นายกฯคุมเองศูนย์บริหารจัดการน้ำ ดูแลทั้งภัยแล้ง-น้ำท่วมภัยพิบัติ หวังเป็นตัวเชื่อมหน่วยงานน้ำ พร้อมสั่งก.คลัง หามาตรการช่วยเหลือปชช.ที่ได้รับผลกระทบ มอบหมายให้ กษ. มท. และ ทส. ร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขู่ใช้เป็นตัวประเมินโยกย้ายเดือนกันยายน
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวช่วงต้นในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติครั้งที่ 1/2560 ว่า วันนี้เป็นการประชุมสำคัญ เพราะตนจะกำหนดเป้าหมายของการทำงาน 1 ปี ที่มีทั้งระบบการกักเก็บน้ำ และการกระจายน้ำ รวมทั้งน้ำบาดาล และระบบสูบน้ำโดยรวมเพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึงประชาชนมากที่สุดตลอดปี 2560-2561 นี้
ถึงแม้อาจทำได้ไม่ครบถ้วนแต่ต้องทำให้ได้มากที่สุด โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด เพื่อเตรียมการไว้ใช้รับมือฤดูแล้งหน้า อะไรที่เป็นโครงการที่ยังทำอยู่ก็ทำต่อให้เสร็จ อะไรที่เป็นโครงการใหม่และเป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีปัญหาให้ปรับเป็นโครงการขนาดเล็กทั้งหมด ส่วนโครงการตามแผนระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือต้องคำนึงถึงงบประมาณ และระยะเวลาที่มีอยู่ ที่ต้องทำให้ประชาชนคลายความเดือดร้อน บรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติให้ได้โดยเร็ว
ส่วนการบริหารจัดการน้ำ มีนโยบายให้มีศูนย์บริหารจัดการน้ำ ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารโดยรวม โดยนำข้อมูลจากทุกหน่วยงานเข้ามาบริหาร เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ให้เกิดความต่อเนื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการให้เป็นเหมือนศูนย์บรรเทาภัยพิบัติ เพราะทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย
“สำหรับการทำงานในภาพรวมปีนี้จะถือว่าเป็นการประเมินผลขีดความสามารถของผู้บังคับหน่วยและผู้นำองค์กรทุกองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ถ้าหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าเดิม ถือว่าเป็นข้อพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ จึงขอกำชับไปถึงหน่วยงานในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ทุกคนต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง คิดใหม่ อย่าติดกับ กับเรื่องเดิม ทำแบบเดิม” นายกรัฐมนตรีกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดในหลักการดำเนินการเรื่องน้ำให้ได้ภายในปีนี้ จะมีการแบ่งย่อยโครงการให้มากขึ้นเป็นโครงการขนาดเล็กเพื่อจะให้ถึงมือผู้ใช้น้ำให้ได้มากที่สุดอาจจะต้องมีการนำมาปลดล็อค โดยนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อให้เกิดการดำเนินการได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายน้ำ เป็นคณะทำงานที่สำคัญที่สุด ตนมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีหน่วยงานในลักษณะการบริหารงานนโยบาย ตนได้ให้แนวทางไปคิดและศึกษาตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติของรัฐบาล ซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อมาบริหารทั้งเรื่องน้ำ ที่ดิน ป่าไม้ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะอยู่ที่หน่วยงานข้างล่าง ถ้าไม่มีหน่วยงานที่มาบริหารหรือกำหนดนโยบายมันก็จะเกิดปัญหาเหมือนเดิม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีการหารือและทำให้ได้ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านและปฏิรูป ซึ่งถือเป็นแนวคิดของตนและตนได้รวบรวมจากสิ่งที่ได้เห็นและฟังมาจากสภา รวมถึงจากข้อเสนอของส่วนราชการ ถ้าไปตั้งไว้ที่หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งก็จะเป็นแบบเดิม
“ยืนยันว่าเราจำเป็นต้องมีการตั้งศูนย์ขึ้นมาเหมือนที่ผมทำในวันนี้เพราะคำสั่งพวกนี้ ผมตั้งมาด้วยคำสั่งของผม ถ้ายังอยู่ตรงนี้ต่อไปก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นก็จะมาบอกว่าหน่วยงานไม่ทำ ทำไม่ได้ จึงต้องมีส่วนที่รับผิดชอบด้วย อย่างน้อยต้องดีขึ้น และที่ผ่านมาผมก็ทำงานเช่นนี้มาตลอด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาทุกคนมาอยู่ที่นี่ มันจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลตรงนี้ กำกับนดยบายลงไปข้างล่าง ไม่อย่างนั้นทุกกระทรวงก็จะทำตามกฎหมาย ตามฟังก์ชั่นอย่างเดียวก็ไม่ประสานกัน” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงเรื่องรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ว่า กำลังจะขับเคลื่อนในเรื่องพรบ.เหล่านี้ การทำ EIA จะทำเมื่อได้รับงบประมาณไปแล้ว และไปทำในพื้นที่ ดังนั้นมันจะไม่มีในลักษณะนโยบายข้างบน ดังนั้นจึงมีรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งขณะนี้กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอกฎหมายนี้เข้าไปในสภาแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และในส่วนของการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กำลังให้กระทรวงการคลังดูแลอยู่ว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือดูแล
ได้สั่งการให้รมว.เกษตรฯและรมว.มหาดไทยหารือในรายละเอียดอีกครั้งให้เป็นไปตามนโยบายที่ตนได้สั่งและมอบไว้ และจะนำเสนอขึ้นมาในช่วงต่อไป ในการปรับงบประมาณที่มีของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ และตนจะอนุมัติในครม.และจะเร่งดำเนินการในปีนี้ให้ได้มากที่สุด ทุกอย่างต้องทำแผนไว้ เรื่องราคาก็เป็นไปตามห้วงเวลาที่ต้องทำ ตอนนี้เราใช้งบประมาณแสนกว่าล้าน เป็นงบประมาณปกติ ไม่ใช่งบพิเศษ
“วันนี้เรามีนโยบายไปแล้วเรื่องของการพัฒนาระบบราชการ ว่าจะต้องเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องคิดใหม่ คิดให้นอกกรอบ และจะทำกฎหมายให้เป็นไปได้ และเป็นกฎหมายที่จะต้องไม่กระทบต่อประชาชน และมีผลในทางปฏิบัติ ประชาชนก็พอใจ เจ้าหน้าที่ก็งทำงานได้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวันนี้ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกันแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
โดยมุ่งเน้นให้มีการทบทวน แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรวมถึงการประกันภัยทางการเกษตร การสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับภาคประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ความเสี่ยงเพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และการจัดหาแหล่งน้ำดิบในพื้นที่ที่ขาดแคลน รวมถึงการเร่งรัดจัดหาประปาหมู่บ้าน ให้ครบทุกหมู่บ้านให้เป็นไปตามแผนด้วยความรวดเร็ว พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการข้อมูลน้ำ ป่า และที่ดิน โดยให้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ด้าน นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ เลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ทั้งปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย มาอย่างต่อเนื่อง จากการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติในวันนี้ มีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้ 1.นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้ กษ. มท. และ ทส. ร่วมกันแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นให้มีการทบทวนแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั่วประเทศ
ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรวมถึงการประกันภัยทางการเกษตร เชื่อมโยงกับแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-map) และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรโดยกระบวนการแปรรูป การสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับภาคประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ความเสี่ยงเพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และการจัดหาแหล่งน้ำดิบให้กับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ
นอกจากนี้ ยังกำชับให้เร่งรัดจัดหาระบบประปาหมู่บ้านให้ครบทุกหมู่บ้านให้เป็นไปตามแผน พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการข้อมูลน้ำ ป่า และที่ดิน โดยให้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำ โดยความร่วมมือของกองทัพบกร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ จำนวน 22 โครงการ ในพื้นที่ 15 จังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก
การกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร ประมาณ 2,6000 ไร่ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3.57 ล้านลูกบาศก์เมตร มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำแผนพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา และหนองหาน จังหวัดสกลนคร โดยให้ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานให้ร่วมกันทบทวนการใช้ประโยชน์ จากน้ำในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัม ซึ่งมีศักยภาพสามารถนำน้ำมาใช้ได้ในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับการพัฒนาได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี อีกทั้งกรมทรัพยากรน้ำให้เป็นเจ้าภาพในการหารือเพื่อเร่งรัดการทบทวนและปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำตามภารกิจถ่ายโอนที่ได้มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้วประมาณหนึ่งหมื่นแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนต่อไป
นายวรศาสน์ กล่าวว่า 3.ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการกลั่นกรองแผนงานบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร โดยให้พิจารณาในแต่ละแผนที่ (Area base) ควบคู่กับการพิจารณาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี
นอกจากนี้ กนช.ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำชุดข้อมูล สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบผ่านสื่อต่างๆ แบ่งเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ 1.การกักเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ และระบบการระบายน้ำในแต่ละสภาพภูมิประเทศ 2.ข้อมูลสถานการณ์น้ำ จำแนกเป็นรายภูมิภาคและความเชื่อมโยงในการใช้น้ำร่วมกัน 3.การดำเนินการของรัฐบาลทั้งที่เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจำแนกเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และมาตรการระยะยาวที่มีความยั่งยืน 4.ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากไม่มีการแก้ไขการบริหารจัดการน้ำ
