“13 ปี รัฐประหาร 49″ นักวิชาการชี้ ทหารหวังอยู่ยาว เชื่อวางแผน ยึดอำนาจ ปี 57 ต้องไม่เสียของ

“13 ปี รัฐประหาร 49

“13 ปี รัฐประหาร 49″ นักวิชาการชี้ ทหารหวังอยู่ยาว เชื่อวางแผน ยึดอำนาจ ปี 57 ต้องไม่เสียของ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่ห้องประชุม 14 ตุลา ชมรมสมัชชาสิงห์ดำ และสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน จัดงานเสวนา “13 ปี รัฐประหาร’49 ก้าวพ้นหรือย่ำวนในวงจรของทรราชย์ พอหรือยังกับรัฐประหาร พอหรือยังกับผู้นำเผด็จการ” มี นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อ.ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการรัฐประหาร ประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าวอธิบายยาก เพราะสะท้อนถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง และการเข้าสู่อำนาจของนายทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น คนที่จะเข้าไปค้นคว้าหรืออ่านงานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องระวังถึงความเป็นกลางของผู้เขียนเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย

แต่ความน่าสนใจคือ บรรยากาศของการทำรัฐประหารในปี 49 นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยในยุคใหม่ ท่ามกลางความซับซ้อนทางการเมืองมากขึ้น มีกลุ่มการเมืองทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง กลุ่มกปปส. การรัฐประหารในปี 49 ไม่ได้มีลักษณะสืบทอดอำนาจเหมือนการรัฐประหารในปี 57 ที่ขณะนี้บทบาทของผู้ที่รัฐประหารยังไม่สิ้นสุด

เห็นได้จากการที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าอย่าให้การทำรัฐประหารปี 57 เสียของ แสดงให้เห็นว่าการทำรัฐประหารในปี 49 ที่ผ่านมา ยังไม่เป็นที่พอใจของชนชั้นนำและผู้ที่กระทำรัฐประหารในครั้งนั้น ทำให้ฟันธงได้ว่าการทำรัฐประหารปี 49 ยังไม่สำเร็จ จึงไม่ต้องการให้ปี 57 เสียของ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

นายพิชญ์ กล่าวต่อว่า คำว่าเผด็จการ มี 2 แบบ คือการถูกทำลายโดยคนนอก คือทำรัฐประหาร และประชาธิปไตยเสื่อมคุณภาพ รัฐธรรมนูญปี 40 ที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะดีแต่บางครั้งใช้จนล้นมาถนน เกิดคนเสื้อเหลือง ที่ทำให้ภาพของส.ส.และนักการเมืองถูกบีบจากสังคม ทั้งที่คนที่จะเข้าสู่อำนาจควรอดทนรอได้ ยอมรับความแตกต่างได้ แต่เมื่อดีจนอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ก็ต้องการแก้

และนับตั้งแต่หลังรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นต้นมา จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 60 ก็หวังจะให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามา แต่ไม่คิดว่าจะมีพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่าเขาคงไม่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เพราะจะเป็นการทำลายเกมที่ต้องการขัดขวางพรรคเพื่อไทย และหากยุบพรรคอนาคตใหม่ คนก็คงไม่ไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ และยังกลัวว่าคะแนนจะทิ้งไปให้พรรคเพื่อไทย และมีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มอีก

ด้าน นางผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวว่า บริบททางเศรษฐกิจสังคมจากรัฐประหารที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านมาการรัฐประหารจะไม่สำเร็จ ถ้าสถาบันทหารไม่มีบทบาทในสังคม การรัฐประหาร 49 คือความพยายามของคนรุ่นเก่าที่ต้องการให้ตัวเองมีอำนาจ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 40 ที่มาจากภาคประชาชน ที่มีเรื่องของการกระจายอำนาจบริหารไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ปกครองรุ่นเก่าที่มีอำนาจต้องถูกลดอำนาจลงจนไม่พอใจ และทำให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น

แต่คนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ต้องการให้แก้ไขสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น ช่วงเวลา 13 ปีของการรัฐประหาร 49 ที่ทำสำเร็จ และสมใจฝ่ายกองทัพรุ่นเก่าที่ยกเลิกรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน เพราะไม่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งทำให้ประชาชนได้มีอำนาจ มีสิทธิต่างๆ จากการกระจายอำนาจ ส่งผลให้เม็ดเงินลงไปในพื้นที่ต่างๆ และเชื่อว่ายังมีความต้องการของทหารรุ่นใหม่ซึ่งยังมองไม่เห็นได้ในขณะนั้น ที่นำมาสู่การรัฐประหาร 57 ซึ่งไม่ต้องการให้การเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้

นางผาสุก กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้งจากคนที่ไม่ได้ไปสู่อนาคต ต้องการเปลี่ยนกฎเกณฑ์เพื่อลดบทบาท แต่การไปทุบรัฐธรรมนูญแล้วทำใหม่ แทนที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น และหากคิดยกเลิกทุกครั้ง ขอให้ดูอังกฤษที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ และยังอยู่ได้เพราะมีการพูดคุยกัน โดยไม่ใช้การแก้ไขจนทำให้เราต้องเริ่มใหม่ตลอด

ขณะที่ประชาธิปไตยก็จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความจำเป็น และความต้องการของคนรุ่นใหม่ มีการปรับกระบวนการยุติธรรม ให้มีหลักนิติรัฐคืออำนาจรัฐอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และระบบประชาธิปไตย จะลดคอร์รัปชั่นได้มากกว่าระบบการแต่งตั้งหรือรัฐประหาร ดังนั้น การมีรัฐประหารบ่อยครั้งทำให้การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเป็นไปได้ยาก ความเหลื่อมล้ำยังมีในสังคม

ด้าน นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ กล่าวว่า การรัฐประหารปี 49 นอกจากเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งแล้ว อาจมาจากนักวิชาการและปัญญาชนที่ไม่มั่นคงในการสร้างระบอบประชาธิปไตย แต่คณะรัฐประหารเข้ามามีอำนาจเร็วแล้วออกเร็ว แสดงถึงความยังไม่พร้อมขึ้นสู่อำนาจ ต่างจากการรัฐประหารปี 57 มีรัฐบาลคสช. 5 ปี เป็นรัฐบาลรวมดาวของผบ.ทบ. ที่รอคอยเวลามาเป็นผู้นำเพื่อเสวยสุขร่วมกัน จึงอยู่ยาว อยู่นาน

รวมทั้งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา แสดงถึงการรักษาอำนาจของผู้รัฐประหาร ซึ่งเป็นไปตามแผนของผู้ที่กำหนดเกมไว้ แต่ก็มีปัจจัยใหม่เกิดขึ้นจากพรรคการเมืองของคนหนุ่มสาว ซึ่งอยู่นอกเหรือจากสิ่งที่เขาคาดการณ์ ว่าจะล้มใครคนหนึ่งแต่กลับมีกลุ่มพลังใหม่ขึ้นมาอีกกลุ่ม การรัฐประหารโดยทหารปี 49 และปี 57 จึงเป็นการรัฐประหารคู่โดยความตั้งใจของทหาร

รัฐประหารเป็นนิสัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรืออุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็นพฤติกรรมทางการเมือง ที่ต้องการรักษาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ ดังนั้นรัฐประหารตลอด 87 ปี คือการรักษาอภิสิทธิ์และผลประโยชน์ของชนชั้นนำ การรัฐประหารที่นำเสนอตัวเข้าสู่การเมือง เข้าสู่อำนาจของรัฐ

โดยทหารอนุรักษ์นิยมที่สร้างวาทกรรมว่า ทหารไม่ใช่นักการเมืองแต่มาทำเพื่อชาติ นั่นคือเรากำลังถูกปลูกฝังอคติให้รังเกียจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกฝังให้ยอมรับการรัฐประหาร เห็นตัวอย่างการรัฐประหารที่สำเร็จมาก่อน เราอย่าตกหลุมพราง และหากต้องการรักษาประชาธิปไตยต้องไม่ให้มีการรัฐประหาร ต่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้ามากี่ครั้ง เราก็ควรขีดให้กับฝ่ายประชาธิปไตย

บทความก่อนหน้านี้อะตอม อดีตนักแสดงรุ่นพี่ เหม ยันธุรกิจ ที่ทำร่วมกัน ไม่ได้มีปัญหา!
บทความถัดไปสลดวันสารทเดือนสิบ! ตา81ทุบยายคู่ชีวิตตายคามือ คว้าผ้าขาวม้าผูกคอตายตามอีกศพ