logo

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิ.ย. 2563

หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ ยานยนต์ ไอที-สมาร์ทโฟน
รอบโลก หนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง นิวส์มอนิเตอร์ BBC Thai BBC Burmese ข่าวในพระราชสำนัก
ข่าวโควิด-19 เด่นออนไลน์ บันเทิง
กีฬาต่างประเทศ ไทยซอคเกอร์ เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
หวย ดวง
ข่าวทะลุคน วงล้อเศรษฐกิจ สดจากสนามข่าว ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม ข่าวข้น คนเข้ม บ.ก. ตอบจดหมาย วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ ยานยนต์
คลิปฮอต
บิวตี้ อิ่มอร่อย ท่องเที่ยว
เคล็ดลับการเงิน ลงทุนเรื่องง่าย รีวิวผลิตภัณฑ์

อนาคตใหม่ เปิดตัว ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ทลายทุนผูกขาด เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน

14 ม.ค. 2563 - 17:00 น.

อนาคตใหม่ เปิดตัว ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ทลายทุนผูกขาด
เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ม.ค. ที่พรรคอนาคตใหม่ นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, และนายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า ปลดล็อกทุนผูกขาด ปลดปล่อยสุราคนไทย โดยคาดจะส่งร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ก่อนการปิดสมัยประชุมสภาในปลายเดือน ก.พ.นี้

นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพฯ กล่าวถึงอุปสรรคของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในวงการสุราประเทศไทย ในฐานะอดีตผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ ว่า อุปสรรคแรกคืออุปสรรคทางความคิด ทุกคนต่างคิดว่าเราคงต้องเป็นบริษัทใหญ่ถึงจะทำสุราขายได้ ตนก็เคยคิดแบบนั้น แต่วันหนึ่งได้มีโอกาสชิมรสชาติเบียร์ยี่ห้อหนึ่งจากต่างประเทศ เสมือนเป็นการเปิดโลกให้เห็นถึงความหลากหลายของเครื่องดื่มชนิดนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลงมือผลิตเบียร์ยี่ห้อของตนเอง โดยหวังสร้างให้เป็นธุรกิจด้วย

นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร

"แต่ในที่สุดความฝันสร้างธุรกิจคราฟต์เบียร์ก็ต้องยุติ เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพสามิตบุกเข้าจับ ถึงได้รู้ว่าธุกิจที่คิดสร้างนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะขัดต่อกฎหมายที่กำหนดว่า ผู้ผลิตเบียร์ต้องมีกำลังผลิตถึง 10 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดา สิ่งนี้นำไปสู่คำถามในสังคมเช่นกัน ว่าเราจำเป็นต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้ามาทำได้ด้วยหรือไม่"

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

นายเท่าภิภพ กล่าวต่อว่า จากการได้ลงพื้นที่มากมายเมื่อมาทำงานการเมือง ตนได้พบกับคนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสุราชุมชน สุราพื้นบ้านในประเทศไทย ผู้ผลิตเบียร์คราฟต์ที่ต้องระหกระเหินไปทำที่เมืองนอก เมื่อได้พูดคุยกัน พบว่าคนจำนวนมากมีปัญหาใกล้เคียงกัน และเห็นด้วยในเรื่องความไม่เท่าเทียมของกฎหมายที่มีอยู่ แน่นอนว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยมักจะยกข้อกังวลถึงเรื่องศาสนา สุขภาพ และอุบัติเหตุ ซึ่งตนเห็นด้วย แต่ตนมองว่านี่เป็นคนละเรื่องกันกับการปลดล็อกให้คนรายย่อยมาทำธุรกิจได้ และมองว่าการส่งเสริมให้ดื่มอย่างปลอดภัย หรือการศึกษาให้คนดื่มอย่างปลอดภัย ประกอบกับการใช้กฎหมายที่ดีและเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

“การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมสุรารายย่อยจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงผลผลิตเหลือๆ ของทางการเกษตรให้มาอยู่ในขวด เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยทำให้ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น และที่สำคัญคือ จะเป็นการเปลี่ยนประเทศนี้ไปโดยสิ้นเชิง เป็นการทำลายกำแพงอุปสรรคทางความคิดและกฎหมาย เพราะสุราไม่ใช่เรื่องเดียวที่คนไทยถูกปิดกั้นและผูกขาด” นายเท่าภิภพกล่าว

ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวถึงการผลักดันกฎหมายปลดล็อกสุรา ในฐานะของการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าทางการเกษตร และการสร้างเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยระบุว่า ตนเห็นโอกาสการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย คือตอนที่เดินทางไปโอกินาวาและพบกับเหล้า “อาวาโมริ” ซึ่งตนมีโอกาสอภิปรายในสภาว่าเหล้าอาวาโมริ เกิดขึ้นเมื่อ 600 ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คนญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเอาข้าวจากประเทศไทยไปทำเหล้าของเขา ข้าวที่ใช้คือข้าวอินดิก้า คือข้าวยาวที่ประเทศไทยมีอยู่จำนวนมาก

