ศาลรัฐธรรมนูญ โต้ ปิยบุตร หลังอภิปรายฉะ ลั่น “เราเป็นกลาง ไม่เคยถูกแทรกแซง”

วันที่ 14 ส.ค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมพิจารณาวาระรับทราบรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายสนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ

นายปิยบุตร กล่าวว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องออกแบบให้เชื่อมโยงประชาชนผ่านกระบวนการทางสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ ได้รวบรวมสถิติคดีตั้งแต่ปี 2551 – 2560 พบว่าตั้งแต่ปี 2557 คำร้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นปีที่มีการรัฐประหาร ซึ่งปกติเวลารัฐประหารสิ่งแรกๆ ที่คณะยึดอำนาจต้องทำคือยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ เพื่อใช้อำนาจตัวเองตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนมูญมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องแสดงบทบาทไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และต้องบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง

เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อ แบบนี้จะเข้าไปตรวจสอบองค์กรที่มาจากการยึดอำนาจได้หรือไม่ อย่างไร นายปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า “เวลารัฐประหารเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็เงียบลง” และว่า “ดังนั้น เราจะพยายามผลักดันแก้ไขให้ยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อตรวจสอบคำสั่ง คสช.ให้ได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายปิยบุตร ยังอภิปรายถึงการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มาตรา 38 ของพ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นปัญหาว่าการวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญแบบไหนจึงจะเข้าเงื่อนไขว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่อาฆาตมาดร้าย

โดยนายปิยบุตร เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ อดทน อดกลั้น ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัย เราเป็นนักการเมืองธรรมดา ไม่มีอาวุธจะไปยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยได้ แต่การถูกวิจารณ์จะเป็นเกราะคุ้มกันศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ

จากนั้น นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า กรณีนายปิยบุตร ไม่เห็นด้วยกับการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาล ขอเรียนว่าการคุ้มครองนั้นมีเจตนารมณ์สองด้าน คือ คุ้มครองความสงบเรียบร้อยการพิจารณา และคุ้มครองคุณธรรมกฎหมายที่ศาลใช้พิจารณา ซึ่งครอบคลุมทั้งในห้องพิจารณาและผลการวินิจฉัยของศาล

การวิจารณ์ศาลก็ถือว่าอยู่ในข่ายต้องควบคุมและคุ้มครอง เป็นสองด้านของเหรียญเดียว ส่วนที่บอกว่าควรใช้ความอดทน อดกลั้น แทนการคุ้มครอง จากประสบการณ์ 20 ปี ภาพในทางร้ายทางดีได้นำไว้ไปในพิพิธภัณฑ์ของศาลตลอดมา เป็นที่เรียนรู้และพัฒนาการรับผิดชอบรัฐธรรมนูญ เป็นหลักการดำรงนิติธรรมของบ้านเมือง การคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงเป็นไปตามเหตุผลตามประสบการณ์ศาล และหลักวิชาการที่ทุกศาลย่อมได้รับการคุ้มครอง

“กรณีที่ท่านเคยให้ความเห็นทางวิชาการของศาลโดยไม่เคยถูกฟ้องร้องนั้น การคุ้มครองตามหลักวิชาการ สุจริตจะได้รับความคุ้มครอง ต้องไม่เสียดสี หยาบคาย โดยการคุ้มครองนั้นมีทั้งการตักเตือน หรือให้พ้นจากเขตอำนาจ แต่อีกส่วนก็มีเรื่องทางอาญาประกอบกันด้วย

ส่วนคดีที่ลดลงในปี 2557 ที่มีการรัฐประหาร ขอเรียนว่าเป็นคดีทางการเมืองไม่ใช่คดีทั่วไประหว่างเหตุการณ์พิเศษ จึงไม่มีข้อพิพาทมายังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มีคำสั่ง คสช.คุ้มครองสถานะของตุลาการฯ ยืนยันว่าไม่มีส่วนกับการทำให้ศาลเป็นกลาง หรือเป็นคุณเป็นโทษกับ คสช.แต่อย่างใด

ขอเรียนข้อเท็จจริงว่ามีการเชิญไปประชุมกับ คสช.กับทุกหน่วยงาน แต่ก่อนประชุมมีหนังสือมาแจ้งยกเลิก ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปร่วมประชุมกับองค์กรอื่นๆ เพราะคสช.เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ จะไม่มีการเข้ามาควบคุมแทรกแซงใดๆ คสช.ตระหนักในความเคารพศาลรัฐธรรมนูญ” นายเชาวนะ กล่าว


 

บทความก่อนหน้านี้เพื่อไทย แก้เกมใหม่! หวั่นเสียงปริ่มน้ำตีกลับ หลัง ส.ส.ขาดโหวตอื้อ
บทความถัดไปเว็บยักษ์ถิ่นจีน “ขอโทษ” แจ้งข่าวผิดไต้ฝุ่นเลกิมาคร่า “ยกมณฑล” 99 ล้านคน