“บิ๊กตู่ลั่นไม่คิด”อยากอยู่ต่อ แจงตั้ง 4 คำถาม ตอบโต้นักการเมืองเคลื่อนไหวบิดเบือน ดิสเครดิตรัฐบาล ยันเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแม็ปเดิม เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น มหาดไทยเล็งเพิ่มรายละเอียดคำถาม ป้องกันสับสน เพื่อไทยท้าตั้งพรรค-ลงสมัคร ส.ส. “บิ๊กป้อม”กลับเข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมแล้ว ชู 2 นิ้ว ลั่นยังไหว “ปชป.-กปปส.”ปัดแตกคอ ชี้โมเดล 4 พรรคหลักจับมือสู้พรรคทหารเป็นไปได้ยาก สปท.รับรายงานปฏิรูปการเมือง วางกรอบแก้รธน.ทุก 10 ปี โพลหนุนปฏิรูปตำรวจ ย้ายไปสังกัดก.ยุติธรรม
บิ๊กตู่แจงยิบเหตุผลชง 4 คำถาม
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เปิดการประชุม “Thailand Rice Convention 2017” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การค้าข้าวไทยและทิศทางในอนาคต” ในตอนหนึ่งว่า ด้วยความห่วงใยจากตนในฐานะนายกรัฐมนตีและหัวหน้าคสช. วันนี้ทุกคนยังไม่ได้ตอบคำถามที่ถามไป แต่ที่ถามไปนั้นไม่ได้ถามว่าตนจะไม่ไปหรืออะไร แต่ถามไปว่าวันหน้าจะทำอย่างไรเท่านั้นเอง โดยไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งสิ้น ก็เป็นไปตามที่พ่อแม่พี่น้องต้องการ
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าจุดประสงค์ที่ตั้งคำถาม 4 ข้อนั้น คือต้องการให้ประชาชนได้คิดในสิ่งที่ตนได้ถาม เพราะวันนี้มีการพูดในระดับท้องถิ่น ชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งเดินสายพูดอยู่ข้างล่างและบิดเบือนทุกอย่าง โจมตีตนทางสื่อ จึงถามกลับว่าสิ่งที่พวกเขาพูดมาทั้งหมดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เช่น ที่บอกว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะให้มีโครงการรับจำนำข้าวอีก กลับมาแล้วจะทำหลายอย่างที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์โดยตรง ตนจึงถามว่าถ้าปัญหาเหล่านี้กลับมาประชาชนจะทำอย่างไร
นักการเมืองเคลื่อนไหวดิสเครดิต
“ในเมื่อเขาเล่นงานผม ผมก็ต้องถามกลับไปบ้าง ทำไมต้องฟังเขาข้างเดียวหรือ ผมไม่มีโอกาสจะพูดอะไรเลยเหรอ ช่วยผม ผมต้องการสร้างความคิด เลือกตั้งผมไม่ได้ขัดแย้งยังไงก็ต้องมี โรดแม็ปว่าเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่วันนี้แค่เลือกตั้งยังไม่ยอมกันเลย ต่างเร่งให้เร็วแค่นี้แค่นั้น มีความไม่สงบเกิดขึ้นแล้วบอกว่าต้องเลือกตั้งให้เร็วขึ้น จะต้องขยายความให้เขาทำไม ประเทศไหนก็ไม่มี ถ้าไม่สงบเรียบร้อยก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ ผมไม่เคยพูดสักคำว่าจะไม่เลือกตั้งแล้วนักการเมืองตีความอย่างนั้นทำไม หลายคนที่พูดวันนี้สร้างความเสียหาย วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร แล้วบอกทหารไม่ต้องรัฐประหาร ซึ่งไม่มีใครอยากจะทำอยู่แล้ว ถ้าไม่สร้างความ เสียหายกันไว้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สื่อก็รู้ว่ามีความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเพื่อเตรียมเลือกตั้งโดยต้องการให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม มีการเคลื่อนไหวมานานแล้ว เดินสายเพื่อ ดิสเครดิตรัฐบาลทุกเรื่องเพราะไม่ต้องการให้สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ต้องการให้ทุกอย่างกลับไปที่เดิม มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายแบบเดิม แล้วประเทศไทยจะแก้ปัญหาอะไรได้ จึงขอถามคนไทยว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากต้องการก็ต้องคิดในสิ่งที่ถามไปและไม่ได้ถามเพื่อตัวเอง
ยันไม่ได้มีเจตนาอื่น
เมื่อถามว่าเมื่อได้คำตอบแล้วจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “จะเอามาคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยอาจเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปให้เร็วขึ้นและสอดคล้องกับสิ่งที่จะเดินหน้า ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น แต่ที่โดนโจมตีมาตลอดนั้นเป็นธรรมกับผมหรือไม่ จะถามก็ไม่ได้เลย แตะต้องไม่ได้ เขาเป็นใครถึงแตะไม่ได้ เป็นเจ้าของประเทศนี้หรือ เพราะเจ้าของประเทศนี้คือประชาชน ถามว่าประชาชนจะเอาอย่างไร ไม่ได้ถามว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ผมไม่ถามอะไรโง่ๆ แบบนั้นอยู่แล้ว เมื่อผมได้รับคำตอบจากประชาชนแล้วจะส่งคำตอบให้สื่อมวลชนได้ดูด้วย เพราะสื่อเป็นส่วนหนึ่งในวงจรความขัดแย้ง จึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนและสร้างจิตสำนึก ซึ่งไม่ใช่หน้าที่นายกฯเพียงคนเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีสูบน้ำพระโขนงและรับฟังบรรยายสรุปแผนบริหารจัดการน้ำกรุงเทพมหานคร โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้พบปะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนชาวชุมชนเกาะกลาง ชุมชนขนาดเล็กในเขตคลองเตย นายกฯ ได้กล่าวเตือนประชาชนอย่าลืมตอบคำถาม 4 ข้อเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่นายกฯถามด้วย พร้อมกันนี้ นายกฯได้เช่าวัตถุมงคลที่ชาวบ้านตั้งใจจะมอบให้ เป็นตะกรุด 19 ดอก และก้นบุหรี่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
โต้ไม่ได้อยากอยู่ต่อ
เวลา 15.30 น. ที่สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กรณีฝาก 4 คำถามให้ประชาชนตอบ ซึ่งล่าสุดนักการเมืองออกตอบโต้พร้อมถามกลับว่า นักการเมืองจะตอบอย่างไรก็เรื่องของเขา เพราะตนถามประชาชนไม่ได้ถามนักการเมือง ที่เขาถามกลับตนไม่รู้สึก ไม่สนใจ จะไปสนใจเขาทำไม ถ้านักการเมืองต้องไปถามเขาว่าวันหน้าถ้ากลับมาจะทำอย่างไร ที่ผ่านมาก็โจมตีตนทุกวัน จึงต้องการถามกลับแค่นั้นเอง เมื่อถามว่าเมื่อได้คำตอบแล้วจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทำงานให้ดีที่สุดและตนกำลังแก้ไขในสิ่งที่ได้ถาม คำถามนี้ซับซ้อนมากเลยหรืออย่างไร
เมื่อถามว่านักการเมืองมองว่า 4 คำถาม นายกฯอาจต้องการอยู่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “อยู่ได้อย่างไร ถ้าอยากอยู่ต่อผมต้องถามว่าต้องการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผมไม่ได้ถาม เมื่อไม่ได้ถามก็อย่าไปตีความ แต่ผมถามว่าถ้าเกิดปัญหาในวันหน้าจะแก้ไขอย่างไรหรือต้องเรียกทหารออกมาปฏิวัติอีก คุณจะเอาอะไรกับผม”
จะเลิกพูดอีก 2-3 สัปดาห์
เมื่อถามว่าได้กำหนดระยะเวลารวบรวม คำตอบจากประชาชนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ อยากตอบอะไรก็ตอบไป ไม่มีการสรุป แต่ขอให้ประชาชนตอบมาก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร วันหน้าเมื่อรัฐบาลนี้ไม่อยู่ขอให้สื่อช่วยถามรัฐบาลหน้าด้วย ถ้ารัฐบาลหน้าไม่ตอบให้ชัดเจนตนจะมาไล่กับสื่อ เมื่อก่อนไม่เห็นถามเขาแบบนี้เลย ถ้าถามแล้วทำไมถึงมีเรื่อง มีความขัดแย้ง มีการใช้ระเบิดและอาวุธสงคราม ก่อนหน้านี้ตนสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาหลายสัปดาห์แล้ว และจะเลิกพูดไปอีก 2-3 สัปดาห์ สื่ออย่าคิดถึงก็แล้วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งระหว่างนายกฯเดินพบปะประชาชนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กทม. ที่บริเวณซอยแบริ่ง-ลาซาล ได้หัน ไปถามผู้สื่อข่าวว่า “เป็นนักข่าวหรือเปล่า นักข่าวที่ดีหรือเปล่า วันนี้มีนักข่าวบางพวกที่ชอบขยายความขัดแย้ง ขอให้นักข่าวช่วยกันทำงาน เห็นใจรัฐบาลบ้าง”
มท.เล็งปรับรายละเอียดคำถาม
ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการกับคำถาม 4 ข้อของนายกฯ ว่า กระทรวงมหาดไทยจะต้องมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่าคำถาม 4 ข้อ บางข้ออาจต้องเพิ่มความชัดเจน ขณะนี้กำลังพูดคุยกันระหว่างสำนักนายกฯ และกระทรวงมหาดไทย หากได้ข้อยุติที่ชัดเจนจะเปิดเผยว่าวิธีการรับฟังเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเพราะเกรงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความสับสน
ปลัดมหาดไทยกล่าวว่า ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ตามเป้าประสงค์ของ นายกฯ ที่ต้องการฟังความเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่ขอดูรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อนเพื่อทำให้น่าเชื่อถือ มิฉะนั้นถ้ากระทรวงมหาดไทยรีบร้อนแถลงหรือทำไปตอนนี้อาจจะมีปัญหา ทั้งนี้ ศูนย์ดำรงธรรมถือเป็นหน่วยงานหลักที่นายกฯ บอกมา แต่จะทำอย่างไรนั้น จะขอบอกอีกครั้ง
ท้านายกฯตั้งพรรค-สมัครส.ส.
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว. ต่างประเทศ กล่าวว่า เห็นนักการเมืองต่างแสดงความเห็นต่อคำถาม 4 ข้อของนายกฯ และการให้ประชาชนช่วยตอบ ถือเป็นเรื่องดีเพราะ 3 ปีที่ผ่านมานักการเมืองตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี ทุจริต คดโกง วันนี้นักการเมืองยังถูกกล่าวหาว่าอยากลงเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐบาล คสช.เป็นผู้กำหนดเองว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปในเร็วๆ นี้ นักการเมืองที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ดีก็มีอยู่มาก มีความรู้ความสามารถพัฒนาประเทศไปข้างหน้าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่างชาติรอให้ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้านายกฯ เข้าใจหลักการในระบอบประชาธิปไตย ต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ขอให้รีบประกาศวันเลือกตั้งและอนุญาตให้ประชุมพรรคได้แล้ว หากยังอยากเป็นนายกฯ ต่อไป และห่วงใยว่าการเลือกตั้งจะได้คนไม่ดีมาเป็นนายกฯ ขอให้ประกาศตั้งพรรคและลงสมัครเลือกตั้ง เชื่อว่าคนที่สนับสนุนคงมีมากและจะได้กลับมาเป็น นายกฯอย่างสง่างามในสายตาประชาคมโลกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
ปชป.ดักคอ”บิ๊กตู่”นั่งต่อ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีบางคน เรียกพล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นเผด็จการ แต่ตนไม่เคยเรียกอย่างนั้นเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติกัน เห็นว่าถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่เข้ามาช่วงนั้นประเทศอาจบอบช้ำและเสียหายมากกว่านี้ตนเคยกล่าวว่าหลักความมั่นคงแห่งรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นหลักสำคัญที่สุด เพราะหากบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ป่วยการที่จะคิดถึงระบอบการปกครอง ซึ่งหลักความมั่นคงแห่งรัฐดังกล่าวมีหลักอยู่ 2 ประการ คือ 1.ให้อำนาจพิเศษขัดจังหวะระบอบประชาธิปไตยได้ และ 2.เมื่อใช้อำนาจพิเศษขัดจังหวะระบอบประชาธิปไตยแล้ว ต้องคืนสู่อำนาจเดิมคืออำนาจของประชาชนให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้าอำนาจพิเศษจะเริ่มกลายเป็นอำนาจแห่งเผด็จการทันที
“ผมจึงไม่เคยกล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเผด็จการ แต่ผมกล่าวว่าท่านใช้อำนาจพิเศษตามหลักความมั่นคงแห่งรัฐมาขัดจังหวะระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ตามทฤษฎีนี้ถือว่าทำได้ ถามว่าท่านจะกลายเป็นเผด็จการเมื่อไหร่ก็ต้องตอบว่าดูหลังเลือกตั้งว่าจะเข้ามาสู่อำนาจอีกอย่างไร เปรียบเหมือนเราวิ่งแข่งกันอยู่เพื่อเข้าสู่เส้นชัย เส้นชัยนี้มีความยาว 750 เมตร โดย 500 เมตรแรกเปรียบเหมือนส.ส. 500 คน 250 เมตรหลังคือ ส.ว.250 คน ถนนแห่งประชาธิปไตย ทุกคนต้องเข้าแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันจากเมตรแรก แล้ววิ่งไปสู่เมตรที่ 750 หากพล.อ.ประยุทธ์ไปยืนที่ระยะ 250 เมตร ส่วนคนอื่นยืนที่เมตรแรกแล้วมาวิ่งแข่งกัน ถึงตอนนั้นเราจะเรียกท่านว่าอย่างไรก็ตามสบาย” นายนิพิฏฐ์กล่าว
“บิ๊กป้อม”กลับมาทำงานแล้ว
เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวกรณีมีหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยในประเด็นที่นายกฯ ตั้งคำถาม 4 ข้อเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นนั้น อาจเป็นการชี้นำทำให้โรดแม็ป คสช. เลื่อนออกไป และกระทบกับการเลือกตั้งว่า ต้องรอดูคำตอบจากประชาชนว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามถึงสุขภาพการทำงานและร่างกายยังสู้ไหวหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ถามกลับว่าสู้เรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องสุขภาพและการทำงาน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เป็นไร สบายดี
จากนั้นผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหารร้องเพลงศรัทธา ทำให้พล.อ.ประวิตร ยิ้มก่อนกล่าวว่า “ไหว ถ้าไม่ไหวก็ไม่ทำงานแล้ว ไม่เป็นไร ไม่มีอะไร”
ชู 2 นิ้ว-ขอ 10 วันกลับมาฟิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตรกลับมาทำงานตามปกติหลังจากลาหยุดเพื่อเข้ารับการรักษาโรคหัวใจ ตั้งแต่วันที่ 17-28 พ.ค. โดยออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และกลับมาพักฟื้นที่บ้านพักภายใน ร.1 รอ. วันนี้แม้พล.อ.ประวิตร จะยิ้มและตอบทุกคำถามแต่ตอบช้าลง ไม่มีอาการหงุดหงิด แต่มีสีหน้าอิดโรยและผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จ ได้เดินขึ้นลิฟต์เข้าไปห้องทำงาน ก่อนประชุมสภากลาโหม โดยช่วงเช้าก่อนเดินทางมากระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร ประชุมสั่งงานคนใกล้ชิดที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภายใน กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1รอ.) พร้อมรับประทานอาหารเช้า เป็นข้าวต้มและต้มจับฉ่าย
ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหมถึงเรื่องสุขภาพว่า “ไม่เป็นอะไร เป็นแค่นิดหน่อย ขอเวลา 10 วันก็กลับคืนแล้ว พรุ่งนี้ (30 พ.ค.) จะไปร่วมประชุมครม.”
เมื่อถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯแสดงความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นน้อง เราก็คุยกันทุกวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นพล.อ.ประวิตร ขึ้นรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง ก่อนจะลดกระจกรถลงมา พร้อมยิ้มและชูนิ้ว 2 นิ้วให้กับสื่อมวลชนก่อนเดินทางไปทำงานต่อที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในร.1 รอ. ทันที
มีชัยชี้คำถามนายกฯ ถูกต้องแล้ว
ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. กล่าวถึง 4 คำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ นายกฯว่า เป็นคำถามที่ถูกต้องอย่างมาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชนจะตอบ ซึ่งไม่เกี่ยวว่านายกฯถามเพราะต้องการเลื่อนเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูก กฎหมายเลือกตั้งยังไม่เสร็จยัง ไม่ถึงช่วงเลือกตั้ง และไม่ได้หมายความรัฐธรรมนูญฉบับที่กรธ.ร่างไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของนายกฯ รัฐธรรมนูญสามารถตอบโจทย์เท่าที่ได้แต่การปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนโกงอีกเลย บางทีสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ทำมันอาจไม่ตรงกัน การตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลจึงเหมาะสมแล้วเป็นการถามเผื่อว่าหากแก้ไม่ได้จะทำอย่างไร อีกทั้ง คำตอบที่ได้ กรธ.หรือสนช.อาจนำมาใช้ประโยชน์ มาประกอบการพิจารณาจัดทำกฎหมายลูกได้ด้วย
กม.คดีอาญา-ศาลใช้ระบบไต่สวน
ประธานกรธ. กล่าวว่า ได้ส่งร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สนช. พิจารณาได้แล้ว สาระสำคัญคือ ปรับให้ศาลใช้ระบบไต่สวน ไม่ให้ชนะกันที่เทคนิคทางกฎหมาย เช่น คดีหมดอายุความ อัยการฟ้องไม่ทัน ศาลจะมีหน้าที่กำกับและซักถาม ไม่ใช่นั่งฟังอย่างเดียว คดีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดินคดีต้องเดิน ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นตามข้อเท็จจริง
นายมีชัยกล่าวว่า สำหรับการให้ศาลพิจารณาโดยไม่ต้องมีตัวผู้ต้องหาได้นั้น ได้กำหนดให้ขั้นตอนก่อนหน้านั้นต้องมีการออกหมายจับ จนแน่ชัดแล้วจำเลยหนีจึงให้พิจารณาได้ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ฟ้องละเลยและโยนภาระให้ศาลอย่างเดียว แต่สนช.มีความคิดเห็นอยากให้เหมือนคดีทุจริตทั่วไปที่อย่างน้อยนัดแรกต้องมีผู้ต้องหามาที่ศาล สำหรับการอุทธรณ์ต้องอยู่ในกรอบเวลา 30 วันตามที่กำหนด ทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใหม่ และการอุทธรณ์ผู้ต้องหาต้องมาด้วยตัวเอง โดยคดีที่จะเข้าข่ายอุทธรณ์ได้คือคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษา
สปท.ชงปรับแก้รธน.ได้ทุก 10 ปี
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสปท. โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสปท. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่องข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ นายสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกมธ.ด้านการเมือง กล่าวรายงานว่า กมธ.เสนอให้ทบทวนปรับแก้รัฐธรรมนูญทุก 10 ปี เพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นแก้ได้ และหากมีเหตุที่ต้องแก้ก็ให้รอไปก่อนเมื่อถึงเวลาจะมีกมธ.ขึ้นมาดำเนินการ โดยจะรับฟังเสียงประชาชน นักการเมืองว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยของการแก้ปัญหาในอนาคตว่าหากมีปัญหาก็ให้มาทบทวนก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแก้หรือไม่ ส่วนการแก้ถ้าเสียงของส.ส.ครบ มีประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ก็แก้ไขได้ตามกระบวนการ หรือตามระยะเวลาที่เหมาะสม ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง 5 ครั้ง ครั้งละ 4 ปี ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลสำเร็จได้
ก่อนที่ที่ประชุมลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 158 ไม่เห็นด้วย 2 งดออกเสียง 8 โดยกมธ.จะส่งรายงานให้รัฐบาลและสนช. รวมทั้งฝากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งต่อให้คณะอนุกรรมาการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในอนาคตและคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ด้วย
สนช.ผุด 165 เก้าอี้คุมฝ่ายบริหาร
เมื่อเวลา 11.00 น. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ โฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ…. สนช. แถลงว่า กมธ.ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 33 มาตรา สาระสำคัญเป็นการกำหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ วงเงินและแหล่งที่มาที่จะดำเนินการตามแผนวิธีการ ระยะเวลาปฏิรูปแต่ละด้าน พร้อมกำหนดตัวชี้วัด บุคลากรของรัฐที่รับผิดชอบแต่ละด้าน รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นภายใน 5 ปีด้วย และจะต้องปรับปรุงแก้ไขผลการปฏิรูปอย่างไรบ้าง โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวาระ 2 และ 3 ต้นมิ.ย.นี้ คาดว่าจะประกาศใช้ภายในส.ค. ทั้งนี้ สนช.พิจารณากฎหมายดังกล่าวคู่ขนานกับร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้เสร็จทันเวลาที่รัฐธรรมกำหนดคือ 120 วัน
นายเฉลิมชัยกล่าวว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ครม.ต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน โดย 10 ด้านแรกจะเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ด้านที่ 11 คือด้านอื่นๆ ต้องแล้วแต่ครม.เห็นชอบ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยคณะกรรมการแต่ละด้านจะมีประธานและกรรมการไม่เกิน 15 คน คณะกรรมการต้องเป็นไปตามความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในแต่ละด้าน มีความหลากหลายจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และอายุไม่เกิน 75 ปี เนื่องจากวาระของคณะกรรมการมีเวลา 5 ปี ดังนั้น อายุวันที่เริ่มสมัครจึงไม่ควรเกิน 70 ปี การทำงานของคณะกรรมการต้องประชุมเพื่อกำหนดแผนงานปฏิรูปให้เสร็จภายใน 90 วันหลังได้รับแต่งตั้ง โดยต้องเชิญหน่วยงานของรัฐและประชาชนมาให้ข้อคิดเห็นและข้อมูลประกอบแผนการปฏิรูปด้วย คาดว่าต้องใช้เวลาทำงาน 6 เดือน และมีแผนปฏิรูปภายในเดือน มี.ค. 2561
ล็อกรบ.เดินตามยุทธศาสตร์-ปฏิรูป
โฆษกกมธ. กล่าวว่า การปฏิรูปในแต่ละด้านต้องสอดคล้องกับมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามต้องถูกตรวจสอบและประเมินผล ยกเว้นบางหน่วยงาน อาทิ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และกรมอัยการ โดยครม.จะเป็นผู้ออกระเบียบต่อไป นอกจากนี้รัฐบาลชุดต่อไปในอนาคตต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ รวมทั้งรัฐบาลต้องรายงานต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน
ปชป.-กปปส.โต้แตกคอ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว กปปส.มีแนวคิดเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค หลังกลับเข้าสู่พรรคอย่างเป็นทางการว่า ตนไม่ทราบข่าวเลยว่ามีเรื่องนี้ ไม่เคยได้ยิน ยืนยันไม่มีอะไรแตกคอกัน มีโอกาสพบพูดคุยเจอกันที่พรรคอยู่ตลอด ซึ่งพรรคพร้อมต้อนรับอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา กปปส.ทุกคนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพรรค ทำงานให้พรรคมาทุกคน จะมาพรรคเมื่อใดก็ได้ ไม่ปิดกั้นใคร ส่วนตนยินดีจะได้มีความคิดเห็นดีๆ ช่วยกันทำงานมากขึ้น พรรคมีพละกำลังที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้น คงไม่มีใครคิดมาเปลี่ยนอะไร และพรรคมีการบริหารจัดการตามครรลอง มีจุดยืนหรือหลักการ คนที่เป็นประชาธิปัตย์จะชัดเจนในเรื่องนี้ ไม่คิดว่าจะทำให้เกิดผลกระทบ จึงไม่กังวล
นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส. กล่าวว่า พวกตนไม่เคยมีใครลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรายังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และไม่เคยมีใครไปอยู่พรรคอื่น จะให้ไปอยู่ที่ไหน เราอยู่พรรคนี้มาตั้งแต่แรก อยู่มานานมากกว่าคนที่กีดกันพวกตนเสียอีก ทั้งนี้ วันที่ 30 พ.ค.นี้ พวกตนทั้ง 8 คนจะเข้าไปพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กปปส.ต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค รวมถึงอาจเปลี่ยนจุดยืนของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้านั้น ขออย่ากังวล มติพรรคว่าอย่างไรเราก็ต้องว่าตามนั้น เมื่อถามย้ำว่า กปปส.ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นนายกฯสมัยหน้าหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเหมือนเดิม
ชี้แค่ระดับจังหวัดงัดกันเอง
นายอิสสระ สมชัย อดีตแกนนำกปปส.กล่าวว่า จะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคง่ายๆได้อย่างไร ไม่ว่าตำแหน่งไหนต้องผ่านการเลือกตั้ง ตามข้อบังคับพรรคในที่ประชุมสามัญประจำปีของพรรคเท่านั้น ข่าวลือพูดกันไปเองจนสร้างความแตกแยก ทำให้กปปส.เป็นผู้ร้าย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเอาความขัดแย้งภายในจังหวัดมาเป็นปัญหาในพรรค สังเกตดูจับคู่ตัวละคร ทั้ง จ.ชุมพร จ.นครศรีธรรมราช เป็นเรื่องขัดแย้งกันเองของประชาธิปัตย์ในจังหวัดนั้นๆ
นายอิสสระกล่าวว่า พวกตน กปปส.เป็น กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อปี 2556-57 ไม่ใช่ออกไปตั้งพรรคใหม่ เมื่อจบภารกิจ กปปส.แล้วก็กลับมา ไม่เคยลาออกจากพรรค จนแปลกใจว่าจู่ๆทำไมมีข่าวลือ มีแต่นายอภิสิทธิ์ ประกาศตัวลงสมัครหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าเพียงคนเดียว ไม่เห็นกปปส.จะพูดว่าเอาคนนั้นคนนี้มาแทน ไม่มีใครลงแข่งจะเปลี่ยนตัวได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเราหนีจากพรรคแล้วเรากลับมาใหม่ ยืนยันยังเป็นประชาธิปัตย์อยู่ ไม่มีอะไรเลย พากันทำเป็นเรื่องใหญ่
โมเดล 4 พรรคเกิดยากมาก
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชูโมเดล 4 พรรคใหญ่สงบศึกจับมือต่อสู้พรรคทหารในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ขอบคุณแนวคิดของผู้อาวุโส แต่การขับเคลื่อนการเมืองต้องเป็นไปตามอุดมการณ์พรรค จากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนว่าบางพรรคไม่ยึดผลประโยชน์ชาติ คิดแต่ผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะร่วมจับมือกันขับเคลื่อนการเมืองไปข้างหน้า
“โมเดล 4 พรรคใหญ่แตะมือกันเป็นไปได้ยากมาก ส่วนพรรคทหารหรือใครจะชนะได้เป็นนายกฯ จะแพ้ชนะเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน ถ้าเห็นชอบกับนโยบายและการขับเคลื่อนของพรรคประชาธิปัตย์ เราก็พร้อมเป็นรัฐบาล รวมถึงพร้อมเป็นฝ่ายค้าน เราไม่เคยเป็นฝ่ายค้านที่รอเสียบเป็นรัฐบาลจึงไม่กลัว ดังนั้นอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน” นายวิรัตน์กล่าว
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณแนวคิดนายพิชัย แต่เราไปคิดนอกหลักกติกากฎหมายและนอกการปกครองประชาธิปไตยไม่ได้ ขอเตือนสติไม่ว่าพรรค คสช.หรือใคร อย่าไปคิดใหญ่กว่าประชาชน รอประชาชนตัดสินดีที่สุด เมื่อถามว่าวันนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะร่วมมือกัน นายสาธิตกล่าวว่า เงื่อนไขทำนองนี้ นายอภิสิทธิ์เคยพูดชัดแล้วว่าพรรคเพื่อไทยถ้าปราศจากนายทักษิณ ชินวัตร ครอบงำ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าตราบใดที่นายทักษิณยังครอบงำสั่งการควบคุมได้อยู่แบบนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้
60 สส.แสดงพลังหนุนมาร์ค
รายงานจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมาร่วมพีธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะเนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 หน้าอาคารรัฐสภา โดยมีอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมคณะมาด้วยประมาณ 60 คน เพราะต้องการแสดงพลังให้กลุ่มกปปส.เห็นว่า พวกเขายังหนุนนายอภิสิทธิ์ให้นั่งหัวหน้าพรรคต่อไป และเมื่อวางพวงมาลาเสร็จสิ้น อดีตส.ส.ทั้งหมดจะเดินทางเข้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อพบปะพูดคุยกับกลุ่มกปปส. ที่จะรวมตัวกันเข้าพรรคอย่างเป็นทางการเช่นกัน