เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ว่า เป็นการประชุมตามปกติ ที่จะประชุมกันทุกวันที่ 10, 20 และวันที่ 30 ของทุกเดือน ยกเว้นตรงกับวันพระจึงจะเลื่อนไป โดยการประชุมดังกล่าวสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะถวายรายงานว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรกับวัดพระธรรมกายไปแล้วบ้าง และกราบนมัสการเพื่อขอให้ช่วยในฐานะที่เป็นสังฆาธิการผู้ปกครองสงฆ์ ในการพิจารณาด้านพระธรรมวินัยว่าจะทำอย่างไรกับพระไชยบูลย์ สุทธิผล หากมีการร้องเรียนไปแล้วไม่ได้ผล ก็จะกราบเรียนมส.ว่ายังมีช่องทางอื่นอีกหรือไม่ เมื่อรับฟังแล้วจะทำได้หรือไม่ จะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับมส.
ทั้งนี้ ทราบว่าพศ.ได้ไปร้องเรียนต่อพระผู้ใหญ่รูปไปแล้ว เพื่อขอให้ส่งเรื่องมากลับมาที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ให้ดำเนินการตามกระบวนการพระธรรมวินัย สาเหตุที่ไปตั้งเรื่องที่พระผู้ใหญ่ก็เปรียบเหมือนกับจะยื่นเรื่องต่อหัวหน้ากอง หากยื่นต่อหัวหน้ากองอาจจะไม่ทำอะไร จึงไปยื่นรัฐมนตรีเพื่อให้สั่งการไล่ลงมาตามลำดับ
นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ทั้ง 3 มาตรการ ดำเนินการไปแล้วและจะทำต่อเนื่อง ได้แก่ 1.มาตรการทางกฎหมาย โดยใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2560 อาศัยอำนาจตามมาตรา 44เพื่อจัดการดูแลรักษาความเรียบร้อยทั่วไปเวลาที่มีเหตุไม่สงบในประเทศไม่ว่าที่ใด ซึ่งกฎหมายสูงสุดที่ให้อำนาจรัฐบาลดำเนินการ ที่มีความรุนแรงและหนักตามลำดับคือ กฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจทหารเข้าไปจัดการ พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ตำรวจเป็นผู้นำจัดการ เช่น การปิดสนามบินฯ และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 5 /2560 ใช้สำหรับสถานการณ์ที่เบาและไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจไว้
โดยขั้นตอนจะเริ่มประกาศให้พื้นที่เป็นพื้นที่ควบคุม เช่น มีคนไปนั่งอดข้าว 100 คน แต่กีดขวางการจราจรและต้องคลี่คลายสถานการณ์ ก็ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมได้ ซึ่งไม่ใช่เอาสถานการณ์เป็นตัวตั้งเหมือนกับกฎอัยการศึกและพ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ ดังนั้นจะบอกให้เลิกมาตรา 44 ไม่ได้ เพราะมาตรานี้ใช้กับเรื่องทั่วไปและหลายเรื่องใช้เพื่อแก้ปัญหาประเทศ และจะให้เลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 5/2560 ก็ไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายที่ให้ยาเบาสำหรับสถานการณ์ที่เบา ทำได้อย่างมากคือเลิกประกาศพื้นที่ควบคุม เพราะในคำสั่งระบุว่าถ้าจะใช้คำสั่งนี้ต้องประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ควบคุมไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติการได้
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า 2.มาตรการทางปกครอง มีทั้งการถอดสมณศักดิ์ รวมทั้งขอให้พระที่ปกครองกันเองใช้มาตรการสั่งห้าม ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงปรารถแล้วแต่ยังไม่ปฎิบัติตาม ทางมส.ได้มอบเจ้าคณะใหญ่หนกลางประสานแล้วยังไม่ปฎิบัติตาม เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ออกคำสั่งห้ามพระมาชุมนุมกันที่ตลาดกลางและตลาดไท และรูปใดที่เดินทางมานั้นให้กลับวัดของตนและตรวจค้นใบสุทธิ ถ้าจากวัดพระธรรมกายให้กลับเข้าวัด แต่พระไม่กลับและไม่ให้ตรวจค้น แต่มาตรการเหล่านี้ยังไม่ได้ผล
นอกจากนั้นยังให้พระสังฆาธิการ ที่อยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกายเป็นผู้เข้าไปปกครองดูแล สั่งและห้ามปราม มีการตั้งพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสมารักษาการก็สละตำแหน่ง และตั้งพระวิเทศภาวนาธรรม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสมารักษาการต่อ คำถามคือได้แสดงบทบาทอะไรบ้าง จึงขอรบกวนนมัสการให้ใช้อำนาจในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส เพราะพระที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้คือ พระลูกวัด ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเพราะหวังจะพึ่งผู้รักษาเจ้าอาวาสของวัดพระธรรมกายให้ดำเนินการ
และ 3.มาตรการทางพระธรรมวินัย ที่รัฐบาลไปก้าวล่วงไม่ได้ และพระรู้ดีว่าตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มีกฎหมายลูกสำหรับดูแลและจัดการกับพระหลายฉบับ ที่สำคัญคือ กฎว่าด้วยการลงนิคหกรรมฉบับที่ 11 และกฎว่าด้วยการดำเนินการกับพระภิกษุ ฉบับที่ 21 ระบุว่าเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นโดยเริ่มต้นให้มีการร้องเรียนได้เริ่มต้นที่เจ้าอาวาส เมื่อร้องเรียนแล้วให้เจ้าอาวาสเรียกมาตักเตือน ถ้าไม่ฟังให้รายงานต่อสงฆ์ขึ้นไปตามลำดับชั้น ไปจนถึงกระบวนการขั้นสุดท้ายและสั่งให้สึก ทั้งนี้ทราบว่ามีการร้องเรียนไปแล้วว่าให้นำเข้าสู่กระบวนการพระธรรมวินัย ส่วนใครจะเป็นคนสอบสวนเป็นเรื่องของพระไปจัดการเอง ขณะที่มาตรการอื่นก็ยังทำต่อไปทั้งมาตรการทางปกครอง ที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้ทำอะไรไปมากแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากออกคำสั่งมาตรา 44 ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อันเก่าที่มีอยู่ยังขอให้เลิก เมื่อถามย้ำว่าถ้าทั้ง 3 มาตรการที่ใช้ยังไม่ได้ผลจะทำอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่บอก”