“หม่อมอุ๋ย”แฉ สอดไส้ตั้งบรรษัทน้ำมัน ให้ทหารคุม วอนสนช. ตัดม.10/1 ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เผยยัดเข้าในวาระ 2 ห่วงถอยหลัง ถูกแทรกแซงได้ง่าย “บิ๊กตู่”ลั่นยิ่งไล่ยิ่งอยู่ กสท.สั่งปิดวอยซ์ทีวี 7 วัน ชี้ฝ่าฝืน ประกาศคสช.ซ้ำซาก พิษ 3 ปมร้อน เสนอข่าว”ธรรมกาย-โกตี๋-เด็กลาหู่” ด้านวอยซ์ยันไม่กระทบความมั่นคง จ่อฟ้องกลับ

บิ๊กตู่นำคณะบิน”นครพนม”

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยพล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริ กัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ นายอุตตม สาว นายน รมว.อุตสาหกรรม นายสุวิทย์ เมษิน ทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ออกเดินทางจากท่าอากาศทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานนครพนม ต.โพธิ์ตาก อ.เมือง จ.นครพนม โดยเครื่องบิน บ.ล.15ก. (Airbus ACJ320) โดยมีนายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าฯนครพนม นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตัวแทนผู้นำชุมชนท้องถิ่นให้การต้อนรับ

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์และคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมพบปะชาวบ้าน จุดแรกที่โรง เรียนบ้านนาโดนใหม่ ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร ในโครงการบ้านสวยเมืองสุข โดยมีชาวบ้านกว่า 3,000 คน แต่งชุดประจำเผ่าผู้ไทเรณูนครมารอต้อนรับ พร้อมชมการฟ้อนรำผู้ไทที่อ่อนช้อยสวยงาม

ยันไม่ได้ทำเศรษฐกิจเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีกล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า วันนี้ประเทศไทยมีความขัดแย้งแตกแยก และยังมีคนให้ข้อมูลบิดเบือน จึงไม่สามารถเป็นแกนกลางของอาเซียนได้ จำคำพูดของตนไว้ ตนไม่เคยรังเกียจใคร ไม่ได้อยากลงโทษใคร ไม่อยากเอาใครมาติดคุก แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้ากระทำความผิดก็ต้องดำเนินคดี จะผิดถูกก็ไปสู้คดี หากไม่บังคับใช้กฎหมาย ใครจะทำอะไรก็ได้หาเงินได้ง่ายๆ วันนี้เงินส่วนหนึ่งมันหายไปเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนไม่มีรายได้ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง การลงทุนเกิดขึ้นน้อย ไม่ใช่รัฐบาลนี้เข้ามาทำให้เศรษฐกิจนี้เสียหาย ถ้าแก้ให้ถูกวิธีมันเดินหน้าไปมากกว่านี้แล้ว

“ผมไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใคร รัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบที่จะไม่ทำให้ล้มละลาย แต่หลายคนก็นำมาโจมตีผมซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะไม่เคยทำ ผมใช้แต่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ดำเนินคดีใหม่สักคดี” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า อะไรที่ไม่ดีประชาชนต้องแยกออกให้ได้ อย่าเอามาเหมารวมทั้งหมด หากพบใครทุจริตให้มาบอก มาอ้างตนหรืออ้างรองนายกฯก็ให้มาบอก เพราะตนไม่ใช่คนอย่างนั้น อย่าไปเชื่อ ทำงานให้หน่วยงานที่เสนอมา ไม่เคยคิดให้พรรคพวกเสนอแล้วทำ เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้ เป็นนายกฯก็ทานข้าวมื้อ 100 กว่าบาท จะกินอะไรก็อร่อยเหมือนกัน กินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวก็อร่อย

ลั่น”ยิ่งไล่ยิ่งอยู่”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องโรดแม็ปทุกคนอย่ากังวล ช่วง 20 ปีข้างหน้าประเทศจะเดินไปอย่างไร ขอให้ทุกคนไปขอจากรัฐบาลหน้า วันนี้วางแผนให้แล้วและต้องพัฒนาให้ได้ภายใน 5 ปีที่เหมือนกับเด็กต้องเดินให้ได้ รัฐบาลหน้าใครจะทำตนไม่รู้ แต่ขอให้ทำแบบที่ตนคิดไว้ให้ ยืนยันว่าไม่ได้บังคับว่าต้องทำตรงโน้นตรงนี้ก่อนหลัง ตนไม่เขียนแบบนั้นแน่นอน แค่เขียนไว้ว่ายุทธศาสตร์ที่ 1 ประเทศ ต้องมีความมั่นคงด้านต่างๆ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ต้องเป็นการพัฒนาที่สร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

“วันนี้ใครอยากจะด่ารัฐบาลก็ด่าไป ผมไม่ขอรับเพราะผมไม่ได้ทำ ส่วนไอ้คนด่าก็คงปวดท้อง วันนี้ขอว่าอย่าทำให้สังคมเสียหาย อย่าทำให้ต่างประเทศเข้าใจผิด เมื่อเขาไม่เข้าใจเราหรือเข้าใจผิด เขาก็ไม่มา ไม่ซื้อสินค้าเรา ถามว่าผมไปละเมิดสิทธิมนุษยชนตรงไหน มีแต่บางคนเท่านั้นที่ต่อต้านผมในต่างประเทศ มีแต่คนไทยที่ไปพูดในต่างประเทศให้ประเทศเสียหาย ขอถามจริงๆว่าทำเพื่ออะไร เดี๋ยวผมก็ไปแล้ว ถึงเวลาเราก็ต้องไป จะทำไปทำไม ทำแล้วคิดว่าไล่ผมได้หรือ ทำแล้วคิดว่าผมจะไปหรือ ยิ่งทำก็ยิ่งอยู่ เอาให้รู้เรื่องกันไปเลย อยากรู้จริงๆ ว่าทำไปทำไม ยืนยันว่าผมจะไม่ทำตามความต้องการของพวกเขา อยากพูดอะไรก็พูดไป ขอบอกไว้เลยถ้าคนไทยไม่พัฒนาขึ้นภายใน 5 ปีอันตราย แต่เมื่อพูดแบบนี้กลับไปก็โดนด่า เขายิ่งไล่ ผมก็ยิ่งอยู่ ใครเห็นด้วย ขอให้ยกมือ ผมไม่ใช่นักการเมืองคงไม่ต้องหาเสียง แต่อยากถามความคิดเห็นพวกเราเท่านั้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

จัดกำลัง 500 นายรปภ.เข้ม

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์และคณะเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของบ้านสวย เมืองสุข และกิจกรรมของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเนินน้ำคำ ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร พร้อมทักทายประชาชนที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายรูปเซลฟี่ โดยระหว่างเยี่ยมชมนิทรรศการได้ร่วมเป่าแคนกับชาวบ้านและตีระนาดเป็นทำนองเพลงธรณีกรรแสง รวมทั้งปลูกต้นกันเกราภายในโรงเรียนบ้านนาโดนใหม่ และเดินทางไปสักการะพระธาตุพนมและถวายผ้าห่มองค์ พระธาตุ ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ต.ธาตุพนม

ต่อจากนั้นเดินทางไปยังหอประชุมศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม ต.ขามเฒ่า อ.เมือง เพื่อเป็นประธานประชุมร่วมระหว่างนายกฯ คณะกรรมการกรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการกรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (นครพนม สกลนคร มุกดาหาร)

ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์และคณะเดินทางไปดูพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นครพนม ซึ่งตั้งอยู่เชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 บ.ห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง ใช้เวลา 10 นาที ก่อนมาที่แลนด์มาร์กลานพญาศรีสัตต นาคราช ริมฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปด้านการท่องเที่ยวโครงการ 3 ที่สุดจาก ผู้ว่าฯนครพนม จากนั้นเดินทางไปที่วัดมหาธาตุ เพื่อสักการะพระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิดผู้ที่เกิดวันเสาร์ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา 17.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมาครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และตำรวจสันติบาลกว่า 500 นายคุมเข้มด้านการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยเฉพาะที่โรงเรียน นาโดนใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำจุดตามรายทางที่ขบวนรถเคลื่อนผ่านทุกระยะ 20 เมตร และมีประชาชนออกมายืนโบกมือต้อนรับหน้าบ้านและตามจุดต่างๆ ด้วย

ป้อมเมินโดนติง”กก.ปรองดอง”

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นสร้างความปรองดองว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียว อีก 60 กว่าพรรคการเมืองไม่เห็นมีอะไร รวมถึงภาคประชาสังคมต่างๆ และยืนยันว่ากรณีพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นอุปสรรคในการเดินหน้าปรองดอง ในส่วนของเราก็ดำเนินการต่อไป และบอกมาก่อนหน้านี้แล้วเรื่องการขอความเห็นในการสร้างความปรองดอง และพรรคเพื่อไทยก็ออกมาตอบรับเช่นกันว่าดำเนินการเช่นนี้ถูกทางแล้ว

“มาวันนี้เป็นอะไรผมไม่เข้าใจ ทุกอย่างก็เดินไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการไม่มีความเป็นกลางนั้น คณะกรรมการก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เขาฟังอย่างเดียว ส่งข้อมูลไปให้คณะชุดที่ 2 ก็ทำหน้าที่แค่บูรณาการ และส่งให้คณะชุดที่ 3 เพื่อทำข้อตกลงร่วม เราก็ทำตามทุกอย่างตามข้อเสนอที่ให้มา ไม่ได้ไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้เลย พรรคการเมืองก็ตกลงกันเอง ผมก็ไม่ได้ไปตกลงใจด้วย จะมาว่าอะไรผมก็ไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้นะ เพราะผมสมองน้อยสู้เขาไม่ได้ พวกนี้เขาสมองเยอะ จุดอ่อนเขาน้อย ผมจุดอ่อนเยอะ และมีแต่เก่งๆ กันทั้งนั้น ผมไม่เก่ง แต่ผมก็ทำตามวิธีการที่กำหนดไว้แล้วจะเอาอย่างไร” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ปัดเพิ่มกำลังรปภ.

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกระแสข่าวนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ หนีจากประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวไปประเทศเวียดนามว่า ยังไม่ทราบแต่มีชุดติดตามเรื่องนี้อยู่ ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลว่าอยู่ที่ประเทศเวียดนามจริงหรือไม่ หากไปจริงก็ต้องรู้และประเทศเวียดนามก็ต้องรู้ และตนสามารถพูดคุยกับทางเวียดนามได้ รัฐมนตรีกลาโหมของเวียดนามเพิ่งเดินทางมาหาตนเมื่อ 2 วันนี้เอง อยากไปที่ไหนก็ไปตนตามได้ทั้งนั้น ส่วนทางลาวยังไม่ได้ตอบอะไรมา แต่จากการที่ตนอ่านหนังสือพิมพ์ลาวก็มีการพูดถึงเรื่องของนายโกตี๋

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบ้านพักย่านลาดพร้าวซอย 71 ว่า ไม่ได้เพิ่มทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่ถนนบ้านตนเล็กมีขนาดเพียง 6 เมตร ไม่ใช่ถนน 4 เลน ไม่มีเกาะกลาง บ้านตนก็ติดถนนและมีระยะทางเข้าไปนิดเดียว ตำรวจในพื้นที่ก็เข้ามาดูแลให้ ตนอยู่บ้านหลังนี้มา 20 กว่าปีแล้วถนนก็เป็นแบบนี้ ส่วนสาเหตุที่เพิ่มการดูแลรักษาความปลอดภัยช่วงนี้ยืนยันว่าไม่ได้เพิ่ม ตำรวจก็ทำหน้าที่อยู่เดิมแล้ว ส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีถูกขู่ถูกลอบทำร้ายหรือไม่นั้นไม่ทราบ เพราะปกติเขาก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว

ยันไม่เกี่ยวถ้าวีระถูกกัมพูชาจับ

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น จะเดินทางลงพื้นที่พิสูจน์การตั้งบ่อนกาสิโนตรงจุดผ่านแดนด่านช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ วันที่ 29 มี.ค.นี้ว่า เป็นเรื่องของเขา ส่วนที่บอกว่าจะไปพิสูจน์ว่าพื้นที่ที่ตั้งบ่อนกาสิโนเป็นพื้นที่ทับซ้อน ถ้าเดินล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาตนไม่รู้และไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องไปคอยคุ้มกัน หากเข้าไปแล้วเสี่ยงโดนจับก็โดนจับไป ตนจะไปรู้ได้อย่างไร ส่วนที่นายวีระเลือกลงพื้นที่วันเดียวกับที่ตนจะเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชาครั้งที่ 12 ณ จังหวัดเสียมราฐ ระหว่าง 29-30 มี.ค.นั้น คงไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่องกัน

กสท.สั่งปิดวอยซ์ทีวี 7 วัน

วันเดียวกัน พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้ประชุมมีมติพักใช้ใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ช่องวอยซ์ทีวี 7 วัน นับตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 27 มี.ค.นี้เป็นต้นไป จากเดิมที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ เสนอให้พักใช้ใบอนุญาต 3 วัน หลังจากที่ช่องวอยซ์ ทีวี ไม่ปรับแก้การนำเสนอเนื้อหารายการ ตามที่คณะอนุกรรมการให้พิจารณา

พล.ท.พีระพงษ์กล่าวต่อว่า โดยดำเนินรายการในลักษณะเป็นการต้องห้ามมิให้ออกอากาศ จากคณะกรรมการติดตามสื่อของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ร้องเรียนมา ทางกสทช.ได้ดำเนินการตักเตือนทางช่องแล้วหลายครั้ง สำหรับรายการที่ขอให้ตรวจสอบมี 4 รายการ

ชี้ฝ่าฝืนประกาศคสช.ซ้ำซาก

พล.ท.พีระพงษ์กล่าวอีกว่า ในส่วนที่กสทช.รับผิดชอบตรวจสอบมี 3 รายการ ได้แก่ 1.รายการ ใบตองแห้ง กรณีการวิจารณ์ มาตรา 44 ปิดวัดพระธรรมกาย ซึ่งทั้งหมดออกอากาศในเดือนมี.ค. เวลา 19.10 น. วันที่ 15 มี.ค. 2.รายการ In Her View ออกอากาศวันที่ 20 มี.ค. เวลา 18.30 น. ในหัวข้อไล่เรียงเหตุการณ์ โกตี๋ กับอาวุธ พร้อมแถลงการณ์แผนลอบสังหาร และ 3. การนำเสนอรายการ Over View เวลา 18.55 น. วันที่ 20 มี.ค. ในหัวข้อ กองทัพบกป้องทหาร ยันยิงทิ้งเด็ก ลาหู่ถูกต้องทุกกรณี ซึ่งคณะทำงานติดตามสื่อคสช.ร้องเรียนมา

“ทั้ง 3 รายการมีความสุ่มเสี่ยง ไม่อยู่บนพื้นฐานเท่าที่ควรจะเป็น และเหตุผลหลักที่คณะอนุกรรมการพิจารณามี 2 ประเด็น คือ เป็นการทำผิดซ้ำซาก และข้อเท็จจริงไม่รอบด้าน จึงมีมติเห็นว่าเข้าข่ายขัด มาตรา 37 พ.ร.บ.กสทช. และประกาศของหัวหน้า คสช.ฉบับ 97 และ 103 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง ทั้งนี้ยืนยัน กสทช.ดำเนินการอย่างมีอิสระ ดูตามพยานหลักฐาน ซึ่งคำร้องค่อนข้างละเอียด จากการตรวจสอบพบมีความผิดชัดเจน” พล.ท.พีระพงษ์กล่าว

“วอยซ์ทีวี”ฮึ่มฟ้องกลับ

วันเดียวกัน วอยซ์ทีวีได้ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่าวอยซ์ทีวีขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วอยซ์ทีวีได้ดำเนินการตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด แม้เนื้อหาของวอยซ์ทีวีอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ยืนยันว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่กระทบต่อความมั่นคง ที่ผ่านมาวอยซ์ทีวีได้เข้าชี้แจงและให้ความร่วมมือต่อคณะอนุกรรมการผังรายการ กสทช. รวมทั้งหารือคณะทำงานติดตามสื่อของ คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อแก้ไขรายการให้สอดคล้องและเหมาะสม

“วอยซ์ทีวีจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมทั้งการดำเนินการทางแพ่งและปกครองตามความเหมาะสมต่อไป เนื่องจากมติดังกล่าวมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้ วอยซ์ทีวีทราบดีว่ามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 41//2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ที่ให้อำนาจ กสทช. ตัดสินและกำกับสื่อมวลชนโดยเว้นโทษความผิดแพ่งและอาญาต่อคณะทำงาน”

ยื่นสรรพกรทบทวนบี้ภาษีแม้ว

ที่กรมสรรพากรนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ตัวแทนทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากร ขอให้พิจารณา ทบทวนเพื่อยุติการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยระบุว่า การที่รัฐบาลพยายามกดดันให้กรมสรรพากรประเมินและเรียกเก็บภาษีจากอดีตนายกฯนั้น ไม่สามารถทำได้ ส่วนหมายเรียกเพื่อประเมินภาษีนั้น อดีตนายกฯยังไม่เห็น ไม่ทราบและไม่รู้รายละเอียด รวมทั้งฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยและนายนพดล ปัทมะ ทนายประจำตระกูลชินวัตรก็ยังไม่เห็นรายละเอียดหมายเรียกเช่นกัน

นายเรืองไกรกล่าวว่า นายทักษิณต้องการให้ตนมาเจรจาร่วมกันมากกว่า เพราะหากยึดหลักเอกสารเดิม กรมสรรพากรและข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็สุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องคดีอาญาตามมาอีกหลายคดี ซึ่งผมได้ลิสต์รายชื่อไว้แล้ว จึงอยากให้หาทางออกร่วมกัน เพราะที่ผ่านมานายทักษิณอยู่ต่างประเทศเฉยๆ ไม่เคยเจอครอบครัวเลยโดยเฉพาะคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร แต่มองว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ยึดตามหลักของกฎหมาย แต่เกิดจากอคติของบุคคลบางกลุ่ม เป็นอคติส่วนตัว

ฮึ่มฟ้องทั้งแพ่ง-อาญา

นายเรืองไกรกล่าวว่า ขอเตือนกรมสรรพากรในการทำหน้าที่ ซึ่งตนเห็นใจเจ้าหน้าที่ ข้าราชการต้องทำงานด้วยความลำบากใจ และอยากให้พิจารณาตามหลักฐานเอกสาร เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตส.) ได้ระงับหมายเรียกจัดเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และน.ส.พินทองพา ชินวัตรแล้ว จึงถือว่าหมายเรียกดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นหนังสือราชการ และใช้งานไม่ได้แล้ว จึงไม่สามารถประเมินจัดเก็บภาษีได้ อยากให้กรมสรรพากรยึดหลักตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสิน ไม่ควรยึดหลักตามมติครม.หรือสตง. ซึ่งระบุว่าหมายเรียกเก็บภาษียังใช้การได้ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการประเมินภาษี ซึ่งจะทำให้เรื่องไปสู่คดีความ เกิดการฟ้องกลับ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้โดนแค่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เท่านั้น แต่ยังมีมาตรา 123 ตามกฎหมายป.ป.ช.ด้วย

เมื่อถามว่าหากสรรพากรเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ถ้าไม่มีตัวแทนไปพบจะส่งผลอย่างไรหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่าแล้วแต่กรมสรรพากร แต่หากกระทำมิชอบ เราจะไม่โต้แย้งเฉพาะเรื่องทางแพ่ง แต่จะมีเรื่องอาญาตามมาแน่นอน ทั้งนี้ หากมีการนำหมายไปแปะหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าจริง ก็ต้องรบกันทางคดีความทันที

ลุยปะใบประเมินหน้าบ้าน

รายงานจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่าใน วันที่ 28 มี.ค.นี้ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะนำหนังสือประเมินภาษีนายทักษิณ จากการซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2549 จำนวนภาษีรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท ไปติดที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นที่อยู่ของนายทักษิณ ที่แจ้งไว้ในระบบทะเบียนราษฎร หลังจากนายทักษิณไม่มาฟังการแจ้งประเมินภาษีตามที่กรมสรรพากรนัดไว้วันที่ 27 มี.ค. และไม่ได้ส่งผู้รับมอบอำนาจให้มาฟังแทนตามนัดด้วย ทั้งนี้ การติดหนังสือประเมินภาษีดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายที่ต้องประเมินภาษีภายใน 10 ปี ซึ่งการประเมินภาษีนายทักษิณจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า หากนายทักษิณไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีสามารถทำเรื่องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานประเมิน นอกจากนี้ หากไม่พอใจผลประเมินยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ถ้าไม่ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนด ทางกรมสรรพากรจะดำเนินการเก็บภาษีทันที หากผู้เสียภาษีไม่มาชำระ กรมสรรพากรจะใช้อำนาจยึดทรัพย์ เช่น เงินฝาก อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำมาชำระค่าภาษีให้ครบต่อไป

ยื่นผู้ตรวจสอบ”ป้อม-แม่ทัพ 2″

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นผ่านนายธาวิน อินทร์จำนง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบกรณีพล.อ. ประวิตร และพล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้กัมพูชาเข้ามาสร้างบ่อนกาสิโนในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งที่บริเวณดังกล่าวไทยถือว่าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา ซึ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ถือว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจการพนันอบายมุข เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ ถือว่าการ กระทำของพล.อ.ประวิตร และแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าข่ายปล่อยปละละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องปฏิบัติ

เมื่อถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้ของ ผู้ตรวจฯจะทราบว่าพื้นที่ตั้งกาสิโนเป็นกรรม สิทธิ์ของฝ่ายไหนใช่หรือไม่ นายธาวินกล่าวว่า ทางผู้ตรวจฯต้องตรวจสอบว่าพื้นที่เป็นพื้นที่ของใคร และความจริงการสร้างบ่อนกฎหมายก็ไม่เปิดให้ทำได้ ต้องดูว่าคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณา และถ้าพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ทับซ้อนก็ต้องไปดูว่าการจะดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตามกฎหมายแล้วมีหลักเกณฑ์อย่างไร การที่เราไปปล่อยให้กัมพูชามาสร้างบ่อนจะเหมือนเป็นการยอมรับไปกลายๆ หรือเปล่า และเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับต่างประเทศด้วย การที่ยังไม่ชัดเจนของขอบเขตดินแดน การจะทำอะไรก็ต้องทำให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

โกตี๋ยันไม่เกี่ยวข้องอดีตรมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง ซ่อง สุมอาวุธเพื่อก่อเหตุความรุนแรงซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการตัวของรัฐบาลไทยในเวลานี้ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice อีกครั้งหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายของโกตี๋อย่างต่อเนื่องว่า ขณะนี้ตนไม่ได้อยู่ในลาวแล้ว เพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ จึงตัดสินใจหลบหนีออกมา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่ที่ใด เอาเป็นว่าอยู่ดาวอังคารก็แล้วกัน แต่ยืนยันว่าไม่ท้อแท้ ยังคงต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการทหารต่อไป

นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ส่วนการถูกพาดพิงจากผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวได้นั้น มีเพียงคนเดียวที่ตนรู้จักคือนายธีรชัย อุตรวิเชียร หรือระพินเท่านั้น แต่หลังจากตนหนีออกมาก็ไม่เคยพบปะพูดคุยกันอีกเลย ส่วนเรื่องอาวุธที่มีการโยงหรือพาดพิงถึงอดีตรัฐมนตรีนั้น ทหารจะกล่าวหาอะไรได้ทั้งนั้น ตนไม่เคยเจอกับอดีตรัฐมนตรี และการเคลื่อนไหวของตนก็ไม่เกี่ยวข้องหรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย หรือนายทักษิณ อย่างไรก็ตาม ฝากถึงสมาชิกในกลุ่มทุกคนว่าอย่าท้อแท้ และหากตนเกิดเป็นอะไรไป ขอให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไป

ตร.ชี้โกตี๋จ้อไม่มีผลต่อคดี

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงนายวุฒิพงศ์สไกป์สดผ่านรายการ Thaivoice ชี้แจงกรณีทหารควบคุมตัว 9 ผู้ต้องหาและปฏิเสธไม่มีความเกี่ยวข้องกับหลายกรณีว่า การสไกป์ของโกตี๋เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนจะปฏิเสธหรือโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น ไม่มีผลกระทบใดกับสำนวนคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามพยานหลักฐาน ประเด็นอยู่ที่ผู้ต้องหาทั้ง 9 รายให้การอย่างไร รับทอดจากใคร รับฝากอาวุธมาจากใคร ซึ่งนายวุฒิพงศ์จะพูดอะไรก็ได้ สุดท้ายขึ้นอยู่กับความเชื่อมโยงและหลักฐาน

รองโฆษกตร.กล่าวว่า ส่วนที่มีการขู่สังหารพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมนั้น การข่าวของสันติบาล มีการเฝ้าระวังและปฏิบัติไปตามระเบียบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่สำคัญตามปกติ ซึ่งจะคัดกรองบุคคลและรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกพื้นที่ โดยรอง นายกฯไม่ได้กำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่การข่าวก็มีการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ส่วนนาย โกตี๋ไม่ว่าจะหลบหนีไปประเทศใดก็ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้ แต่ในบางประเทศจะไม่มีการทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็จะประสานขอความร่วมมือตามขั้นตอนส่งตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี

“หม่อมอุ๋ย”แฉ-จ้องฮุบพลังงาน

วันเดียวกัน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์เรียกร้องสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้พิจารณารับร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ… แต่ให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป โดยระบุว่ามีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งจะเข้ามามีอำนาจเหนือแหล่งพลังงานและกิจการพลังงานของชาติ ซึ่งขณะที่ตนเป็นรองนายกฯ รับผิดชอบดูแลกระทรวงพลังงาน หารือกับนายกฯเพื่อขอทราบนโยบายว่าจะให้สำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบของนายกฯคือ ยืนยันจะให้มีการสำรวจ และมอบให้ตนแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อไม่ให้การสำรวจและการผลิตจำกัดอยู่เฉพาะระบบสัมปทาน ตนได้มอบให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานร่างแก้ไขกฎหมายให้เปิดกว้าง โดยให้รวมถึงการใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างสำรวจและผลิตด้วย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุอีกว่า เมื่อร่างเสร็จสมบูรณ์โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยเร่งพิจารณาในเดือนก.ค.2558 และเสนอที่ประชุมครม.วันที่ 4 ส.ค.2558 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้นำเสนอต่อสนช.เพื่อตราเป็นกฎหมายออกใช้ สิ่งที่น่าแปลกใจคือทันทีที่ครม.มีมติ นายกฯบอกตนว่า ก่อนนำเสนอสนช.ขอให้ตนชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพลังงานของสนช. ตนได้ปฏิบัติตาม โดยเชิญกมธ.ดังกล่าวมาสนทนากันที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผู้ที่มาพบมี 7 คน ปรากฏว่าเป็นอดีตนายทหารระดับสูงถึง 6 คน เมื่อชี้แจงแล้วได้รับคำตอบว่าไม่ขัดข้อง แต่เห็นว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ยังขาดไปอีก 1 เรื่อง คือการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ทำให้ตนประหลาดใจมาก และกระทรวงพลังงานไม่มีนโยบายเรื่องนี้ เมื่อนายกฯมอบให้ตนร่างกฎหมายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้

“สอดไส้ตั้ง”บรรษัทน้ำมัน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวต่อว่า ครั้นถึง 19 ส.ค.2558 ตนพ้นจากตำแหน่งโดยยังไม่ทันได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสนช. รมว.พลังงานคนต่อมาได้นำร่างพ.ร.บ.นี้เสนอต่อสนช. ตามเนื้อหาที่ร่างไว้เดิม ปรากฏว่ากมธ.พลังงานได้เสนอร่างพ.ร.บ.เพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งเพื่อจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ รัฐบาลจึงส่งร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หากเห็นด้วยก็อาจรวมเป็นร่างเดียวกันได้ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เชิญรองนายกฯที่คุมงานของกระทรวงพลังงานไปชี้แจง ซึ่งก็ไม่เห็นด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงปฏิเสธที่จะเพิ่มเติมเรื่องดังกล่าวเข้าไปในร่างพ.ร.บ. ของรัฐบาล และส่งเรื่องกลับไปยังครม. ซึ่งมีมติให้ส่งร่างเดิมของรัฐบาลไปยังสนช. เพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป

“ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวที่ไม่มีเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ได้ผ่านการพิจารณาของสนช.วาระหนึ่งและสนช.ตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระ 2 ปรากฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของสภานิติบัญญัติฯ คือกมธ.วิสามัญได้เพิ่มเติมเรื่องใหม่ซึ่งแก้ไขหลักการของพ.ร.บ. โดยเติมมาตราเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

วอน”สนช.”ตัดม.10/1ออก

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวอีกว่า ทั้งที่รัฐบาล ผู้เสนอร่างไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่มีการระบุหลักการและเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ การเพิ่มเติมเรื่องใหม่นี้ทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากครม.ซึ่งมีการขอเพิ่มเติมข้อความกลับไปยังที่ประชุมครม.อย่างเป็นทางการถึง 2 ครั้ง และที่ประชุมครม.ชุดปัจจุบันได้กระทำการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยการโอนอ่อนผ่อนตามให้เพิ่มมาตราดังกล่าว ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่มีการศึกษาถึงผลได้ผลเสีย อีกทั้งครม.ไม่จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตามคำขอที่ ไม่ชอบมาพากลของกมธ.ในเรื่องนี้ นอกจากเกรงใจใครบางคนหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในครม.ด้วย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวด้วยว่า มาตราที่เพิ่มเติมใหม่นี้คือ มาตรา 10/1 ซึ่งมีข้อความให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและ วิธีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ถูกนำบรรจุวาระเพื่อพิจารณา ในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ หากที่ประชุมสนช.มีมติอนุมัติก็จะประกาศใช้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที

ชี้ย้อนยุคน้ำมัน”สามทหาร”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ตนเคยเห็นข้อความในร่างที่มีผู้เตรียมการเพื่อเสนอจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ระบุว่า “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้ถือสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ” และ”ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน ให้กรมพลังงานทหารเป็นหน่วยงานที่บริหารบรรษัทน้ำมันแห่งชาติไปก่อน”

“หากเป็นไปตามร่างดังกล่าว กิจการน้ำมันของประเทศจะถอยหลังไป จำได้ว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ขณะที่กรมพลังงานดูแลกิจการน้ำมัน เรามีน้ำมัน “สามทหาร” ของไทยที่มีส่วนการตลาดน้อยมากและถูกครอบงำโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติเป็นสำคัญ ต่อมาเราก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่เสมือนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ปรากฏว่าพัฒนามาได้ดีอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 เหนือกว่าบริษัทน้ำมันต่างชาติทั้งหมด” ม.ร.ว. ปรีดิยาธรกล่าว

ห่วงก่อวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า จึงใคร่ขอร้องมายังสมาชิกสนช.ทุกคนที่จะเข้าประชุมในวันที่ 30 มี.ค.นี้ โปรดช่วยชาติ ใช้ความระมัดระวังลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติเกี่ยวกับพ.ร.บ.ปิโตร เลียม ในวาระ 2 และ 3 ถ้าจะลงมติผ่าน ร่างพ.ร.บ.ตามที่กมธ.วิสามัญเสนอ ซึ่งรวมมาตรา 10/1 เท่ากับสนับสนุนให้เกิดบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลเสียต่อความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน แต่ถ้าลงมติไม่รับร่างดังกล่าว เราจะไม่มีกฎหมายรองรับการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ ฉะนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะลงมติรับร่างโดยให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ออกไป ถ้าได้เช่นนั้น ประชาชนคนไทยคงจะขอบใจ และวางใจได้ว่าเรายังมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อยู่

“หากสนช.ปล่อยให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติถูกบรรจุในกฎหมายและผ่านการพิจารณา บรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะมีกรรมสิทธิในพลังงานทุกชนิดรวมทั้งกิจการพลังงาน จึงมีความกังวลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งหากปตท.ประสบปัญหาจะกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และบรรษัทใหม่ซึ่งไม่มีประสบ การณ์จะรับมือได้หรือไม่ โดยประเทศไทยอาจประสบปัญหาวิกฤตพลังงานจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา เพราะบรรษัทน้ำมันแห่งชาติบริหารผิดพลาด” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว (หน้า 1,10-11)

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง47ตุลาการ

วันที่ 27 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ 12 ราย ดังนี้

นางทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็น รองประธานศาลฎีกา, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็น ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา, นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร รองประธานศาลอุทธรณ์ เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา, นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ ประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ เป็น รองประธานศาลอุทธรณ์

นายพิชัย เพ็งผ่อง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ เป็น ประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์, นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็น รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 2, นายอภิชาต ภมรบุตร ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์, น.ส.สุมาณี ทองภักดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2, นายพิศณุ ตันบัวคลี่ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็น ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7, นายธนิต สุธีรพรหม ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็น ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.2559 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 22 ก.พ.2560

และมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ 35 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2560 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 22 ก.พ.2560 ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ (หน้า 11)

อุทธรณ์ยกฟ้องสื่อ-ส.ส.

คดี”แทน”-ป่าเขาแพง

ศาลอุทธรณ์สั่งยกอีก คดี “แทน เทือกสุบรรณ” ฟ้องอดีต ส.ส. ข่าวสด มติชน รายงานข่าวที่ป่าและที่สาธารณะบนเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ชี้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่าละเมิดอย่างไร และไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร พร้อมพิพากษาแก้ยกให้ฟ้อง “ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร” ในคดีเดียวกัน จากเดิมศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชดใช้เงินโจทก์ 1 ล้านบาท

วันที่ 27 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีหมายเลขดำที่ 533/2559 และคดีหมายเลขแดงที่ 3420/2559 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา คดีที่นายแทน เทือกสุบรรณ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นายประชา ประสพดี นายสิงห์ทอง บัวชุม นายประเกียรติ นาสิมมา บริษัทข่าวสด จำกัด และบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย 1-7 ตามลำดับ กรณีร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ด้วยการกล่าวและไขข่าวให้แพร่หลาย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง

กล่าวหาว่าที่ดินของโจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยผิดกฎหมาย เพราะไปทับที่ป่าและที่สาธารณะ ออกโฉนดโดยไม่มี ส.ค.1 มาแต่เดิม หรือมี ส.ค.1 ที่ออกให้ที่ดินแปลงอื่น นอกจากนั้นที่ดินที่ออกโฉนดมีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 35 และกล่าวหาว่าโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แท้จริง เป็นเพียงตัวแทนหรือนอมินีแทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ในคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นกรรมการ ผู้จัดการบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด เป็นบุตรของนายสุเทพ และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28109 ซึ่งถูกจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันละเมิด ใส่ความโจทก์ว่า กรณีถือครองที่ดินเขาแพง เอกสารโฉนดที่ดินเลขที่ 28109, 37345 และ37346 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทั้ง 3 แปลง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นพื้นที่ลาดชันกว่าร้อยละ 35 และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 200 เมตร ตามกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ไม่สามารถออกโฉนดได้ และมีการบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้นายยุทธพงศ์จำเลยที่ 2 ชดใช้เพียงคนเดียว 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือยกฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงการออกโฉนดและ น.ส. 3 ก. ทั้งสามก็ได้เนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจาก ส.ค. 1 ทั้งสามฉบับเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงในคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 2937/ 2555 ด้วยว่า “ที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. 1 ได้ออก น.ส. 3 ก.ไปหมดแล้ว พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นที่นอกหลักฐาน ส.ค.1 และ น.ส.3 ก. ที่อยู่ในเขา ภูเขา และเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินร้อยละ 35 อันเป็นพื้นที่ต้องห้ามออกโฉนด” บ่งชี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่นอกหลักฐาน ส.ค.1 อันสอดคล้องดังที่จำเลยที่ 2 สงสัยว่าออกโดยเป็น ส.ค.1 หรือไม่

ข้อความทั้งหมดของจำเลยที่ 2 เป็นการกล่าวในลักษณะการเสนอข้อเท็จจริงโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม เป็นการปกป้องพื้นที่ป่าอันเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดบนเกาะสมุย จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 6 และที่ 7 ร่วมทำละเมิดกับบรรณาธิการผู้พิมพ์หรือ ผู้เขียนข่าวอย่างไร ทั้งในทางนำสืบก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนั้น โดยเหตุดังกล่าวจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย

จึงพิพากษาแก้เป็น ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วยค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้พับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน