อนาคตใหม่ขู่ฟ้อง นักร้องเรียน-กกต. ยันคำนวนปาร์ตี้ลิสต์ มีสูตรเดียวตามรัฐธรรมนูญ

30 เม.ย. 2562 - 13:40 น.

อนาคตใหม่ขู่ฟ้อง นักร้องเรียน-กกต. ยันคำนวนปาร์ตี้ลิสต์ มีสูตรเดียวตามรัฐธรรมนูญ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 5 ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่(อนค.) แถลงถึงความผิดพลาดในการทำงานของกกต. 3 ประเด็น ว่า 1.การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ล่าสุดพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. แถลงเหมือนจะใช้สูตร 27 พรรค หากคิดแบบนี้ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคจะหายไป 7-8 ที่นั่ง คิดเป็น 6 แสนกว่าคะแนนที่ประชาชนเลือก อนาคตใหม่จะอยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย

ยืนยันว่าการคำนวณมีสูตรเดียวตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา 91 (1) และ 91 (2) ซึ่งเขียนชัดว่าจำนวนส.ส.ต้องไม่เกินจำนวนส.ส.พึงมี ดังนั้น ต้องมี 71.057 คะแนน ถึงจะได้ส.ส. 1 คน

นายปิยบุตร กล่าวว่า มีกรณีเดียวคือ 99 (4) กำหนดว่าหากพรรคไหนได้ส.ส.เขตเกินส.ส.พึงมี ให้ถือว่าได้ส.ส.จากแบบแบ่งเขต และจะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย ซึ่งมีพรรคเดียวคือเพื่อไทย ที่ได้ส.ส.เขต 136 มีส.ส.พึงมี 111 เรียกโอเวอร์แฮง ต้องคำนวนปัดเศษตามพรรคที่มีคะแนนตั้งแต่ 71,065 คะแนนขึ้นไป

นอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกคิดโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งคิดแบบนี้อนาคตใหม่จะมีส.ส.พึงมี 88 คน ส่วนข้อโต้แย้งที่บอกว่าระบบเลือกตั้งนี้ต้องการให้ความสำคัญกับทุกคะแนน พรรคที่ได้ 30,000-69,000 คะแนน จะไม่ให้ความสำคัญหรือ ขอถามกลับว่าแล้ว 6 แสนกว่าคะแนนของอนค.ที่จะหายไปนั้น ไม่สำคัญเลยหรือ

ถ้าจะคำนวณให้ยุติธรรมจริงๆ ต้องเดินตามรัฐธรรมนูญ หากกกต.คำนวณแบบ 27 พรรค อนค.จะเป็นผู้เสียหายโดยตรง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค 7-8 คนที่ต้องถูกตัดออกไป ขอสงวนสิทธิดำเนินคดีต่อกกต. ทั้งตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 69 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ที่กำหนดถึงการละเว้นของกกต. มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ

และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และยังถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง สามารถร้องป.ป.ช.และศาลฎีกาแผนดคีดอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ง่ายๆคือ ช่องทางต่างๆ ที่กกต.ต้องรับผิดชอบจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ อนาคตใหม่ขอสงวนสิทธิ์ดำเนินการตามกฎหมาย” นายปิยบุตรกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

นายปิยบุตร กล่าวว่า 2.การเปิดเผยคะแนนดิบรายหน่วย ซึ่ง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ผู้สมัครของพรรคไปขอทุกเขต แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ ส่วนที่ได้ก็มีปัญหา เช่น นครปฐม เขต 1 จนกกต.สั่งให้นับคะแนนใหม่ กทม. เขต 2 ได้คะแนนรายหน่วยมาก็พบข้อพิรุธข้อบกพร่อง ในแบบฟอร์มขีดคะแนนและใบผลคะแนนรายหน่วย เมื่อนำมาเปรียบเทียบ พบคะแนนทั้งสองส่วนไม่ตรงกัน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่ามีความผิดพลาดบกพร่องในการนับคะแนน ดังนั้น ขอให้เปิดเผยข้อมูลรายหน่วยทั้งหมด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และอำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัครส.ส. หากกกต.มั่นใจว่าจัดเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ก็จะเป็นเกราะป้องกันให้กกต.เอง แต่หากทำลับๆล่อๆจะทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย

นายปิยบุตร กล่าวว่า 3.กระบวนพิจารณาการถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ที่ชี้แจงหลักฐานโดยละเอียดแต่ต่อให้เปิดเผยแค่ไหน ระบบการพิสูจน์ ก็เหมือนในยุคกลางแบบ“จารีตนครบาล” ที่การพิสูจน์ความบริสุทธ์ต้องลงไปเดินน้ำลุยไฟ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้กล่าวหา

เพราะการเดินเรื่องตรวจสอบเป็นไปตามสำนักข่าวหนึ่งทั้งหมด วันที่ 22 เม.ย. เวลา 13.45 น. มีหนังสือส่งถึงนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของนายธนาธร ให้มาชี้แจงต่อกกต.ในวันที่ 22 เม.ย. เวลา 10.30 น. ซึ่งต้องเป็นยอดมนุษย์เท่านั้นจึงไปชี้แจงได้ ทำได้อย่างเดียวต้องนั่งไทม์แมชชีนไป ตรงนี้เรามีหลักฐานเลขอีเอ็มเอสชัดเจน

นายปิยบุตร กล่าวว่า นี่คือความผิดปกติจากการตรวจสอบ วันนี้ตนในฐานะทีมกฎหมาย จะเข้าไปร่วมกับนายธนาธร เพื่อชี้แจงพร้อมเอกสารลังใหญ่หลักฐาน 26 รายการด้วย ยืนยันว่าความยุติธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ จากการฟังความข้างเดียว แต่ต้องฟังความทุกฝ่าย ส่วนเอกสารข้อกล่าวหาที่กำหนดให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ลงวันที่ 23 เม.ย.นั้นมี 1 หน้า

ระบุว่าเลขาฯกกต.ขอให้แจ้งทราบข้อกล่าวหาในระหว่างรับสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ วันที่ 4-8 ก.พ. ซึ่งอนาคตใหม่ยื่นสมัครวันที่ 6 ก.พ. ตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บ.วี-ลัค จำกัด ส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่านายธนาธร ถือหุ้น ดังนั้น จึงเป็นผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต้องห้ามรับสมัครเลือกตั้ง

“มันมีปัญหาตรงที่เราไม่อาจทราบได้ว่า 1.เอกสารบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับไหน ลงวันที่เท่าไร 2.ข้อกล่าวหาตีขลุมไปเลยว่า ถือหุ้นบ.วี-ลัค โดยไม่อธิบายข้อเท็จจริงใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเอกสารไม่มีชื่อธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นแล้ว เพราะจบไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. เราจึงตั้งข้อสังเกต

หากกกต.ให้ความเป็นธรรม การเขียนข้อกล่าวหาต้องละเอียด ในทางวิธีปฏิบัติจะกล่าวหาอะไร เขียนไม่ชัดไม่ได้ ต้องเขียนใหม่เพราะส่งผลถึงความไม่ชอบ ถ้าเป็นอัยการส่งสำนวนแบบนี้ไปศาลอาญาเขายกแน่ หากจะทำแบบนี้ก็เขียนเลยว่า กกต.มีอำนาตรวจสอบนักการเมืองชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัลปวสาน

ถ้าทำแบบนี้เท่ากับเปลี่ยนแนวคำพิพากษาศาลฎีา ผู้สมัครส.ส.ทุกคนโดนหมด การทำธุรกิจประกอบกิจการจะมีปัญหาหมด จะฆ่าหนูตัวเดียวแล้วเผาบ้านทั้งหลังก็เอา” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า การให้เวลาชี้แจงเพียง 7 วันถือว่าสั้น เมื่อเทียบเคียงคดีพรรคอื่นพบว่าทำไมจึงช้า เช่น การจัดโต๊ะจีนระดมทุน ขอย้ำว่ากกต.ไม่มีอำนาจตรวสจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนายธนาธรในเวลานี้ โดยมีอำนาจตรวจสอบในวันที่สมัคร และก่อนวันเลือกตั้ง ระฆังหมดยกคือวันที่ 23 มี.ค. พอหลังเลือกตั้งแต่ยังไม่ประกาศผล

ระหว่างนี้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามทำได้เฉพาะผู้สมัครส.ส.เขต ตามที่มาตรา 53 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กำหนดเท่านั้น หากจะตรวจคุณสมบัติ ต้องรอรับรองผลส.ส.ก่อน โดยต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายปิยบุตร กล่าวว่า การแจกใบส้มก็แจกไม่ได้ เพราะไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งที่ไม่สุริตหรือไม่เที่ยงธรรม ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หากจะใช้การตีความขยายความไปเรื่อย อาจเข้าข่ายจงใช้กฎหมายโดยขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อยากให้กกต.พึงระวัง หากยืนยันจะตรวจสอบโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อาจเข้าข่ายใช้อำนาจโดยมิชอบ พวกเราพร้อมรับการตรวจสอบ โดยต้องใช้กฎหมายตามหลักความยุติธรรม ไม่ใช่ใช้เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้าสภา การตรวจสอบที่เลือกปฏิบัติและกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ได้กระทบเพียงผู้สมัครส.ส. แต่กระทบกับคะแนนที่ประชาชนเลือกเข้ามา

ตนเห็นใจกกต.มากที่ต้องรับศึก ตามกติกาใหม่เดิมพันสูง มีแรงกดดันทุกสารทิศ แต่กกต.เอาตัวรอดได้ ถ้าสุจริต โปร่งใส ยึดหลักยุติธรรม จะเป็นเกราะกำบัง ถึงเวลา กกต.ต้องพิสูจน์ความอิสระอย่างแท้จริง

เมื่อถามถึงนายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 2 สกลนคร ของพรรคถูกศาลตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่เห็นดัวยกับคำพิพากษา ทำให้เห็นว่ามีปัญหาเรื่องบริคณห์สนธิ เพราะบริษัทของนายภูเบศวร์ ทำรับเหมาก่อสร้าง แต่มีข้อหนึ่งเขียนถึงสื่อ ก็ถูกนักร้องไปนั่งตามหาใบบริคณห์สนธิกัน

ขอเตือนบรรดานักร้องว่าหลายเรื่องเข้าข่ายฟ้องเท็จ บางคนปิดกิจการแล้ว บางคนตายไปแล้ว บางคนโอนหุ้นไปแล้ว โดยมาตรา 143 ของพ.ร.ป.เลือกตั้ง ใครที่กล่าวหาคนอื่นว่าไม่มีสิทธิ์สมัครส.ส. ต้องโดนใบเหลือง ใบส้ม เป็นเท็จ มีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 1-2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

“เรายังกำลังใจดีใช้ชีวิตปกติ จัดกิจกรรมกันปกติ แต่กลับมีเรื่องหงุดหงิดกวนใจ แทนที่จะทำได้เรื่องสร้างสรรค์ ตอนนี้ทำท่าจะบานปลาย ต่างขุดคุ้ยกันมาอีก บ้านเมืองเราจะไม่คิดเรื่องการตั้งรัฐบาล การบริหารประเทศกันแล้วหรือ ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ก็ต้องเคารพเสียงประชาชนกันบ้าง นายธนาธรจะหัวเสียก็เรื่องนี้ แทนที่จะได้ดูงาน กลับต้องคอยมาชี้แจงอีก ชี้แจงก็ไม่ฟังบอกปลอม จะต้องตรวจสอบดีเอ็นเอกันแบบจับอาชญากรเลยหรือไม่” นายปิยบุตรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ อนาคตใหม่ขู่ฟ้อง นักร้องเรียน-กกต. ยันคำนวนปาร์ตี้ลิสต์ มีสูตรเดียวตามรัฐธรรมนูญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง