“พลังมด” จัด เวทีสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ดึงผู้จัด “วิ่งไล่ลุง” คอนเฟิร์ม 12 ม.ค. มีกิจกรรม ย้ำวิ่งจริงไม่ใช่วิ่งม็อบ
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สมัชชาคนจนจัดงานมหกรรมรัฐธรรมนูญประชาชน โดยมีเวทีเสวนา “สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ นักข่าวผู้ทำข่าวสิทธิชุมชนในช่วงเวลาที่เสรีภาพสื่อถูกคุกคาม
นายธนวัฒน์ วงศ์ไชย นักศึกษา อดีตประธานสโมสรนิสิตจุฬาฯ จำเลยคดีการเมือง และผู้จัดกิจกรรม วิ่งไล่ลุง นายกิตติธัช สุมาลย์นพ นักกิจกรรมคณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) และจำเลยคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมเพื่อสิทธิพลเมือง
น.ส.หทัยรัตน์ กล่าวถึงประสบการณ์การหน้าที่ช่วงที่มี คสช.ว่า เป็นช่วงที่มีการละเมิดสิทธิประชาชนและสื่อมวลชนมากมีการปิด และถูกห้ามให้นำเสนอข่าวความขัดแย้ง มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหารมาเฝ้าถึงห้องส่งสถานีโทรทัศน์ พร้อมขอดูสคริปรายการ ซึ่งเป็นการกดดัน ข่มขู่เรา
ตนรู้สึกอึดอัดมากช่วงทำสารคดีครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร ช่วงนั้นมองเห็นว่าสื่อไม่อยากไปแตะคสช. และเป็นการทำสารคดีเป็นไปด้วยความลับ จนทีมงานไม่เหลือใครเลย อีกทั้งกลัวว่าถ้าทหารใช้มาตรา44 ยุบไทยพีบีเอสทุกอย่างมันจะกระทบไปหมด
พูดถึงรัฐธรรมนูญมีการเขียนเรื่องสิทธิชุมชนไว้แต่ประชาชนไม่ได้ใช้ จึงคิดว่าเป็นการเขียนไว้ไปงั้นๆไม่ได้มีการใช้จริง เช่นกรณีโรงไฟฟ้าเทพาที่มีการทำประชามติแต่ไม่ได้มีความโปร่งใสเป็นเพียงพิธีกรรมที่คนที่มาแสดงความคิดเห็นนั้นไม่ได้เป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดเขาไม่ได้เห็นหัวประชาชนเลย ตนเข้าใจว่าทุกโครงการเราต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วย ฉะนั้นไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพสวยหรูแค่นั้น แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ก็ถือว่าจบทุกคนโดนละเมิดสิทธิ
ด้าน นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ตนเริ่มออกมาทำกิจกรรมในปี 2561 เราเริ่มสนใจปัญหาสังคมมากขึ้น เราเคยทำป้ายจุฬารักระบอบเผด็จการ แต่ก็ไม่มีผลอะไรมากเพราะเราทำในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ผลอีกทางคือเราถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ มีการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯมาตลอด
อย่างไรก็ตามตนยังสงสัยอยู่ว่า กฎหมายชุมนุมอำนวยความสะดวกให้ชุมนุมหรือเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนกันแน่ พอเราปล่อยให้มีการเลือกตั้งมามันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแต่มันเป็นระบอบเผด็จการแบบรูปมากกว่า
ทั้งนี้ ถ้าทุกคนกลัวแล้วปล่อยให้คนไม่กี่คนออกมา ต้องมีคนติดคุกแน่ แต่ถ้าไม่กลัวไม่ยอมไม่ทนแล้วออกมาเหมือนเมื่อวานนี้กับพรรคอนาคตใหม่เชื่อว่าสิบประยุทธ์ก็ทำอะไรเราไม่ได้แน่
กิจกรรมวิ่งไล่ลุง เราให้ความหมายว่า เป็นคนใดคนหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศย่ำแย่ ตัวถ่วงความเจริญของประเทศ แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะรับไปก็ไม่ว่ากัน ซึ่งรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นกฎหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เวลาเราพูดเรื่องปัญหาประเทศมันคือรัฐธรรมนูญเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด
เรายืนยันว่ากิจกรรมในวันที่ 12 ม.ค.63 จะมีกิจกรรมแน่ แม้จะได้ได้วิ่งก็ตาม แต่ก็ขอบอกอีกว่า งานวิ่งไล่ลุง เป็นงานวิ่งจริงๆ ไม่ใช่ม็อบ แต่เป็นการแสดงออกของประชาชนที่จะถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดส่งไปยังผู้มีอำนาจ นายธนวัฒน์ กล่าว
ส่วน นายจตุภัทร์ กล่าวถึงการไปเป็นนักโทษทางการเมืองว่า การหายไปนานออกมาเห็นคนรุ่นใหม่ เทรนสนใจการเมือง และได้เรียนรู้ระบบการยุติธรรมอย่างเต็มที่ สิ่งที่ตนเรียนมามันไม่ได้มีเลยความยุติธรรม การต่อสู้ประยุทธ์หนึ่งมันยากและเงียบมาก
พวกเราทุกวิถีทางในกิจกรรม ตอนนั้นมันมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ที่ผ่านมามันมีบทเรียนให้รุ่นน้องได้เห็นและมีข้อมูลในการหาทางที่ดีที่สุด สังคมควรเป็นแบบอย่างที่ว่าเมื่อมีปัญหาควรออกมาช่วยกัน
ถ้ารัฐธรรมนูญมันบอกว่าแก้ไม่ได้ แต่เท่าที่มีรัฐประหารคนเริ่มตาสว่างจากคนที่เคยคิดว่าทหารจะแก้ปัญญาได้กลับไม่เชื่อแล้ว เพราะด้วยปัญญาเศรษฐกิจมันสำคัญกว่า วันนี้บรรยากาศมันเปลี่ยนไปแล้ว คนเริ่มหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น
นายกิตติธัช กล่าวเล่าถึงการถูกกระทำหลังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ตกใจว่าทำไมทำเรื่องแค่นี้ทำไมต้องโดนทำร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ตนมีความกลัวไป 1 ปี เพราะยังเรียนปริญญาโทอยู่จึงกลัวว่าจะเป็นอะไรไป