“มาดามเดียร์” อ้าง ชาวบ้านคิด “แค่เรื่องปากท้อง” ไม่ได้สนใจการเมือง กันมากมาย

“มาดามเดียร์” ชูอยู่เย็นเป็นสุข แบ่ง ‘อยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น’ ไม่พัฒนา อ้าง จากการลงพื้นที่ ชาวบ้านคิดแค่เรื่องปากท้อง

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเสวนาในเวที “อยู่ เย็น เป็น สุข” ของสถาบันทิศทางไทย ระบุว่า ส่วนตัวชอบคำว่า อยู่เย็น เป็นสุข ซึ่งไม่ใช่การอยู่เป็นหรืออยู่ไม่เป็น แต่คือการอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข เพราะการที่เราคิดโดยเอาอัตตาตัวเองเป็นที่ตั้ง คงไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขได้

ส่วนตัวมองว่าสังคมของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเข้ามาของเทคโนโลยี ดังนั้น การรับข้อมูลข่าวสารของคนแต่ละช่วงอายุในปัจจุบันจึงแตกต่างกัน ที่สำคัญการเข้ามาของอินเตอร์เน็ตเป็นการเกิดขึ้นของข้อมูลข่าวสารที่มากที่สุด และด้วยข้อมูลที่เยอะ เราจึงเลือกเสพข้อมูลข่าวสารในสิ่งที่เราชอบ อยู่กับสังคมที่เราอยู่แล้วสบายใจ และคิดว่านั่นคือความถูกต้อง ดีงามและคือความจริง

จึงเป็นสิ่งที่เราคงต้องมาตั้งคำถามว่า บนความแตกต่างของอายุ ทัศนคติ และบริบทของสังคม เราจะหาจุดลงตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข และจะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติอย่างไร ไม่ใช่ผลักไสคนอื่น เช่น คนรุ่นใหม่ออกมารณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก แต่บนโลกออนไลน์เกิดคำพูดในลักษณะบูลลี่เกิดขึ้น ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แสดงให้เห็นว่าเรามีข้อยกเว้นให้กับตัวเองเสมอ

  • แบ่ง‘อยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น’ไม่พัฒนา

“เหมือนกับเราออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแต่พอคนที่คิดต่างกลับถูกตราหน้าว่าผิด แปลกแยก และใช้คำว่าเผด็จการ ทั้งที่ความหมายของประชาธิปไตยคือเคารพความเห็นที่แตกต่าง ถ้าเราคิดและมีจุดมุ่งหมายคือทำให้ประเทศก้าวหน้า เกิดความสงบสุขในไทย เราก็จะสามารถหาจุดลงตัวได้ ไม่ใช่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแต่มองคนคิดต่างคือผิด แล้วแบ่งแยกสังคมว่าอยู่เป็น อยู่ไม่เป็น หากคิดแบบนี้คงไม่มีวันที่ประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้” น.ส.วทันยา กล่าว

การตีตราคนอื่นไปแล้ว ในขณะที่เราเองมักมีข้อยกเว้นให้ตัวเองเสมอนั้น ด้วยความคิดที่อยู่ในสังคมที่เราสบายใจ และคิดว่าถูกแล้ว สิ่งนี้มันกำลังก่อให้เกิดความคิดที่บิดเบี้ยวและอคติไม่รู้ตัว และจะกลับมาทำร้ายตัวเราและประเทศเราเอง เหมือนที่ฮ่องกง ด้วยการต่อสู้ทางความคิดของตัวเองไม่ลดละซึ่งกันและกัน เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ สุดท้ายประเทศก็พัง จึงขอตั้งคำถามทางสังคมว่าวันนี้ประเทศเผชิญปัญหามากมาย และยังถูกกระหน่ำด้วยความคิดอุดมการณ์ จึงควรถามว่าอะไรที่เราจะอยู่ร่วมกันเพื่อให้ประเทศไปข้างหน้าโดยไม่ตีตราว่าใครผิด ใครถูก

  • อ้างชาวบ้านคิดแค่เรื่องปากท้อง

เคยมีเพื่อน ส.ส.ถามถึงการมาทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ ชี้แจงว่าเหตุผลที่ตัดสินใจมาเพราะพรรคมีคนทั้งรุ่นที่มีประสบการณ์ มีเพื่อนในวัยใกล้เคียงกัน และตอนที่ตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพราะตอนเด็กๆ ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองมา 2-3 เหตุการณ์ และอยากเห็นประเทศเดินหน้า ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง พปชร.เป็นหนึ่งพรรคที่เห็นถึงการสลายขั้วนำพาประเทศไปข้างหน้า ก้าวไปสู่การพัฒนา

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศไปสู่วังวนความขัดแย้ง ส่วนตัวเชื่อเสมอว่าถ้ารักประเทศ คิดถึงส่วนรวมก่อนคิดถึงตัวคุณเอง คุณจะไม่ทำให้ประเทศกลับไปสู่วังวนขัดแย้งแน่นอน เพราะหากนำประชาชนลงสู่ท้องถนนอีกครั้งคนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือ ประชาชนและประเทศที่จะพัง เศรษฐกิจพัง หายนะของประเทศกลับมาอย่างแน่นอนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

และจากการลงพื้นที่ก็เห็นอยู่เสมอว่า ชาวบ้านไม่ได้มาถกเพื่อต่อสู้ทางความคิด หรือระบอบการปกครอง แต่วันนี้ประชาชนต้องการมีข้าว มีอาหารในการดำรงชีวิต อยากได้ผู้นำที่ดีที่จะมาปกครอง ไม่โกงกินประเทศชาติ จิตใจดี เอื้อเฝื้อเพื่อแผ่ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง

นั่นคือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ ในการที่สังคมกำลังเดินหน้าและเปลี่ยนแปลงไปเราอาจมีความคิดขบฎได้ หากนำมาใช้เป็นไฟปลุกความหวัง ขับเคลื่อนการทำงานของเรา แต่หากเอามายุยงปลุกปั่นภายในประเทศ สิ่งที่เสียหายที่สุดคือ คนไทยและประเทศไทย


 

บทความก่อนหน้านี้สมคิด มองบวก เศรษฐกิจไทยดีกว่าหลายประเทศในโลก ชี้อย่าพูดให้ดูแย่
บทความถัดไปส่งเสริมพระพุทธศาสนา