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

"40 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกข้าวอินดิก้าไปญี่ปุ่นทั้งหมด 2 แสนตัน กิโลกรัมละ 10-20 บาทแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ญี่ปุ่นส่งออกเหล้าอาวาโมริกลับมาขายให้เรา ลิตรละ 2,500 บาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มถึง 170 เท่า นี่คือผลผลิตที่มาจากวัตถุดิบไทยที่คนไทยมองข้าม แต่คนต่างชาติเห็นมูลค่าของมันมานานกว่า 600 ปี จากการเดินทางของผมในช่วงที่มาเป็นนักการเมืองนั้น ได้พบกับความหลากหลายของเหล้าพื้นบ้านในทุกภาคทั่วประเทศ ขนาดมีการปิดกั้น ยังมีเหล้ากลั่นอยู่ประมาณ 2,000 โรง คราฟต์เบียร์ 70 ยี่ห้อ นี่คือสิ่งที่ป็นศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยที่กำลังรอการปลดปล่อยอยู่"

นายพิธา กล่าวต่อว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นน้ำเมา แต่คือเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ สูตรและความลับทางการค้า คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจ ที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำในประเทศไทยได้ และคือเรื่องของเครื่องหมายทางการค้าและภาษีที่ประเทศไทยจะได้รับ คราฟต์เบียร์มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 122-180 ล้านบาท หรือประมาณ 0.01% ของมูลค่าตลาดเบียร์ทั้งหมดในประเทศ ส่วนสุราชุมชน มูลค่าตลาดอยู่ที่ 2,800-3,200 ล้านบาท เก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตจากสุราชุมชนได้ประมาณปีละ 1 พันล้านบาท ถ้าเราปลดล็อกเรื่องของเบียร์แล้วให้คราฟต์เบียร์เป็นเพียง 1% ของส่วนแบ่งในตลาดที่ทุนใหญ่ครองอยู่ทุกวันนี้ ก็เท่ากับคราฟต์เบียร์มีโอกาสที่จะโตได้ขึ้นถึง 11 เท่าเป็นอย่างน้อย

“เมื่อนำมูลค่าเหล่านี้มาบวกเพิ่มกับภาษีสรรพสามิตที่เคยอยู่นอกระบบ บวกกับการลงทุน การจ้างงาน เราจะได้มูลค่าทั้งหมดอย่างต่ำ 1.5 หมื่นล้านบาท อย่างกลาง 1.8 หมื่นล้านบาท และอย่างสูง 2 หมื่นกว่าล้านบาทที่จะป้อนเข้าสู่เศรษฐกิจไทย ถ้ามีการปลดล็อกตรงนี้ ให้สิทธิชุมชนและภูมิปัญญาของชาวบ้านได้กลับมา ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ก็จะเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่น่าจะเพิ่มให้กับเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในตอนนี้ได้”

นายพิธา กล่าวต่อว่า การแถลงข่าววันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ยังมีงานต้องทำอีกมากมาย ทั้งการเผยแพร่ความรู้ การศึกษา การรับฟังความคิดเห็น ตนมีแผนงาน จะเดินทางไปดูสุราพื้นบ้านที่อีสานและภาคเหนือในช่วงต้นเดือน ก.พ. และหวังว่าจะสามารถนำเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาได้ก่อนการปิดสมัยประชุมนี้

ด้านนายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า มีการกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าสู่ตลาดได้ โดยสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมา ตั้งแต่การกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำของเบียร์ 10 ล้านลิตรต่อปี ของสุรา 3 หมื่นลิตรต่อวัน กำหนดให้เบียร์ต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือการกำหนดเกณฑ์สำหรับการผลิตสุราชุมชน ที่ให้ไม่เกิน 5 แรงม้า ใช้คนงานไม่เกิน 7 คน มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากกฎหมายลักษณะนี้กำลังกำหนดว่าสุราชุมชนขนาดเล็กไม่มีวันและไม่มีโอกาสที่จะเติบโตแข่งขันกับผู้เผลิตที่มีอยู่แล้วซึ่งเป็นกลุ่มทุนพันล้านได้เลย นั่นคือที่มาว่าทำไมเราจึงเสนอยกร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า

นายวรภพ วิริยะโรจน์

“ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีสาระสำคัญสามประเด็น ประกอบไปด้วย 1.การแก้ไขมาตรา 153 ของ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ห้ามกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาผลิตสุรา ห้ามจำกัดกำลังการผลิต กำลังการผลิตของเครื่องจักร และจำนวนคนงาน 2.การทำโครงสร้างภาษีขั้นบันไดตามขนาดกำลังการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถทำธุรกิจแข่งขันภายใต้โครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่และต่างประเทศได้ 3.ปลดล็อกการปรุงแต่งสุรา จากการแต่งกลิ่นแต่งสี และหมักสมุนไพรต่างๆ ได้ นี่คือโอกาสที่เราจะเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าทางการเกษตรในประเทศไทย” นายวรภพ กล่าว


เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

อนาคตใหม่ เปิดตัว ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ทลายทุนผูกขาด เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน