‘ประยุทธ์’ โวย! โดนด่าปมเลี้ยงปลาตอนน้ำท่วม อ้างไม่ได้คิดง่าย ๆ ผุดไอเดียร์ใหม่ ปล่อยปลาในทะเลสาบ ฉะ! สื่อฉายภาพประเทศด้านลบ ขู่ถ้าจำเป็น ต้องสาดน้ำกลับบ้าง ไม่ปล่อยให้สาดฝ่ายเดียว ซัดมีพวกชอบคุ้ยจับผิด ประชดหายใจยังผิด
วันที่ 18 ก.ย. ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า สำหรับการสาธารณสุขของไทยนั้น เป็นอันดับ 6 ของโลก ที่บางคนบอกว่าไม่ดี แต่เราได้ถึงอันดับ 6 ของโลก ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบางประเทศที่ร่ำรวยกว่า ก็ยังทำไม่ได้อย่างเรา นั่นเป็นเพราะรัฐบาลทำงานมาอย่างหนัก เพราะเราต้องปรับปรุงในทุกระบบ เราได้พัฒนาทั้งระบบจนเกิดวันนี้ขึ้นมา จึงต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทุกรัฐบาลจะต้องมีการเริ่มต้น เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ปัญหาลดลงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านโยบายของทุกพรรคการเมืองนั้นดีทั้งสิ้น เพียงแต่เราจะหาเงินมาจากไหนมาดำเนินการ โดยรัฐบาลนี้สิ่งใดที่ทำได้ ก็จะทำ เพราะถ้ากลัวนั่นกลัวนี่ ก็จะทำไม่ได้ทั้งสิ้น เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ รัฐบาลกำลังทำทุกอย่างเพื่ออนาคต
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับน้ำท่วม ตนก็ได้สั่งให้ทำแก้มลิง แต่ก็ไม่ได้สั่งให้ทำแบบกระจ๊อกกระแจ๊ก หรือสั่งให้ประชาชนเลี้ยงปลา มันเป็นคนละเรื่อง แต่พูดถึงแก้มลิงขนาดใหญ่ เป็นทะเลสาบ ให้พื้นที่น้ำท่วมไหลลงมาสู่แก้มลิงนี้ได้ ระยะยาวจะเรียกว่าทะเลสาบ ระยะสั้นจะเรียกว่าแก้มลิง ซึ่งรัฐจะต้องจ่ายค่าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง
“ช่วงนี้ก็ปล่อยปลาลงไปเพื่อให้ชาวบ้านได้จับ ไปกินไปขายไปใช้ ผมไม่ได้คิดง่าย ๆ อย่างที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ให้คนปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลา ไปสร้างภาพลักษณ์ผมในทางที่ไม่ใช่ ไม่ใช่สิ่งที่ผมถ่ายทอดออกไป หรือพูดออกไป เป็นคนละเรื่องคนละประเด็น ถ้าผมคิดอย่างนั้นนะ ผมไม่ต้องเป็นนายกฯ หรอก เป็นผู้หมู่ยังไม่ได้เลย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หลักการทำงานฝ่ายปฏิบัติจะต้องตอบประชาชนให้ได้ ไม่ใช่นายกฯ ตอบคนเดียว มันไม่ได้ ต้องบอกประชาชนว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ ถ้าไม่พูดความขัดแย้งก็จะเกิดสูง แล้วถ้านายกฯ ไปพูดก็จะหนักและแรง วันนี้ลองไปเปิดดูโทรทัศน์หรือใครไปต่างประเทศลองดู ถนนประเทศไทยดีที่สุดในอาเซียน ซึ่งเราจะต้องพัฒนาถนนในท้องถิ่นที่ชำรุดต่อไป มีหลายแสนกิโลเมตร ต้องทำไปซ่อมไปทุกประเทศก็เป็นแบบนี้
นายกฯ กล่าวว่า แต่ถ้านำเสนอกันไปทุกวันก็จะเข้าใจว่าเป็นแบบนั้นทั้งประเทศ เท่ากับเป็นสร้างความเข้าใจที่บิดเบือนออกไป การนำเสนอตนไม่ว่า แต่ต้องนำเสนอสิ่งดี ๆ ด้วย อย่างที่บอกคือต้องมีจรรยาบรรณ นำเสนอ 2 ด้านเสมอทั้งดีและไม่ดี เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน ตอนนี้ทุกคนมองแต่ภาพแย่ ๆ มันก็แย่ตามไปหมด แล้วคนอื่นจะเข้าใจว่าดีได้อย่างไร ตนไม่รู้เหมือนกัน
“ก็แล้วแต่ท่านจะรักประเทศหรือไม่ก็เรื่องของท่าน แต่ผมคิดว่าผมรัก และรักด้วยใจของผม ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็คิดเหมือนกัน มีบางคนเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ว่าใคร” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ผู้บริหารต้องไม่นั่งอยู่บนหอคอยอย่างเดียว วันนี้อยากรู้ว่าผู้บังคับบัญชาลงไปในพื้นที่แค่ไหน อย่ามัวเซ็นต์หนังสืออย่างเดียว ต้องอ่านว่าสาระเป็นอย่างไร กฎหมายเป็นอย่างไร ถึงจะเซ็นต์ได้อย่างถูกต้อง การเป็นผู้บังคับบัญชาคน จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่สบายมากขึ้น คนก็อยากเป็นกันหมด นั่นคือหลักการการเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ตนขอสั่งวันนี้เลย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในกรุงเทพฯ สถานที่ต่าง ๆ ยังอยู่ในที่เดิม ทำอย่างไรให้ขยายไปรอบนอกบ้าง จะย้ายเมืองหลวงอย่างเขาไหม ก็ต้องไปคิดมา จะย้ายไปที่ไหน ใช้งบประมาณอย่างไร หรือจะขยายรอบกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น จะได้เข้าพื้นที่ใจกลางเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้การจราจรมันติดเพราะอะไรมีสาเหตุหมด ที่สำคัญคนใจร้อน ระบบไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรลงมาแก้ปัญหาก็โดนด่าว่ารถติดมากกว่าเดิม ทำให้ไม่มีใครอยากทำงาน รัฐต้องแก้ปัญหาตรงนี้ วางระยะเวลาให้ถูกว่ากรุงเทพฯ ควรเป็นอย่างไร รัฐบาลก่อนไม่เคยทำได้เพราะเกิดความขัดแย้ง ประชาชนไม่ยอม ดังนั้น การสร้างความรับรู้กับประชาชนจึงจำเป็นให้เกิดความพอใจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะต้องหากลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาให้เจอว่าประชาชนต้องการอะไร ต้องตัดเสื้อเฉพาะตัวให้เขา มีปัญหาตรงไหนแก้ตรงนั้น จะได้เป็นกลุ่มที่น้อยลง ดูง่าย ๆ จากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยมีจำนวน 14.6 ล้านคน ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านี้ ไม่ใช่เพราะคนจนมากขึ้น แต่เขาจนอยู่แล้วแต่ขึ้นบัญชีไม่ทัน ซึ่งก็จะเปิดลงทะเบียนเรื่อย ๆ เปิดไปเปิดมาจะมากกว่านี้ 30-40 ล้านคนก็ยังไม่รู้ แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมดูแลคนเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่ดูแลเลย ภาษีที่จัดเก็บเพื่อนำมาสร้างโอกาส ความเท่าเทียมให้เขาแข็งแรงขึ้น แต่อย่าบอกว่าเดี๋ยวรวย ๆ มันรวยไม่ได้หรอก ต้องดูว่าต้นทุนตัวเองมีเท่านี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นผู้บังคับบัญชาต้องให้แนวทางเหมือนที่ตนพูด ทั้งหมดต้องไปคิดมาว่านายกฯจะเอาอย่างนี้ มีแนวทาง 1 ,2 และ 3 แนวทางนี้จะลดสิ่งต่างๆที่พูดได้อย่างไร ตนต้องการแบบนั้นเป็นแนวทางในการทำงาน หน้าที่ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องเป็นอย่างนี้ เป็นผู้บังคับบัญชาต้องมีการวางแผนไม่ใช่สั่งการร้อยเรียงตามเอกสาร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นโยบายต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติ ต้องเข้าใจแบบนี้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นข้างบนไม่เข้าใจ ข้างล่างไม่เข้าใจ เขียนหนังสือสั่งไปเขาก็ทำตามตัวหนังสือ พอชาวบ้านถามก็ตอบไม่ได้ ก็กลับมาด่านายกฯ ตนว่าไม่ใช่ แต่ไม่เป็นไรตนชินแล้ว ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่ต้องมาว่าถึงนายกฯ ถึงรัฐบาล ท่านตอบก็ได้ ถ้าท่านเอาใจใส่สักหน่อยนึง อ่านบ้างทำงานต้องอ่านเอกสาร อ่านหนังสือ อย่ารอสั่งด้วยปากอย่างเดียว หนังสือเยอะแยะตีความให้แตก
“ผมเป็นคนคิดเร็ว บางทีอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง ผมอ่านหนังสือบ้าง ดูโทรทัศน์บ้าง ประเทศโน้นเขามีอะไรบ้าง ต้องพัฒนาตัวเองร่วมกันเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ไม่ใช่เพียงนายกฯคนเดียว พูดเลยเวลานัดอีกแล้วมีแขกนัดผม เดี๋ยวต้องไปพบแขก วันนี้กำลังแข่งกันด้วยสิทธิประโยชน์ประเทศสังคมนิยมอย่างนึง ประเทศประชาธิปไตยก็อย่างหนึ่ง ทุนเสรีทุนนิยมอะไรเหล่านี้ กลับของประชาธิปไตยมันต่างกันหมด หลายคนจะไม่เอาอย่างโน้นอย่างนี้ ผมถามว่าเคารพกฎหมายกันบ้างหรือเปล่า กฎหมายมีแต่ไม่เคารพ แล้วไปทำให้เขาได้หรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ดี ของเขามีทุบตีเฆี่ยงบ้าง ทำไมไม่ไปดูตรงโน้น มาดูตรงนี้ตรงนายกฯนี่แหละ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้หลายอย่างไม่มีอะไรประหลาดเลยในการทำงาน จึงขอให้ทุกคนช่วยกันขับเคลื่อนการทำงาน ทุกคนมีเกียรติยศมีศักดิ์ศรีมีตัวตนทั้งสิ้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกคนเป็นกลุ่มเป็นพวก ที่จะสนับสนุนการเดินหน้าประเทศไทย ตนเป็นคนอ่านทุกอัน วันไหนถ้าตนไม่มีงานนอก ก็มีงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ตนไม่เคยออกจากทำเนียบรัฐบาลไปที่อื่น ใช้เวลาอ่านหนังสือ อ่านเอกสาร อ่านรายงาน ไม่อย่างนั้นตนพูดไม่ได้หรอก บางทีเขาเขียนมาตนก็เปลี่ยนไม่ใช่เขาเขียนไม่ดี แต่บางทีมันไม่เร้าใจ ซึ่งบางครั้งเร้าใจก็มีเรื่องเหมือนกัน บางทีตนไม่อยากให้ถ้าง่วง พอเริ่มง่วงตนก็เริ่มคิดอะไรแปลกๆมา แล้วก็เป็นประเด็นทุกที ตนต้องการให้ทุกคนมีความสุขในการฟัง ในการประชุมแค่นั้น ไม่ได้ไปว่าใคร เพราะความขัดแย้งมันสูงอยู่แล้ว ว่าใครยิ่งไปกันใหญ่
“แต่มีหลายคนหาเรื่องคุ้ยอยู่ตลอด จับทุกประเด็นพูดผิดคำหนึ่งก็เอาแล้ว อย่างกับหายใจผิด มันใช่หรอ วันนี้เราต้องลดความขัดแย้งในสังคมให้ได้ ไม่ใช่เอาน้ำสาดมาเอาน้ำสาดกลับก็เปียกทั้งคู่ เราให้เขาสาดฝ่ายเดียวไหวไหมล่ะ สังคมจะได้แยกแยะออกสักทีว่าใครทำดีใครทำไม่ดี เหรียญมีสองด้าน จะต้องเป็นเหรียญทั้งสองด้าน อีกด้านหนึ่งดี อีกด้านหนึ่งไม่ดี ต่อไปไม่ได้แล้ว ประเทศไทยต้องเป็นเหรียญที่ดีทั้งสองด้าน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว