‘อนาคตใหม่’ เปิด 12 นโยบายพลิกประเทศ หยุดทุนใหญ่ ปฏิรูปกองทัพ ปักธงประชาธิปไตย

อนาคตใหม่

‘อนาคตใหม่’ เปิด 12 นโยบายพลิกประเทศ หยุดทุนใหญ่ ปฏิรูปกองทัพ ปักธงประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จัดงานแถลงเปิดตัวนโยบายอย่างเป็นทางการ “เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต” นำโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรค พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค นางกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค นายไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนพรรค นางวรรณวิภา ไม้สน นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ และนายนิติพล ผิวเหมาะ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน มีสมาชิกพรรคร่วมรับฟังหลายร้อยคน

โดยมี 12 นโยบายหลัก แบ่งเป็น 3 นโยบายฐานรากคือ 1.ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ 2.ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร 3.ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ ส่วน 8 นโยบายเสาหลัก คือ 1.ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย หยุดทุนใหญ่กินรวบประเทศ 2.ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน เดินทางได้ไม่ต้องซื้อรถ สร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมรถไฟ 3.เกษตรก้าวหน้า ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยี แก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ปลดหนี้เกษตรกร 4.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมธุรกิจใหม่ สร้างไทยเท่าทันโลก 5.เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต สร้างรัฐโปร่งใส ให้อำนาจตรวจสอบอยู่ในมือประชาชน 6.โอบรับความหลากหลาย เคารพความแตกต่าง ศักดิ์ศรีคนต้องเท่าเทียม7.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ลดใช้พลาสติก สร้างเศรษฐกิจจากขยะ และ 8.ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร สุดท้ายคือ 1 ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน

นายธนาธร กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ไทย2เท่า “คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก” ว่า การประกาศนโยบายของอนาคตใหม่วันนี้เพื่อบอกว่า เราพร้อมแล้วต่อการเลือกตั้ง ซึ่งวิสัยทัศน์ของสังคมที่เราอยากเห็นใน 10 ปีข้างหน้าคือ คนไทยเท่ากัน และเท่าทันโลก พวกเราขอนำเสนอบ้านหลังใหม่ที่จะนำไปสูู่อนาคตที่สว่างไสว บ้านจะแข็งแรงต้อเริ่มจากรากฐาน 3 ด้านคือ 1.คน อนาคตใหม่เสนอสร้างไทยเท่าเทียม ผ่านรัฐสวัสดิการ 2.ทรัพยากรพื้นฐาน กระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง และ3.ความรู้ ด้วยการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งนี่คือปัจจัยที่จะกำหนดการพัฒนาว่า ประเทศจะไปทางไหน ด้วยความเร็วเท่าเรา

“ถ้าสร้างได้แบบนี้ พร้อมด้วยนโยบาย 8 เสาหลัก จะปลดปล่อยพันธนาการให้พี่น้องชาวไทยบ้านจะสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่มีคาน คอยรับเสาให้ตรงตระหง่าน และรับน้ำหนักของหลังคา ซึ่งคานคือ ปักธงประชาธิปไตย เพื่อนำพาไปสู่ให้ไทยเท่าเทียมกันและเท่าทันให้โลกให้ได้ ซึ่งนโยบายแต่ละตัวไม่ได้ออกมาเพื่อแลกคะแนนเสียง แต่นโยบายของเรามีลักษณะพลิกประเทศ เปลี่ยนแปลงประเทศ ทั้งหมด พวกเราคิดเยอะกว่า ลึกกว่า ไกลกว่า และที่สำคัญคือ เราพร้อมชนต้นตอของปัญหามากกว่า”นายธนาธรกล่าว

ส่วนนโยบายที่น่าสนใจ เช่น “ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร” นั้น นางวรรณวิภา กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจรให้เกิดขึ้นจริง เริ่มจากเราจะเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน และเพิ่มเงินเลี้ยงดูบุตร 0-6 ปี เป็น 1,200 บาท ต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยเรียน เด็กๆจะต้องได้เรียนฟรีและมีคุณภาพเราจะมีเงินอุดหนุนเยาวชนอายุ 18-22 ปี จำนวน 2,000 บาท และเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบจะต้องมีหลักประกันในอนาคต ภายใน 5 ปี เราจะขยายและปรับปรุงระบบประกันสังคม เพื่อให้คนที่เกษียณอายุ หลังจากทำงานมาอย่างหนัก มีเงินบำนาญที่สามารถดำรงชีพให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง

“เมื่อหมดวัยทำงานเข้าสู่วัยชรา เราจะเพิ่มเพิ่มเงินชีพคนชราเป็น 3 เท่า คือ 1,800 บาท รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจรทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณ 650,000 ล้านบาท โดยเงินจะนำมาจาก 1.จากของเดิมที่มีอยู่ 2. ลดงบกลาโหม 30% 3. กองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ 4. ลดสิทธิประโยชน์ BOI 5. ลดสิทธิการลดหย่อนภาษีบางส่วน 6. ลดงบประจำ และงบกลาง 7. ขึ้นภาษีที่ดิน 8. เอาหวยขึ้นมาไว้บนดิน” นางวรรณวิภากล่าว

นโยบายถัดมา “ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย หยุดทุนใหญ่กินรวบประเทศ” นายธนาธร กล่าวว่า แนวทางการทลายการผูกขาด 4 นโยบายคือ 1.ทีวี วิทยุ duty free และบริการสาธารณะต่างๆ ด้วยการจัดการประมูลให้โปร่งใส เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายใหม่ให้เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาด เช่น duty free ในสนามบิน สัญญาจะหมดลงในปี 2563 ถ้าอนค.มีอำนาจ จะเบรกสัญญา ที่ให้บริษัทเดียวมีหลายบล็อก พร้อมเปิดให้บริษัทขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วมด้วย 2.กฎหมายหลายฉบับที่กีดกันการแข่งขันทางการค้า เอื้อให้ผูกขาด โดยเฉพาะเหล้าและบุหรี่ กฎหมายพวกนี้มีเจตจำนงแน่วแน่แก้ได้ทันที

“3.การเข้าถึงแหลล่งทุนต้องถูกปลดปล่อย จะเปิดใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร โดยมีเงื่อนไขให้มีสำนักงานใหญ่ในต่างจังหวัด สอดรับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีทุนของตัวเอง มีการจ้างงาน ทำไมจะมีนักธุรกิจภูธรบ้าง ก็เพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และ 4. บังคับใช้กฎหมายให้เกิดการแข่งขันอย่างจริงจัง เราต้องการกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกขนาดใหญ่ที่ขูดรีดคนไทย แต่ต้องการทุนใหญ่ที่ก้าวออกไปข้างนอกแย่งชิงส่วนแบ่ง ซึ่งเป็นทุนก้าวหน้า ไม่ใช่ทุนล้าหลังที่หากินกับประชาชน หยุดเชิดชูกลุ่มทุนผูกขาดได้แล้ว” นายธนาธรกล่าว

นโยบาย “ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร” พล.ท.พงศกร กล่าวว่า นโยบายที่จะนำกองทัพออกจากการเมืองและยุติวงจรการรัฐประหารให้ได้ สถาปนารัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุด รมว.กลาโหมมีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก เป็นผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพ เลิกภารกิจไม่จำเป็นอย่างกอ.รมน. ต้องไม่เห็นกองทัพมาวิจารณ์รัฐบาล ใครอยากทำงานการเมือง ต้องออกไปจากราชการแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี การซื้ออาวุธเป็นของรัฐบาลเท่านั้น ปรับโครงสร้างเป็น กองทัพในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช้กำลังพลมากมายไปอย่างไร้จุดดหมาย ลดกำลังพล 3.3 แสนนาย เหลือ 1.7 แสนนาย นายพลลดจาก 1,600 นาย ให้เหลือเพียง 400 นาย ยกเลิกการเกณฑ์มหารแบบปัจจุบัน ให้เป็นระบบสมัครยกเว้นกรณีเกิดสงคราม

พล.ท.พงศกร กล่าวว่า ปรับงบประมาณกองทัพ ให้เหลือ 1.1% ของ GDP หรือประมาณ 64,000-65,000 ล้านบาทต่อปี ใช้ระบบเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคาและเสป็คของอาวุธโดยไม่เป็นความลับ กองทัพต้องถอนตัวออกจากการเมืองและเศรษฐกิจ ด้วยการกลับกรมกอง เลิกควบคุมประชาชน ยุติระบอุปถัมภ์เส้นสายในกองทัพ ยกเลิกการเป็นสมาชิกบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ใช้เกณฑ์โยกย้ายด้วยระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถในหน้าที่เดิมและหน้าที่ใหม่ ความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการร่วมงานกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ประชาชนจะไม่เห็นกองทัพเป็นปัญหาคอยออกมายึดอำนาจ เพราะถูกทำให้อยู่ในกรมกองอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายคือ 1 ปักธงประชาธิปไตย “ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน” นายปิยบุตร กล่าวว่า ทั้งหมดที่ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นนายพลอยู่ในกองทัพทั้งสิ้น ประชาธิปไตยคือชัยชนะของยุคสมัย อำนาจสูงสุดไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง ของคณะบุคคลหนึ่ง แต่เป็นของประชาชนทุกคน ซึ่งทรงอำนาจตัดสินใจ ผ่านการแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง มีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงออกทางความคิดเห็นของตนเอง ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อประชาชนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ประชามติ พวกเขาไม่อาจควบคุมได้ จึงพบเห็นการสร้างสถานบันทางการเมืองขึ้นมาเหนี่ยวรั้ง อย่างการแต่งตั้ง ส.ว. องค์กรอิสระ ตุลาการ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ มีไว้เพื่อเหนี่ยวรั้งประชาชน

นายปิยบุตร กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็พยายามบอนไซอำนาจประชาชน ลดทอนให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก ขัดแย้ง นักการเมืองเป็นคนเลว ซึ่งทั้งหมดนี้ ช่วยพัฒนาประชาธิไตย สุดท้าย ไม่มีอะไรขวางกงล้อทางประวัติศาสตร์ได้ เมื่อประชาชนตื่นรู้มากขึ้น อะไรก็หยุดยั้งประชาชนไม่ได้ อาวุธสุดท้ายที่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมเลือกใช้เมื่อหยุดยั้งประชาธิปไตยไม่ได้คือ รัฐประหาร เกิดวงจรอุบาทว์ ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ ให้พวกตนเองมาควบคุม แล้วก็ปล่อย พอคุมไม่ได้ ก็รัฐประหารอีก รัฐประหารซ้ำซาก ไม่ได้มาจากประชาชนโง่ นักการเมืองไม่ดี สกปรก แต่รัฐประหารเพราะประชาชนฉลาดเกินกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า อนาคตใหม่มีนโยบายยุติวงจรอุบาทว์นี้ 3 เรื่องคือ 1.ล้างมรดกบาป 2.เอาสิทธิและเสรีภาพประชาชนกลับคือมา 3.ป้องกันไม่ให้คณะทหารยึดอำนาจอีก ซึ่งตลอด 5 ปีที่คสช.เข้ามาออกคำสั่งมากมาย ที่มีผลไปถึงงชาติหน้า อนาคตใหม่จะทบทวนคำสั่งคสช. อันไหนพอใช้งานได้ ต้องเปลี่ยนรูปเป็นกฎหมาย คำสั่งคสช.ที่อยุติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องถูกยกเลิกทันที ผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา รัฐธรรมนูญ 2560 มาตราสุดท้าย 279 ที่ให้การใช้อำนาจของคสช. ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ถูกต้อง คำสั่งคสช.อยู่เหนือกฎหมายสูงสุด อนาคตใหม่จะยกเลิกมาตราสุดท้าย

“ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป ต้องการให้เป็นโซ่ตรวนล็อกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากเป็นฝ่ายตรงข้ามจะถูกเล่นงาน แต่หากเป็นฝ่ายสืบทอดอำนาจทำอะไรก็จะถูก ส่วนกฎหมายที่สนช.ซึ่งคสช.แต่งตั้งผ่านอย่างรวดเร็ว ก็จะต้องถูกทบทวน มรดกรบาปสุดท้ายคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทั้งกระบวนการไม่ชอบธรรมตามประชาธิปไตยเลย ผ่านประชามติแต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล คนรณรงค์ฝ่ายต้านถูกดำเนินคดี ถูกจับ ทั้งยังมีม.44 อยู่ด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยผ่านฉันทามติร่วมกัน จากการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อนาคตใหม่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้สามารถ ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องผ่านการทำประชามติ จากนั้นจึงตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาจัดทำ แล้วทำประชามติอีกครั้ง รวม 2 ครั้ง” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ อนาคตใหม่จะแก้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ถูกใช้ฟ้องปิดปากทันที เช่นเดียวกับ กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ตลอดจนกฎหมายชุดความมั่นคง ที่ต้องปรับแก้ให้ รัฐสามารถบริหารจัดการได้ โดยไม่ริดรอนเสรีภพาประชาชน ที่จะสำคัญคือ จะแก้ไข พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ที่ตรามาแล้ว 104 ปี ให้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกเป็นของรัฐบาล นายพลคนใดกระทำโดยพลการ มีโทษอาญา เสี่ยงฐานกบฎ ส่วนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบได้โดยส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้แก้กฎหมายอาญามาตรา 113 ให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้เสียหายในการฟ้อง ศาลต้องพิจารณาฉุกเฉินและตัดสินภายใน 24 ชั่วโมง ศาลก็จะเตะออกว่า ไม่ใช่ผู้เสียหาย และคณะรัฐประหาร จะนิรโทษกรรมตัวเองไม่ทัน

“เราจะลงนามสัตยบรรณกรุงโรมว่า ด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นเกราะคุ้มกัน เพื่ออย่างน้อยที่สุด หากใครจะยิงคนทิ้งเป็นผักเป็นปลา เพราะไม่มีความยับยั้งชั่งใจว่าผิด นอกจากนี้ จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร บทบัญญัติพิเศษ โดยผ่านประชามติ ให้การรัฐประหาร 2557 เป็นโมฆะ แล้วดำเนินการต่อผู้คณะรัฐประหารสามารถทำได้ทันที นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หลายประเทศทำสำเร็จมาแล้ว พร้อมทั้งกำหนดให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหารได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญต้องเปิดให้การดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารไม่มีอายุความ” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า เสียงในสภาอย่างเดียวไม่พอ พรรคอนาคตใหม่จะรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ให้สังคมไทยตระหนักว่า ไม่เอารัฐประหารอีกแล้ว จะทำงานความคิดเพื่อให้สังคมไทยบอกว่า พอกันทีการรัฐประหาร อนาคตใหม่ของประกาศว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง 2562 เมื่อไร เราจะรณรงค์กับภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน แล้วเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที เพื่อเป็นฉันทามติจากทั้งสังคม ทั้งหมดคือความปกติให้สังคมไทย หยุดความสุขจอมปลอม อนาคตใหม่ขออาสาเป็นกองหน้าประชาธิปไตยตัวจริงที่จะเข้าไปยุติวงจรรัฐประหาร

บทความก่อนหน้านี้เฮงต่อเนื่อง ตร.ภาค 5 ถูกหวย 4 งวดซ้อน ล่าสุดรับโชคอีก 30 ใบ เพื่อนรวยกันถ้วนหน้า
บทความถัดไปไทยรักษาชาติ จี้ ‘บิ๊กตู่-4รมต.’ แสดงสปิริต ‘เดียร์’หวั่นเลือกตั้งเป็นแค่ปาหี่