Khaosod
Online

วันศุกร์ ที่ 28 ก.พ. 2563

สัมภาษณ์พิเศษ : วันมูหะมัดนอร์ มะทาส่องการเมือง63-ปัจจัยล้มรัฐบาล

5 ม.ค. 2563 - 00:01 น.

สัมภาษณ์พิเศษ : วันมูหะมัดนอร์ มะทาส่องการเมือง63-ปัจจัยล้มรัฐบาล

วันมูหะมัดนอร์ มะทาส่องการเมือง63 : ทุกครั้งรัฐบาลจะล้มด้วย 2 เรื่อง คือ เรื่องเศรษฐกิจที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ แล้วประชาชนทนไม่ไหว...รวมถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ คิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่ฝ่ายค้านน่าจะหยิบมาอภิปราย

ทั้งจากคำทำนายของโหร การคาดการณ์จากหลายฝ่ายทั้งคนวงในและผู้คลุกคลีในแวดวงการเมือง =
เห็นไม่ต่างกันว่าการเมืองในปี 2563 จะเดือดตั้งแต่ต้นปี และปะทุแรงกว่าปีที่ผ่านมา

รัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำถึงกับต้องยุบสภา หรือรุนแรงถึงขั้นรัฐประหารซ้ำหรือไม่

ในมุมมองของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส..บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้อาวุโสทางการเมือง คิดเห็นอย่างไร

มองสถานการณ์บ้านเมืองในปี 2563 อย่างไร

ประชาชนน่าจะผิดหวัง ไม่มีความหวัง สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง รัฐบาลคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เศรษฐกิจจะทรุดหนักอีก เกิดปัญหาด้านการค้า ซึ่งไม่รู้ทำไมรัฐบาลจึงไม่แก้ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านประมาณเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ผมอยู่ในพื้นที่ที่ติดกับมาเลเซีย เห็นได้เลยว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งกว่ามาเลเซีย 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเอาเงินดอลลาร์เป็นตัวกลางเปรียบเทียบ 30 เปอร์เซ็นต์ส่งผลเสียคือ สินค้าของไทยแข่งขันกับมาเลเซียไม่ได้ และคนมาเลเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวทางภาคใต้ของเราจำนวนมากจะลดลง เพราะค่าเงินแบบนี้เขามาเที่ยวบ้านเราจะรู้สึกว่าจ่ายแพง แต่ช่วยมาเลเซีย มีคนไทยไปเที่ยวมากขึ้นเพราะค่าเงินเขาถูกกว่า

นอกจากนี้ คนไทยที่ทำงานในมาเลเซียประมาณ 1 แสนคน ก็ได้รายได้เป็นเงินมาเลเซียเท่าเดิม แต่กลับมาใช้ที่ประเทศไทยต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ คนเหล่านี้ก็กลับประเทศไทยทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก

ยังไม่เห็นทิศทางของรัฐบาลที่จะสร้างความหวังว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เหมือนที่สื่อมวลชนตั้งฉายารัฐบาลว่ารัฐบาลเชียงกงคือเป็นอะไหล่เก่านำมาใช้ได้ แต่ไม่มีประสิทธิภาพไปสู้กับคนอื่นได้ ประชาชนไม่มีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้ ส่วนตัวจึงไม่ได้หวังอะไรว่ารัฐบาลจะทำให้ประชาชนดีขึ้นอย่างที่เราต้องการ

ในส่วนของรัฐบาล คงต้องเจอกับวิกฤตหลายเรื่อง ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะกระทบกระเทือนรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่จะอภิปราย ส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายค้านจะเตรียมข้อมูลได้ดี เพราะมีการตั้งวอร์รูมเตรียมข้อมูลทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งน่าจะมีผลให้ประชาชนได้มองเห็นว่ารัฐบาลนี้มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะเป็นกระจกเงาให้รัฐบาลเห็นว่า ประชาชนโดยเฉพาะฝ่ายค้านมองรัฐบาลอย่างไร

รัฐบาลต้องใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เป็นประโยชน์ ในการปรับครม. หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบางประการเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น

มั่นใจว่าการอภิปรายจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่

คิดว่าคงยังไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาไม่นาน รัฐบาลอาจบอกได้ว่าขอเวลาให้รัฐบาลทำงานไประยะหนึ่ง ทั้งที่ตัวผู้นำรัฐบาลและครม.บางคนก็ทำงานมา 5-6 ปีแล้ว อีกทั้งยังไม่มีอะไรวิกฤตถึงขนาดที่รัฐบาลต้องล้มไป โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสืบทอดอำนาจของคสช.

และถึงแม้จะล้มรัฐบาลไป หรือยุบสภา เวลาเลือกรัฐบาลใหม่ รัฐบาลนี้ก็มีเสียงหนุนหลังจากส..อยู่ 250 เสียง ดังนั้น โอกาสที่รัฐบาลจะล้มไปแล้วเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอีกฝั่งหนึ่ง คงยังเป็นไปได้ยาก

แต่ให้ถือว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการช่วยชี้จุดที่รัฐบาลควรแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเปลี่ยนทีมครม. เน้นให้คนที่มีความคิดใหม่ๆ ในเรื่องเศรษฐกิจที่จะสู้กับประเทศอื่นได้จะเป็นเรื่องที่ดี

ดังนั้น แม้จะไม่สามารถล้มรัฐบาลได้เพราะเสียงรัฐบาลมากกว่า แต่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยคิดว่านายกฯ จะใช้โอกาสนี้ปรับครม. เพื่อความเข้มแข็งของรัฐบาลมากขึ้น

ปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้รัฐบาลอยู่ยาก

ทุกครั้งรัฐบาลจะล้มด้วย 2 เรื่อง คือ เรื่องเศรษฐกิจที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ แล้วประชาชนทนไม่ไหว ซึ่งก็ยังไม่เห็นวิธีการที่รัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องรับภาระในการที่ประชาชนจะบ่นเยอะขึ้น

และคิดว่าอาจมีประชาชนมาเรียกร้องขอรายได้เพิ่มขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล หรือกระทรวงต่างๆ มากขึ้นในปีนี้ เพราะประชาชนไม่เห็นความหวังอย่างอื่น รู้สึกเป็นห่วงภาพของรัฐบาลที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เสียงที่ประชาชนขับไล่รัฐบาลน่าจะเสียงดังมากกว่า

รวมถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ คิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่ฝ่ายค้านน่าจะหยิบมาอภิปราย

หลายฝ่ายมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำได้ยาก กังวลหรือไม่

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลยืนบนทาง 2 แพร่ง หากแก้ได้ รัฐบาลก็กลัวว่าจะเสียอำนาจไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ประชาชนจะมองเห็นว่ารัฐบาลต้องการจะรักษาอำนาจมากกว่าที่จะรักษาประชาชน รัฐบาลทำอย่างไรก็ลำบากทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่ดีไม่ควรคิดถึงตัวเอง ถามว่าจะเอาอำนาจไปไหน ถ้าประชาชนมาสาปแช่งการรักษาอำนาจก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ดังนั้น รัฐบาลควรเอาเรื่องความถูกต้อง เอาเรื่องประชาธิปไตย เพราะเมื่อใดที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นบ้านเมืองก็จะดีขึ้น หลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ดีขึ้นเพราะเขาสร้างประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร

เวียดนามแม้จะยังเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ทหารไม่ได้มายุ่ง เมียนมาแม้จะมีทหารเข้าไปยุ่งบ้าง แต่ความเป็นประชาธิปไตยของเขาก็โตขึ้น ตอนนี้เราจะตามหลังเมียนมาแล้ว

หากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้หลายคนก็เป็นห่วง แต่ทุกคนก็คิดว่าเรื่องเหล่านี้ควรแก้ แต่ไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะคนที่จะมีส่วนแก้ไขที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ คือเฉพาะในส่วนสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภายังไม่มี

ฉะนั้น การแก้ไขเรื่องนี้คิดว่าวุฒิสภาชุดนี้ แน่นอนว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งจากรัฐบาลคสช. รัฐบาลจึงคุยกับวุฒิสภาได้ จึงอยากให้รัฐบาลคุยกับวุฒิสภา

ส่วนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญควรเดินทางสายกลาง คือให้แก้แต่อย่าให้กระทบบางอำนาจ เช่น อย่าให้อำนาจ ส..มากเกินไป ให้เขาอยู่จนครบวาระแต่ลดอำนาจบางส่วนเมื่อถึงเวลา เช่น แก้ไขอำนาจส..ในการเลือกนายกฯ

และแก้ไขเรื่องระบบการเลือกตั้งที่สับสนให้ดีขึ้น ไม่ว่าใครจะเลือกตั้งชนะก็ไม่เป็นไรแต่ให้เป็นประชาธิปไตย อย่างเช่น การคำนวณส..ระบบสัดส่วน ที่ปวดหัวจนถึงวันนี้ ส่วนนี้คิดว่าส..ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เห็นตรงกันว่าระบบการเลือกตั้งเป็นปัญหา

รวมถึงพ...ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็เป็นปัญหา เพราะไม่เอื้อต่อการจะทำให้พรรคการเมืองโต และทำให้คนทำการเมืองได้ เพราะคนที่ร่างกฎหมายนี้ไม่เคยอยู่ในวงการเมือง ตอนนั้นสนช.พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะดี แต่เวลาปฏิบัติมีปัญหามาก

ถ้ายังใช้ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยไม่ใช้บทเฉพาะกาลเข้ามา จะมีปัญหาเยอะเลย เราต้องไม่ใช้อำนาจของบางองค์กรไปยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองของประชาชนต้องให้โอกาสโตขึ้นโดยธรรมชาติ แบบพรรคการเมืองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถ้าจะยุบก็ต้องยุบโดยธรรมชาติ ไม่ใช่คนอื่นไปทำให้ยุบ

รัฐธรรมนูญจึงควรต้องแก้ ระบบการเลือกตั้งก็ควรต้องทำให้ดี กติกาของพ...ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็ต้องแก้ไข เสียดายเนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบนี้ทำให้คนเก่งหลายคนไม่สามารถเข้าสภาได้

เราอยากให้มีคนเก่งเข้ามาทำงานทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านกันเยอะๆ เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ระบบการเลือกตั้งนี้รัฐบาลก็ไม่ได้คนดีเท่าไร ส่วนฝ่ายค้านคนดี คนเก่ง ก็อยู่นอกสภาเยอะ

ปรากฏการณ์งูเห่าในสภาจะช่วยให้รัฐบาลเข้มแข็งได้หรือไม่

การเป็นงูเห่าทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวังกับส.. ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็จะเสื่อม โดยการทำให้คนกลายเป็นงู ซึ่งผิดธรรมชาติ ภาพสมัยโบราณคนกลายเป็นสัตว์ เป็นงู ก็เหมือนการถูกสาปแช่ง

คนกลายเป็นงู ประชาชนจะสาปแช่งคนนั้นก็ไม่เจริญ เพราะประชาชนสาปแช่ง ก็เหมือนสวรรค์สาปแช่ง รัฐบาลเอาคนไม่ดีที่ถูกสวรรค์สาปแช่ง ประชาชนสาปแช่งเข้ามาอยู่ ก็ย่อมเสื่อมตามไปด้วย ดังนั้น ระบบงูเห่าจะเป็นความเสื่อมแน่นอน

อีกทั้งระบบนี้ไม่มีความยั่งยืนใดๆ เมื่อรัฐบาลสมหวังแล้ว เขาได้ไป 10 กว่าตัว จากนั้นใครจะไปอีก 50 ตัว เขาก็ไม่สนใจ ไม่ได้ราคาแล้ว เพราะรัฐบาลอยู่ได้แล้ว ดังนั้น ความเสื่อมอาจเกิดขึ้นไม่มากแต่ทำให้ระบบเสีย รัฐบาลจึงไม่ควรทำ

แต่ในเมื่อทำไปแล้วรัฐบาลอาจอยู่ได้ ส่วนจะนานหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเสียงข้างมากอย่างเดียว ถ้าประชาชนไม่พอใจรัฐบาลเมื่อไรมีเสียงมากก็ต้องไปเหมือนกัน หลายครั้งที่รัฐบาลเสียงมากแล้วคิดว่าจะอยู่ครบ 4 ปี แต่ไปไม่ได้ เพราะไปสะดุดสถานการณ์บางอย่าง

ดังนั้น การได้งูเห่าอาจทำให้แข็งแรงได้ระยะหนึ่ง แต่ความที่ถูกสาปแช่งต่างหากที่จะทำให้รัฐบาลสะดุดเร็วขึ้น ประชาชนไม่พอใจอยู่แล้ว รอจังหวะรัฐบาลสะดุดประชาชนก็จะตีซ้ำ เพราะความไม่เป็นสุภาพบุรุษของรัฐบาล และอย่าไปคิดว่าเลี้ยงงูเห่าแล้วจะเกิดประโยชน์เพราะรู้อยู่แล้วว่างูเห่าเป็นอย่างไร

ส่วนการลงถนน ถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยคงไม่เกิดผลที่จะทำให้รัฐบาลล้ม ม็อบไม่ว่าจะลงถนนหรือไปไหนก็ตาม ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยหมายถึงประชาชนทนไม่ได้แล้วรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่สุกงอมถึงจะเกิดม็อบก็คงไม่ทำให้รัฐบาลล้มได้ การลงถนนต้องดูสถานการณ์ด้วยว่ามันสุกงอมมีเหตุมีผล

หลายฝ่ายกังวลเรื่องการรัฐประหารซ้ำ หรือรัฐบาลอาจยุบสภา มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่

หากพูดถึงเรื่องการยุบสภา ฝ่ายค้านไม่ได้กลัวเรื่องนี้เท่าไร บางทีอยากให้ยุบสภาด้วยซ้ำเผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น เขาไม่ได้กลัวว่าเลือกตั้งจะสอบได้หรือสอบตก คนที่กลัวการยุบสภามากที่สุดน่าจะเป็นรัฐบาล เพราะคิดว่าเมื่อยุบสภาแล้วอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะเป็นรัฐบาลได้อีกหรือไม่ เพราะประชาชนมองเห็นแล้วว่าสมัยเป็นรัฐบาลทำงานอะไรได้บ้าง

ดังนั้น การยุบสภา ไม่มีฝ่ายค้านคนไหนกลัว อีกทั้งการยุบสภาไม่ได้เกิดจากความอยากหรือไม่อยาก แต่เกิดขึ้นจากสถานการณ์บางอย่าง ขณะที่การรัฐประหารซ้ำ เชื่อว่าจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะดูแล้วเขายังแบ่งผลประโยชน์ลงตัว


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ สัมภาษณ์พิเศษ : วันมูหะมัดนอร์ มะทาส่องการเมือง63-ปัจจัยล้มรัฐบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง