เพิ่มดีกรีการเมือง เตะสกัด‘ธนาธร’

เพิ่มดีกรีการเมือง เตะสกัด‘ธนาธร’ – การจัดตั้งรัฐบาลใกล้ถึงจุด“เอนด์เกม” แล้วก็ไม่ใช่เรื่องอยู่นอกเหนือความคาดหมาย กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับพิจารณาคำร้องของ กกต. ขอให้วินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคจากกรณีถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน

พร้อมมีมติ 8 ต่อ 1 ให้นายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

มติศาลรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นดังกล่าวมีขึ้น 1 วันก่อนรัฐพิธีเปิดรัฐสภา 24 พฤษภาคม และ 2 วันก่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 25 พฤษภาคม เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา

ซึ่งเชื่อกันว่าการที่ใครได้รับเลือกให้เป็นประธานสภา จะเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคในอนาคตอันใกล้

“ผมอยากลองชวนทุกคนให้ยืนเงียบๆ นิ่งๆ เงี่ยหูฟัง พวกเราได้ยินเสียงคร่ำครวญ เสียงความไม่พอใจของผู้คนข้างนอกหรือไม่ คสช.วันนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง คสช.และเผด็จการคืออาทิตย์ที่กำลังอัสดง

ไม่ว่าจะเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจด้วยการ ดึงส.ส.จากพรรคอื่น หรือสกัดผมไม่ให้เข้าสภาก็ดี นี่แสดงถึงความสิ้นหวังของเผด็จการ เป็นการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของระบอบเผด็จการ

พวกเขาต้องการให้วันนี้เป็นเมื่อวาน เพื่อจะได้เสวยสุขบนความทุกข์ของประชาชนต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาคือความมืด พวกเราคือ แสงสว่าง อนาคตใหม่ขออาสาเปิดประตูสู่รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้

นายธนาธรขอเป็นนายกฯ เพื่อหยุดยั้งระบอบคสช. เพื่อหยุดยั้งระบอบเผด็จการ

คือคำกล่าวตอนหนึ่งของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้เปิดแถลงทันทีในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังรับทราบมติศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.เป็นการชั่วคราว เพื่อรอคำวินิจฉัยกรณีถือหุ้นสื่อว่า

จะเป็นเหตุให้พ้นสมาชิกภาพส.ส.แบบถาวร หรือไม่

ในการแถลง นายธนาธรตั้งข้อสังเกตถึงการยื่นคำร้องของกกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า รวบรัดไม่สมเหตุสมผล

เนื่องจากคณะกรรมการสืบสวนชุดเล็ก กกต. ยังสืบสวนหาข้อเท็จจริงไม่เสร็จสิ้น เห็นได้จากการมีหนังสือเรียกสอบพยานลงวันที่ 17 พฤษภาคม ให้ไปให้การเพิ่มเติมวันที่ 24 พฤษภาคม

คำถามคือเหตุใด กกต.จึงส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยไม่รอให้คณะกรรมการชุดเล็กสอบสวนหาความจริงให้เสร็จก่อน

ก่อนหน้านี้ กกต.ก็เคยเรียกนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของตนไปตอบข้อร้องเรียน โดยจดหมายมาถึงวันที่ 22 เมษายนตอนบ่าย ให้ไปให้ปากคำวันที่ 22 เมษายน ตอนเช้า ซึ่งไม่มีใครทำได้ จากนั้นวันที่ 23 เมษายน กกต. ก็แจ้งข้อกล่าวหาทันที โดยฝ่ายตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง

นายธนาธรยังหยิบยกกรณีการถือหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่ใช้เวลา 417 วัน นับจาก กกต.จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาเทียบเคียงกับกรณีของตนเอง ซึ่งใช้เวลาเพียง 53 วัน

เพื่อสื่อถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรอิสระ ซึ่งพยายามผลักดันเรื่องนี้เร็วกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามมติศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำให้นายธนาธรท้อถอยหรือเสียขวัญในจุดยืนการต่อต้านฝ่ายสืบทอดอำนาจ

“ทุกคนอาจสิ้นหวัง หมดหวัง เมื่อได้ยินคำวินิจฉัยของศาล แต่ผมอยากเรียนผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ว่า นี่ไม่ใช่เวลาของความสิ้นหวัง นี่คือเวลาเปิดโปงความชั่วร้ายของเผด็จการ จากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ผมขอชวนพี่น้องลุกขึ้นยืนและต่อสู้ร่วมกัน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเป็นธรรม

ชาวอนาคตใหม่ที่ได้ยินเสียงของผม ผมและส.ส. อีก 79 คน ยังไม่หมดหวัง แม้ศาลจะตัดสินให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่ผมยังเป็นส.ส.อยู่ ระหว่างรอการวินิจฉัย ของศาลผมจะทำงานกับประชาชนอย่างต่อนื่อง

เมื่อไม่ให้ผมเข้าสภา ผมก็จะอยู่กับประชาชน ในฐานะบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน 6.3 ล้านเสียงทั่วประเทศ” นายธนาธรกล่าวทิ้งท้าย

นับจากนี้เป็นต้นไป การที่นายธนาธรถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ถึงจะเป็นแค่ชั่วคราว และส.ส.พรรคอนาคตใหม่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาต่อไปได้ แต่ย่อมส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองยกระดับความตึงเครียดขึ้นมาพอสมควร

โดยเฉพาะในช่วงการเมืองซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้วค่าย พรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจ กับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย

กำลังอยู่กลางสมรภูมิ แย่งชิงอำนาจจัดตั้งรัฐบาล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลว่า

หลังพิธีเปิดรัฐสภาเป็นทางการ เมื่อได้ประธานวุฒิสภา ประธานสภา และโปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นที่เรียบร้อย

ก็น่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายในเดือนพฤษภาคม

สำหรับการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จะต้องมีการเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนและต้องผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกระบวนการทั้งหมดน่าจะเสร็จสิ้นประมาณเดือนมิถุนายน

ข้อสงสัยของหลายคนคือ สิ่งที่เกิดกับนายธนาธร จะทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตย อ่อนกำลังลงหรือไม่

เนื่องจากที่ผ่านมา นายธนาธรไม่เพียงนำทัพอนาคตใหม่ ผ่านเลือกตั้งเข้ามาเป็นพรรคอันดับ 3 ด้วยจำนวน ส.ส.สองระบบ 80 ที่นั่ง เป็นรองแค่เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ

ยังประกาศจุดยืนอุดมการณ์อย่างเด็ดขาดมั่นคงในการต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. สกัดกั้นไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ไม่ว่าด้วยวิธีปลุกกระแสเรียกร้องให้ทุกพรรคที่มีส.ส.ในสภา ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกัน “ปิดสวิตช์ส.ว.” 250 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ให้มีส่วนในการโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี

นายธนาธรยังประกาศความพร้อมชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับขั้วฝ่ายตรงข้าม โดยได้รับการหนุนหลังจากพรรคเพื่อไทย

ความเคลื่อนไหวนี้เท่ากับประกาศท้าทายอำนาจ คสช.โดยตรง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากที่ผ่านมานายธนาธร จะถูกฝ่ายกฎหมาย คสช.และองค์กรอิสระ ประเคนคดีความต่างๆ เข้าใส่ถี่ยิบ ทั้งคดีความมั่นคง มาตรา 116 หรือล่าสุดการมีผู้ไปร้องขอให้ กกต.สอบกรณีให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน 110 ล้านบาท

ส่วนคดีหุ้นสื่อ ขั้นตอนต่อไปหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ กกต.และให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. คาดว่าจะมีการนัดพิจารณาคดีครั้งแรกประมาณต้นเดือนมิถุนายน

แม้นายธนาธรจะมั่นใจในเอกสารหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่เตรียมใช้ต่อสู้คดี โดยมองว่าทั้งหมดคือความพยายามของ คสช.ที่จะสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่เป็นห่วงก็คือ

ในที่สุดชะตากรรมของนายธนาธร จะซ้ำรอยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่

โดยเฉพาะประเด็นในโลกออนไลน์ ที่ได้เผยแพร่บทความสำนักข่าวต่างประเทศในไทย เป็นบทความเก่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่สัมภาษณ์นายทักษิณ ชินวัตร ในหลายประเด็น รวมถึงการกลับมาสู้คดีความตามกระบวนการยุติธรรมในไทย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างน้อย 6 คดีที่ถูกกล่าวหา

ซึ่งอดีตนายกฯ โยนคำถามกลับมาว่า “พิสูจน์ความยุติธรรมกันก่อนได้หรือไม่” และว่า “ตั้งแต่กระบวนการ เอาศัตรูผมทั้งนั้นมานั่งเป็นกรรมการสอบสวน แล้วมันแฟร์ตรงไหน มันไม่แฟร์ตั้งแต่ต้น”

นอกจากโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่ใกล้ได้ข้อสรุป

อนาคตการเมืองของ“ธนาธร”จะเป็นอย่างไรต่อไป ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกลายเป็น “ทักษิณ 2” หรือไม่

เป็นอีกประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจติดตาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน