหลมอะไร สิ่งสำคัญตอนนี้ คือสื่อกำลังล่อให้ตนพูด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน