รัฐบาล-คสช.สวนกลับ “แม้ว” ซัดหยุดบิดเบือน-ทำร้ายประเทศท้ากลับมาพิสูจน์ตัวเอง ย้ำรัฐบาลไม่เคยไล่ล่า-จ้องทำร้ายใคร ลั่นปรองดองไม่เกี่ยวกับทักษิณ ปชป.ได้ทีตามซ้ำ ชี้ส่งสัญญาณถ้าไม่หยุด ขัดแย้งไม่จบ จวกตีสองหน้าให้บริวารป่วนคสช.แล้วตัวเองบอกไม่เกี่ยว เพื่อไทยเชื่อ “ทักษิณ” เหลืออดที่กฎหมายสองมาตรฐาน “ป๋าเหนาะ” ทำบุญวันเกิด 83 ปี หวังให้ไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ป.ป.ท.ส่ง 302 ชื่อให้ต้นสังกัดฟันวินัย-อาญาเอี่ยวจำนำข้าว “สุรชัย”ชี้หลังศึกษาข้อดี-เสียตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ถ้ารัฐบาลไฟเขียว ก็เสนอเป็นกฎหมายจัดตั้ง ส่งกลับสนช.
คสช.ท้า”แม้ว”กลับมาพิสูจน์ตัวเอง
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เฟซบุ๊กตัดพ้อว่าถูกป้ายสีอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายในประเทศ ครอบครัวเป็นเหยื่ออภินิหารกฎหมาย รีดภาษีหุ้นชินคอร์ปทั้งที่หมดอายุความว่า ต้องชี้แจงว่า สิ่งที่นายทักษิณได้เขียน อาจเป็นเพียงอารมณ์หนึ่งของคนไกลบ้าน ซึ่งถ้าอดีตนายกฯอยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า และสงบสุขจริง ก็สามารถทำได้ ด้วยการเคารพในกระบวนการยุติธรรม และยอมรับคำตัดสินของศาล
เมื่อยืนยันและเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์ ก็เดินทางกลับมาพิสูจน์ตนเองเพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือสั่งการของรัฐบาลหรือคสช.แต่อย่างใด เวลานี้คสช.และรัฐบาล รวมทั้งประชาชนทุกหมู่เหล่า ต่างต้องการความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งทุกคนสามารถรับรู้ได้ และกำลังร่วมมือเดินหน้าไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้แต่พี่น้องแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เองยังร่วมมือสนับสนุน ที่จะไม่ดำเนินกิจกรรมในวันที่ 10 เม.ย. อันนำไปสู่บรรยากาศของความอึดอัดขัดแย้ง แบ่งแยกกลุ่มฝ่าย
หยุดบิดเบือน-ทำร้ายประเทศ
พ.อ.ปิยพงษ์กล่าวว่า ฉะนั้นสิ่งที่นายทักษิณควรพิจารณาคือหยุดทำร้ายประเทศด้วยการอดทน งดเว้นการพูด ให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพราะนายทักษิณต้องการความยุติธรรมจากสังคม นายทักษิณก็ต้องให้ความยุติธรรมแก่สังคมเช่นเดียวกัน
“คสช.ยังยืนยันที่จะต้องเดินหน้า ในการที่จะรักษาความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง บังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องเป็นธรรม สนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้เจริญก้าวหน้า ดูแลประชาชน ให้เกิดความผาสุกร่มเย็น” พ.อ.ปิยพงษ์กล่าว
“ไก่อู”โต้ไล่ล่า-จ้องทำร้าย
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่อยากวิเคราะห์ว่านายทักษิณต้องการส่งสัญญาณอะไร แต่รัฐบาลยืนยันว่าสิ่งที่กำลังทำเป็นการนำเรื่องทุกอย่างที่เป็นความคับข้องใจของสังคมหรือสิ่งที่สร้างปัญหาในบ้านเมืองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้ารัฐบาลไม่ทำ บางฝ่ายอาจมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเห็นดีเห็นงามกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในเมื่อรัฐบาลนำเรื่องทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ย่อมจะมีอีกฝ่ายที่มองว่ารัฐบาลต้องการไล่ล่าหรือล้างแค้นใคร
ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. จึงมีแนวทางที่ชัดเจนว่าให้นำทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ศาลตัดสินว่าใครผิดหรือถูก โดยมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะยอมรับคำตัดสินของศาล ขณะเดียวกันจะทำให้รัฐบาลสบายใจว่าได้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย จึงไม่มีใครสามารถตำหนิรัฐบาลได้ว่ามีสองมาตรฐาน เพราะทุกอย่างมีมาตรฐานเดียว คือการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการให้ศาลตัดสิน ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้จ้องทำร้ายหรือใส่ร้ายใคร กรณีของนายทักษิณเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นอดีต ดังนั้นสิ่งที่พูดคุยกันเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดองในขณะนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดถึงนายทักษิณ รัฐบาลก็คงไปห้ามไม่ได้ เพียงแค่ รับฟัง
มท.1 ยันรัฐบาลไม่เคยแกล้งใคร
ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายเหมือนกัน แม้แต่ประชาชนที่ยากจน ตาสีตาสาที่ไม่มีที่ทำกิน แต่หากไปบุกรุกที่สาธารณะก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่คนคนเดียวที่พูดถึงกันอยู่นี้ ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ชายคนนั้นออกมาระบุนั้น ขอยืนยันว่าทั้งรัฐบาลรวมทั้งนายกฯไม่เคยให้นโยบายที่จะทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขอให้สังคมสบายใจได้ รัฐบาลสั่งใครไม่ได้ คนที่มีหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ไปตามกฎหมาย ทุกคนอยู่บนบรรทัด ฐานกฎหมายเดียวกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือใช้กฎหมายกระทำกับใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการยุติธรรม
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงการสร้างความเข้า ใจกับประชาชนถึงการชุมนุมตามสถานที่ราชการหลังมีการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ก่อนหน้านี้ว่า สังคมมีปัญหามากในเรื่องนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเรียนรู้ว่าควรหรือไม่ควรทำ สิ่งไหน ซึ่งการแสดงออกของแต่ละบุคคลสามารถทำได้ตามขอบเขตของกฎหมาย ขณะที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ใช้กระบวน การทุกส่วน ตั้งแต่ส่วนกลางลงไปถึงส่วนล่างถึงระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดเวลา วันนี้ทุกคนได้เรียนรู้แล้วแต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งตนอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศ
“จ้อน”บอกทักษิณไม่มีสิทธิต่อรอง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวว่า นายทักษิณ จะหยุดหรือไม่หยุด คงเป็นเรื่องความสำนึกรับผิดชอบในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่ควรรู้ว่าอะไรควรทำเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง แต่การเดินหน้าสร้างความสามัคคีปรองดอง และขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) จะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่ออนาคตของประเทศ
เช่นเดียวกับคดีความต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับนักการเมืองหรือนายทักษิณ ก็ต้องเดินหน้าบนหลักนิติธรรม จะหยุดไม่ได้เพราะประเทศไทยเป็นนิติรัฐ จะผิดหรือไม่ผิดต้องพิสูจน์ให้รู้แจ้งตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อคดีถึงที่สุดทุกคนต้องปฏิบัติตาม จะมาต่อรองเป็นเรื่องการเมืองไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะไม่มีขื่อ ไม่มีแป ไม่มีความยุติธรรม นายทักษิณต้องแยกการเมืองออกจากเรื่องของคดีและกฎหมาย จะเอามาพันกันไม่ได้ คดีเป็นเรื่องส่วนตัวแต่กฎหมายเป็นเรื่องส่วนรวม คนจน คนรวยหรือนักการเมืองก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคเหมือนกัน
ปชป.คาดส่งสัญญาณวุ่นไม่จบ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายทักษิณระบุว่า ตนตั้งใจจะหยุดแล้วโดยไม่แสดงความคิดเห็น แต่เมื่อมีเหตุร้ายในบ้านเมืองรัฐบาลพยายามใส่ร้ายป้ายสี พูดให้คนเข้าใจว่าตนเองอยู่เบื้องหลังนั้น คงต้องการสื่อว่าเขายังมีอำนาจ มีพลังมวลชนในประเทศที่จะสนับสนุนแนวทางของเขา ถือเป็นการส่งสัญญาณอีกทางว่าถ้าไม่หยุด ความขัดแย้งยังคงต้องเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งยังเป็นแนวทางเดิมๆ ที่นายทักษิณเคยใช้มาตลอด คือการเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล ทำให้กลุ่มคนที่สนับสนุนจะยิ่งเชื่อว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ
“เรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปที่รัฐบาลกำลังไล่บี้เรียกเก็บนายทักษิณนั้น ต้องโทษหลายฝ่าย จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เพราะเรื่องนี้นานหลายปีแล้ว ไม่ทำให้เป็นจริงเป็นจังจนมีปัญหาก่อนหมดอายุความ พอมีปัญหาอีกฝ่ายไม่ยอม ก็เกิดความขัดแย้งกัน เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าข้าราชการใช้ดุลพินิจให้รัฐเสียหาย นายทักษิณจึงมั่นใจว่าข้าราชการเดินหน้าใช้ดุล พินิจไม่เรียกเก็บภาษีมาตลอด พอถึงจุดหนึ่งเปลี่ยนไป การใช้ดุลพินิจของข้าราชการทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่าเป็นการไล่ล่าและไม่ได้รับความเป็นธรรม” นายนิพิฏฐ์กล่าว
ซัดเล่นสองหน้ามาตลอด
ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องที่นายทักษิณออกมาพูดว่าการดำเนินการเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป กระทบเรื่องปรองดอง ตนเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกัน นายทักษิณเล่นสองหน้ามาตลอด ให้บริวารออกมาป่วนคสช. แล้วเจ้านายมาบอกว่าไม่เกี่ยว ฉะนั้นสังคมจึงมีสิทธิเคลือบแคลงสงสัยในพฤติกรรม แค่เพียงลำพังคำพูดว่าหยุดแล้วที่พูดมาตลอด คงไม่มีใครเชื่อ เพราะไม่จริงสักครั้ง เปรียบเหมือนเป็นคำพูดผายลมไปแล้วไม่มีใครเชื่อ คนหัวดีสมองดีต้องคิดเองได้แล้วว่า ถ้าพูดแล้วสังคมไม่เชื่อควรทำอย่างไรต่อ
นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ อดีตส.ส. ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ต้องมาจัดเวทีปรองดอง แค่วันนี้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้เท่าเทียมทุกสีทุกค่าย เท่ากับว่าสร้างความปรองดองในบ้านเมืองแล้ว ไม่ใช่ดึงเข้ามาเพื่อมาขอนิรโทษกรรม คสช.ต้องเข้มข้นเข้มแข็ง อย่าเหลาะแหละ กระบวนการยุติธรรมบางเรื่องยังไม่ถูกต้อง บางหน่วยงานก็รู้อยู่ว่าใช้เงินวิ่งเต้นได้ อย่างกรณีนายทักษิณเมื่อไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะมาอ้างอะไร จะมาขอความยุติธรรมจากใคร ตัวเองยังมีใจไม่เป็นธรรมเลย คสช.ต้องนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ก้มหน้าทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป แต่อีกทางก็อยู่เฉยไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เอาคนคนเดียวไม่ได้ แล้วจะไปดูทั้งประเทศได้อย่างไร ขอให้กำลังใจรัฐบาลให้ทำให้สำเร็จ อย่าปล่อยไว้
ป๋าเหนาะทำบุญวันเกิด-อยากได้ปชต.
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงพยาบาลสงฆ์ นายเสนาะ เทียนทอง อดีต รมว.มหาดไทย แกนนำกลุ่มวังน้ำเย็น พร้อมด้วยนางอุไรวรรณ เทียนทอง ภริยา นายสรวงศ์ เทียนทอง บุตรชาย พร้อมครอบครัวและคนใกล้ชิด ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 9 รูป ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 83 ปี
นายเสนาะให้สัมภาษณ์ว่า ของขวัญวันเกิดที่อยากได้คือขอให้ประเทศไทยเดินไป ข้างหน้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาเซียน อยาก ให้เป็นประเทศตัวอย่างที่มีประชาธิปไตย เต็มใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการปกครองเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาทุกฉบับโดยปกครองด้วยระบอบประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของตนและประชาชนเรียกร้องกันมากขณะนี้อยากให้เลือกตั้ง ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นอย่างที่หวัง ประเทศใกล้เรือนเคียงเป็นประชาธิปไตยไปหมดแล้ว
งดจ้อทักษิณระบายความในใจ
ต่อข้อถามว่าถึงกรณีนายทักษิณออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก นายเสนาะกล่าวว่า เป็นเรื่องของนายทักษิณ ที่อยากระบายออกมา ตนไม่กล้าออกความเห็นว่าในใจคิดอะไร เพราะไม่รู้ว่านายทักษิณมีอะไรในใจ ที่ผ่านมาไม่ได้เจอนายทักษิณเลย
ส่วนการทำงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นั้นนายเสนาะกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่โอเค แต่ยังไม่ตรงในสิ่งที่ตนปรารถนา ในฐานะอยู่แวดวงการเมืองมา 40 ปี อยากเห็นประเทศไทยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนอนาคตทางการเมืองจะลงเลือกตั้งหรือไม่ยังไม่ขอตอบ แต่เมื่อยังมีลมหายใจอยู่คงรับผิดชอบต่อบ้านเมืองต่อไป เมื่อถามว่าอนาคตทางการเมืองจะลงเลือกตั้งหรือไม่ นายเสนาะกล่าวว่า ในจุดนั้นยังไม่ขอตอบ แต่ยังมีลมหายใจอยู่คงต้องรับผิดชอบบ้านต่อเมืองต่อไป
“ฝากอวยพรคนไทยด้วยว่าวันนี้และเดือนนี้เป็นวันเสาร์ห้า ขอให้ประชาชนมีอนาคตเดินไปข้างหน้าด้วยกันในฐานะที่เป็นคนไทย และขอให้ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจง อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขอยู่กันแบบไทยๆ มีความรักมีความสามัคคีกัน ซึ่งปีนี้มา ทำบุญโรงพยาบาลสงฆ์ ปกติทำบุญที่บ้าน เนื่องจากปีนี้คนไทยยังอยู่ในช่วงความ โศกเศร้า ทำบุญเพื่อถวายอาลัยในหลวง ร.9 ด้วย” นายเสนาะกล่าว
อดีตส.ส.เพื่อไทยแห่อวยพร
ต่อมาวลา 13.30 น.ที่บ้านพักเมืองทองธานี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย นำอดีต ส.ส. เข้าอวยพร นายเสนาะ ซึ่งนายเสนาะกล่าวว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ อวยพรวันคล้ายวันเกิดว่าอยากให้อยู่ด้วยกัน ให้ช่วยเป็นเสาหลักด้วยกัน ตอนนี้อายุ 80 กว่าปี เหมือนกันแล้ว ก็เป็นเพื่อนกันมา คงไม่ต้องเอาคณะปรองดองมาหา เราก็ปรองดองกันอยู่แล้ว เวลานี้พรรคเพื่อไทยต้องการความปรองดองมากที่สุด รองจากระบอบประชาธิปไตย และปัจจุบันเราทุกคนปรองดองกันอยู่แล้ว ไม่มีสีอะไร ก็เป็นมงคลทั้งสิ้น ใส่เสื้อสีอะไรก็ได้
โดยข้อเท็จจริงจะมีคนเล็งมาที่พรรค เพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ว่าทะเลาะแตกแยกกัน จริงๆ ไม่มีแล้ว เด็กๆ ทั้งสองพรรคไปกินข้าว ตีกอล์ฟด้วยกัน ทางการเมืองไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง วันนี้เราสามัคคีกันแทบทุกพรรค สำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ การตั้งองค์กรอิสระมาทำหน้าที่ ขอร้องว่าให้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริงๆ ก็แล้วกัน รับรองไม่มีเรื่อง ทุกวันนี้ที่มีเรื่องเพราะพวกท่านไม่เป็นกลาง ตนไม่ได้ว่าใครแต่ขอเอาความจริงมาพูด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ส่งกระเช้าผลไม้มาอวยพร และยังมี พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายอุดมเดช รัตนเสถียร และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทยอยเข้าอวยพร
“เจ๊หน่อย”หนุนแม้วยอมถอย
คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาอวยพรคล้ายวันเกิดนายเสนาะ เพราะถือเป็นผู้ใหญ่ในพรรค และทำงานร่วมกันมา สำหรับสถานการณ์การเมืองที่หลายฝ่ายคิดว่าการสร้างความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้นั้น คิดว่าเราต้องกลับมาดูว่าปัญหาบ้านเมืองที่สร้างความลำบากให้กับคนไทย โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร ถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศเสียโอกาสและเป็นอุปสรรค ก็ถึงเวลาที่ทุกคนต้องตั้งใจร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ต้องวางผลประโยชน์ของตนเองลงและมองไปสู่เป้าหมายการแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน ถ้าจะให้ตนเองสมหวังอย่างเดียวการปรองดองคงไปต่อไม่ได้
ส่วนตัวเห็นด้วยที่นายทักษิณเสนอให้ตัดตนเองออกจากสมการความขัดแย้งและความปรองดอง วันนี้หลักการปรองดองผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งต้องยุติ หากยึดประโยชน์ประเทศจะเห็นทางออก การที่นายทักษิณ โพสต์ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะหยุดและถอย ผู้ที่จะช่วยก็ตั้งหน้าตั้งตาช่วยแม้จะผิดจะถูกแบบนี้ไม่ได้ หรือผู้ที่จะกำจัดไม่ยึดหลักกฎหมายแบบนี้ก็ก้าวไม่พ้นปัญหา วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่นายทักษิณที่ยอมถอดตนเองออกจากสมการทุกอย่าง อีกฝ่ายก็ควรตอบสนอง ใครผิดว่าไปตามกฎหมาย ใครไม่ผิดอย่าไปกลั่นแกล้งทุกอย่างก็จบ และที่พูดกันมาทั้งหมดไม่มีใครพูดถึงการนิรโทษกรรมนายทักษิณเลย แต่มีคนที่อยากจะพูดแทนเพราะไม่อยากให้ปัญหาจบ
“ชัยเกษม”เชื่อคงเหลืออด
นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่นายทักษิณโพสต์เฟซบุ๊กว่า ตัวเองหยุดแล้วแต่รัฐบาลและ คสช.ยังไม่ยอมหยุด ถือเป็นการปลุกกระแสมวลชนหรือไม่ว่า คงเดาใจท่านไม่ได้ แต่ที่เป็นประโยชน์คือท่านย้ำว่าการปรองดองไม่ต้องคิดถึงตัวท่าน ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เลิกพูดกันเสียทีว่านิรโทษกรรมเพื่อนายทักษิณ
ส่วนกรณีที่ คสช.ออกมาตอบโต้นายทักษิณว่าถ้าอยากให้ประเทศสงบและเจริญก้าวหน้า นายทักษิณต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมและต้องยอมรับคำสั่งศาลนั้น ที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายถูกวิจารณ์มาตลอดว่าสองมาตรฐาน และนายทักษิณโดนกระทำสมัยปฏิวัติเกือบทั้งสิ้น ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีความเข้าใจเหมือนกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นกฎหมายที่คิดเอง ทำเอง ออกมาเอง ฉะนั้นต้องดู เป็นเรื่องๆ ไป
“ผมมองว่ารัฐบาลนี้ก็เล่นการเมืองอยู่เหมือนกัน แต่ผมไม่สนใจ ก็ดูเป็นเรื่องๆ ไป คุณทักษิณก็เงียบมานาน ท่านคงเหลืออดเต็มที รัฐบาลบอกจะปราบปรามเรื่องทุจริตทั้งหลายทั้งปวง แต่ปรากฏว่าพอเจอเรื่องที่เกี่ยวพันกับทางตัวเองหรือทางทหารกลับไม่มีอะไรขยับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของพรรคการเมืองจะมีอะไรที่ขยับเสมอ และไปในทิศทางที่บางพรรคได้ประโยชน์ บางพรรคเสียประโยชน์ ผู้มีอำนาจอยากทำอะไรก็ทำไป ผมเองก็ทำใจแล้ว ก็ปล่อยให้ประเทศเดินไปแบบนี้จนกว่าผู้มีอำนาจจะพอใจและถอยไปเอง ฟังแล้วก็เหนื่อยใจจริงๆ” นายชัยเกษมกล่าว
“สุรชัย”ชี้ปมเอ็นโอซีอยู่ที่รบ.
ส่วนกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ผ่านความเห็นชอบการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระ 3 โดยให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (เอ็นโอซี) ออก และให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการภายใน 60 วันศึกษาข้อดีข้อเสียการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยให้กระบวนการทั้งหมดเสร็จภายใน 1 ปี
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 กล่าวว่า เราให้ข้อสังเกตข้อดี ข้อเสียโดยละเอียดไปกับรัฐบาลแล้ว ถ้าผลการรับฟังออกมาแล้วเห็นควรให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ก็สุดแล้วแต่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าผลการศึกษาออกมาว่าเห็นควรจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ก็สามารถนำเรื่องกลับเข้ามาที่สภาได้ โดยจะเสนอเข้ามาเป็นกฎหมายจัดตั้งต่างหาก ส่วนจะทันสนช.ชุดปัจจุบันหรือไม่ก็สุดแล้วแต่มติครม.ที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในรายงานการศึกษา ถ้าเห็นด้วยส่งกลับเข้ามาใหม่ได้ในรูปแบบ พระราชบัญญัติจัดตั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องหลายเรื่อง เพราะเป็นการจัดตั้งองค์กรใหม่ที่ต้องพูดถึงสถานะขององค์กร ตัวบุคลาการ งบประมาณ ที่จะมาสนับสนุนการทำงานขององค์กรใหม่นี้
“เบื้องต้นเอาให้ได้ข้อสรุปก่อนว่าจะเอาหรือไม่เอาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ส่วนข้อครหาว่า สนช.กับรัฐบาลหมกเม็ดนั้น เรื่องนี้ไม่ได้หมกเม็ด ก็เห็นอยู่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ก่อนวันประชุมมีคนออกมาพูดทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีประชาชนมาชุมนุมหน้ารัฐสภา เราไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้า จึงรับฟังทุกฝ่าย ยอมถอยก้าวหนึ่งเพื่อกลับไปศึกษารายละเอียด เมื่อยังมีคนบอกว่าศึกษาข้อมูลไม่เพียงพอ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเราทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว คือมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ต่อไปก็เป็นหน้าที่รัฐบาล” นายสุรชัยกล่าว
วิปสนช.ระบุต้องออกเป็นกม.
ด้านนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องนี้ยังไงก็ต้องมีกฎหมายออกมา เพราะข้อความที่อยู่ในข้อสังเกตมันสั้นมาก ข้อสังเกตที่ส่งไปแตกต่างจากในกฎหมายฉบับก่อนๆ ที่ สนช.เคยส่งไปยังรัฐบาล ตามหลักจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้ แต่ครั้งนี้ข้อสังเกตมีน้ำหนักกว่าเดิม เหมือนเป็นสัญญาประชาคม เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายร่วมหาทางออกให้เดินหน้าต่อได้ แต่ไม่ทราบว่าจะศึกษาออกมาเป็นในรูปแบบไหนให้เหมาะกับประเทศไทย อยู่ที่รัฐบาล เพราะทั่วโลกใช้รูปแบบหลากหลาย แต่การดำเนินการตามข้อสังเกตหากเเล้วเสร็จ มีสิทธิที่จะส่งกลับมาที่ สนช.อีกได้ อาจเข้ามาภายใต้กฎหมายใหม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเมื่อมีความพร้อมถึงจะผลักดันกฎหมายเข้ามา เน้นว่าต้องมีการศึกษาก่อนตามข้อสังเกต
ถ้าส่งมาจริงๆ สภาก็ใช้เวลาศึกษาอีกระยะ เพราะมีมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ต้องฟังความเห็นผู้ได้รับผลกระทบกับกฎหมายด้วย แต่ไม่รู้อายุ สนช.ชุดนี้จะได้ทำต่อหรือไม่ และหากมีส่งกฎหมายมาที่ สนช.อีกครั้ง ชื่อของกฎหมายอาจเปลี่ยนไปจาก เดิม แต่ต้องเกี่ยวกับการตั้งบรรษัทน้ำมัน แห่งชาติ