“มิ่งขวัญ” ตอกย้ำ ศก.ไม่ดี เหลื่อมล้ำสูง จวกเงิน ชิมช้อปใช้ ไหลเข้าตระกูลใหญ่
ชิมช้อปใช้ / เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการอภิปรายช่วงดึกเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผ่อนคลายต่างจากเมื่อช่วงบ่ายที่มีการประท้วงกันเป็นระยะ โดยเมื่อเวลา 21.00 น. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายว่า
ตนมีคำถามแทนใจจากชาวบ้านว่าเศรษฐกิจไม่ดี พวกท่านจะพูดหรืออธิบายอย่างไร แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือชาวบ้านไม่มีจะกิน คนตกงาน มีแต่ข่าวจี้ปล้นรายวัน โรงงานปิดตัว
วันนี้คนไทยมีบัญชีเงินฝาก 12 ล้านล้านบาท โดยมีเงินฝากสดๆ มากกว่า 10 ล้านบาท เพียง 0.2% น้อยกว่า 10 ล้านบาท 10% น้อยกว่า 3,142 บาท 56% และน้อยกว่า 500 บาท 32.8% มีเงินติดบัญชีไม่ถึง 3 พันบาท และคนไทยมีหนี้ครัวเรือนท่วม
ส่วนที่นายสมคิดบอกเศษฐกิจดี โครงการอีอีซีก็ดี แต่ถ้าค่าแรงขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ 308-330 บาท ทีมเศรษฐกิจของพวกท่านคงต้องเร่งแก้แล้ว เพราะแค่นี่เราก็แพ้แล้ว ในสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40-42 มีผลสะเทือนกับประชาชนในประเทศ 15% ไฟแนนซ์ปิด 56 แห่ง ธนาคารปิดตัวหลายแห่ง
ส่วนที่เหลืออยู่เป็นธนาคารลูกผสม อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แกว่งไปมา 25-58 บาท แต่ปี 60-62 มีผู้ได้รับผลกระทบ 85% กลายเป็นพีระมิดกลับหัวกลับหางจนเกิดความเหลื่อมล้ำ การครอบงำและผูกขาด จนทำให้บางคนรวยจนห่างจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร
นายมิ่งขวัญ อภิปรายว่า ในปี 58 ไทยเหลื่อมล้ำอันดับ 11 พอปี 59 ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 และในปี 60-61 ไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ประเทศที่เหลื่อมล้ำที่สุดในโลก คนไม่ถึง 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่ง ส่วนจีดีพีของไทยตั้งแต่ปี 52-62 โตขึ้นมาเรื่อยๆ ก็จริง แต่เมื่อดูการเติบโตปีต่อปี โดยเฉพาะช่วง 57-62
อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี เรากำลังปรับตัวด้วย ทำให้เราโตแบบกระดึบๆ แต่ตระกูลใหญ่ๆ เช่น ปราสาททองโอสถ ในปี 57 รวย 0.74 แสนล้านบาทแต่ในปี 62 มั่งคั่งถึง 1.08 แสนล้านบาท ส่วนตระกูลเจียรวนนท์มั่งคั่งเป็นอันดับ 1 ในปี 57 รวย 3.74 แสนล้านบาท แต่ปี 62 มั่งคั่งถึง 9.41 แสนล้านบาท ดังนั้นเมื่อเทียบจีดีพีกับการเติบโตของมหาเศรษฐีไทย ชี้ให้เห็นว่าไทยมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด
กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
![]()
นายมิ่งขวัญ อภิปรายต่อว่า ส่วนตลาดอีคอมเมิร์ซไทยรวมทั้งการค้าออนไลน์ในปี 62 มีมูลค่าถึง 3.8 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ มีมากกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศในปี 63 ที่มี 3.2 ล้านล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งปรับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุมเงินที่ไหลออก
ส่วนโครงการชิมช้อปใช้นั้น มีรัฐมนตรีใน ครม.มาพูดกับตนว่ากระทรวงการคลังมีหน้าที่เก็บเงิน เก็บภาษี จัดสรรเงินไปตามกระทรวงต่างๆ แต่กลับมาใช้เงินเองผ่านโครงการนี้ถึง 2 หมื่นล้านบาท ผ่านบัตรชิมช้อปใช้และต้องใช้เงิน 1,000 บาทผ่านบาร์โค้ด พวกแม่ค้าส้มตำข้างทางก็ไม่มีโอกาสได้รับเงินส่วนนี้ เพราะเงินไหลผ่านไปแค่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ แล้วจะไม่ให้พูดถึงตระกูลเจ้าสัวได้อย่างไร
นายมิ่งขวัญ อภิปรายอีกว่า ในวิกฤติยังมีโอกาส เชื้อโควิด – 19 ที่กำลังระบาดในหลายประเทศ โดยเฉพาะในฮ่องกงซึ่งกำลังมีปัญหาและติดอยู่กับจีน ซึ่งฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียและภูมิภาค ดังนั้นขอให้นายกฯ สั่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย เชื่อว่าธนาคาร ไฟแนนซ์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่กำลังปวดหัวอยู่อยากย้ายออก
ดังนั้นได้เวลาย้ายศูนย์กลางการเงินมาอยู่ในไทย แล้วเปิดเสรีธนาคาร แล้วมาดูกันว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากจะเป็นอย่างไร คนไทยจะมีความสุขเพิ่มขึ้น ดังนั้นขอให้นายกฯ กำหนดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ให้ช่องว่างไม่เกิน 3%