‘ธนาธร’ฉะม.44 เอื้อนายทุนกลุ่มสื่อ 2.36 หมื่นล้าน จวกเผด็จการทหารสร้างสังคมเป็นธรรม-ลดเหลื่อมล้ำไม่ได้
เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โพสต์ในเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เผยแพร่บทความการศึกษาความเหลื่อมล้ำผ่านการใช้มาตรา 44 เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนสื่อสาร จำนวนกว่า 2.36 หมื่นล้านบาท ดังนี้
ศึกษาความเหลื่อมล้ำผ่านการใช้มาตรา 44 เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนสื่อสารถึง 2.36 หมื่นล้านบาท]
ประชาธิปไตย, ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และอำนาจของประชาชน เป็นเรื่องเดียวกัน
ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาระหว่างที่ กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ในขณะที่ผมกับพรรคอนาคตใหม่กำลังวุ่นวายกับคดีความต่างๆ อยู่นั้น คสช.ได้ออก มาตรา 44 ฉบับที่ 4/2562 ซึ่งมีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์กับสองกิจการคือกิจการทีวีดิจิทัล และกิจการประกอบการโทรศัพท์มือถือ
ภายใต้คำสั่งดังกล่าวรัฐบาลจะต้องใช้เงินภาษีประชาชนถึง 2.36 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม
ในกิจการแรกคือทีวีดิจิทัล คำสั่งนี้เปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถคืนใบอนุญาตที่ประมูลสัมปทานไปโดยให้รัฐจ่ายค่าประมูลในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ใช้หักกับผลประโยชน์ที่ได้รับไปแล้วคืนให้กับผู้ประกอบการที่ตัดสินใจคืนใบอนุญาต ซึ่งเมื่อวานนี้ (วันที่ 10 พ.ค.) คือวันสุดท้ายที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลแจ้งความประสงค์จะคืนใบอนุญาตได้ ปรากฏว่ามีผู้แจ้งคืนใบอนุญาตแล้ว 7 ราย
คิดเป็นรัฐต้องควักเพื่อจ่ายชดเชยรวมกันประมาณ 4 พันล้านบาท[1]
ในกิจการที่สองคือกิจการประกอบการโทรศัพท์มือถือ คำสั่งฉบับนี้อนุญาตให้ผู้ได้รับคลื่นความถี่สามารถยื่นการยืดหนี้ค่าประมูลคลื่นความถี่ออกไปอีก 5 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย ผู้ประกอบการเอกชนทั้งสามรายได้ยื่นขอใช้สิทธิทั้งสามราย TDRI ได้ประเมินผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับเอาไว้ว่า ทรูจะได้ประมาณ 8,780 ล้านบาท เอไอเอส 8,380 ล้านบาท และดีแทคประมาณ 2,580 ล้านบาท
รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 19,740 ล้านบาท[2]
นอกจากนี้ คำสั่งนี้ยังมีผลผูกพันในแง่ลบระยะยาวกับสังคมไทยในการพัฒนาระบบ 5G คสช.อ้างว่า การยืดหนี้ให้กับผู้ให้บริการโดยพ่วงเงื่อนไขว่าจะต้องเข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อจัดทำ 5G โดยสามารถแบ่งจ่ายได้ 10 ปีโดยไม่มีดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน แต่การจัดสรรครั้งนี้
เท่ากับว่าผู้ประกอบการมือถือทั้ง 3 ราย ได้รับ “ประเคน” คลื่น 5G โดยไม่ต้องเปิดประมูลซึ่งเป็นการปิดประตูการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมสำหรับ 5G ของไทยในอนาคต
กสทช.คิดราคาประเมินคลื่น 5G รายละ 25,000 ล้านบาท แน่นอนว่าถ้าเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขันย่อมทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นกว่านี้ และเท่ากับว่าประชาชนเสียโอกาสที่จะได้รับบริการที่ดีขึ้นจากการแข่งขัน โดยมูลค่าคลื่นที่ 25,000 ล้านบาทนั้น เมื่อพิจารณาระยะเวลาผ่อนชำระนาน 10 ปี จะมีมูลค่าปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาทเท่านั้น
หลายท่านเมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว อาจเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอกชน ผมลองเปรียบเทียบเชิงสมมุติดูว่าหากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะนาว โดยให้ความหวังราคาต่อหน่วยกับเกษตรกร เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ราคามะนาวไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง เกษตรกรเหล่านี้ไม่เคยได้ค่าปุ๋ยหรือค่าแรงชดเชยกลับ จะขอยืดหนี้ออกไปโดยไม่มีดอกเบี้ยก็ไม่ได้
กลับกัน หากเกษตรกรไม่มีปัญญาจ่ายหนี้กับธ.ก.ส. อัตราดอกเบี้ยกลับมีลักษณะลงโทษผู้แพ้ หากคะแนนความน่าเชื่อถือไม่ดี อัตราดอกเบี้ยกับธ.ก.ส. อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี
คำสั่งเผด็จการฉบับนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าระบอบเผด็จการทหารไม่อาจสร้างสังคมที่เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้ เมื่อกลุ่มทุนเผชิญหน้ากับความเสี่ยงปกติทางธุรกิจจนทำให้ขาดทุนหรือได้กำไรน้อยเกินไป อำนาจที่มาจากกระบอกปืนมักถูกใช้ไปเพื่อให้กลุ่มทุนล้มบนฟูก
แต่ถ้าประชาชนทั่วไปหรือเกษตรกรเผชิญความเสี่ยง ถึงแม้ความเสี่ยงนั้นจะเป็นความผิดของรัฐ รัฐบาลเผด็จการกลับไม่ให้ความช่วยเหลือเหมือนกับที่ให้กับกลุ่มทุน
ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก ม.44 ฉบับนี้ มีเพียงตระกูลอภิมหาเศรษฐีและผู้ถือหุ้นต่างชาติที่ได้ประโยชน์ และจากการศึกษาของ TDRI พบว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับนี้มากที่สุดคือ True ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CP ของตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งนิตยสาร Forbes ปี 2019 ได้ประเมินว่ามีสินทรัพย์สุทธิสูงถึง 2.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9.34 แสนล้านบาท[3]
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับการขาดซึ่งอำนาจของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน
เงิน 2.36 หมื่นล้านบาท สามารถนำไปลงทุนอย่างอื่นที่จะทำให้คนเป็นล้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้แทนที่จะนำมาใช้เพื่อผู้ถือหุ้นบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมเพียงไม่กี่กลุ่ม
เมื่อการพัฒนาประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน ประชาชนไม่มีอำนาจในการกำหนดใช้ทรัพยากรประเทศเพื่อตัวพวกเขาเอง ดอกผลของการพัฒนาจึงตกอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่มและสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ที่ผ่านมา เราถูกทำให้เชื่อว่า “ประชานิยม” เป็นสิ่งเลวร้าย และจงเกลียดจงชังนโยบายที่มีลักษณะเอื้อประชาชน โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่มีลักษณะ “นายทุนนิยม” เลย ถึงเวลาที่เราต้องจริงจังในการใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนส่วนใหญ่เสียที
เป็นที่น่าสังเกตว่า คำสั่ง คสช.ฉบับนี้ เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งและก่อนมีรัฐบาลใหม่ พรรคอนาคตใหม่ได้เรียกร้องหลายครั้งให้รัฐบาล คสช.หยุดการใช้อำนาจในการออกนโยบายต่างๆ ที่จะมีผลภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้าที่จะมีฝ่ายค้าน
หากเป็นรัฐบาลในครรลองประชาธิปไตยตามปกติ รัฐบาลในช่วงนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการซึ่งจะไม่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้เลย
พรรคอนาคตใหม่ต้องการทบทวนเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ และฉบับอื่นๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และ/หรือ กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล คสช.อย่างไม่เป็นธรรม
เพื่อให้การใช้ภาษีของประชาชนเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมอย่างแท้จริง
#อนาคตใหม่ #TDRI #Positioningmag #ม44 #คสช.
อ้างอิง
[1] ประมาณมูลค่าชดเชยโดยยังไม่ได้หักกำไร ประเมินโดยนิตยสาร positioning https://positioningmag.com/1228676…
[2] สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, “7 เรื่องที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่งมาตรา 44 อุ้มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่” https://tdri.or.th/…/7-things-to-know-section-44-assist-te…/
[3] Thailand’s Richest 2019: Half Of Nation’s Wealthiest See Fortunes Decline This Year https://www.forbes.com/…/thailands-richest-2019-political…/…