กลุ่มอดีตส.ส.โวยตำรวจล้มงานดินเนอร์ ลั่นถ้าจะคุยเรื่องการเมือง คงไม่โง่ไปจัดในโรงแรม เล็งนัดพบปะกันอีก2 สัปดาห์หน้า คราวนี้เตรียมขอใช้พื้นที่สโมสรทบ. เผย”อลงกรณ์”ก็เป็นสมาชิกในกลุ่มนี้ด้วย ปชป.ดักคอสนช.ถ้าจะ”เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระเพิ่ม ต้องตอบสังคมให้ได้ เตือนสรรหากรรมการชุดใหม่ อย่าให้ผู้มีอำนาจแทรกแซง กลาโหมแจงผลสรุปเปิดเวทีปรองดอง ชูพัฒนาการเมือง-องค์กรอิสระ ยันลงบันทึก 4 ข้อเสนอของนปช.ไว้ด้วย “ถาวร”จี้”ฉัตรชัย”ทิ้งเก้าอี้รมว.เกษตรฯ หลังราคายางตกต่ำ
นายกฯชมผู้ว่าฯกาฬสินธุ์

วันที่ 11 มิ.ย. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทุกหน่วยให้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งความพยายามของรัฐบาลทั้งการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับความโปร่งใสของไทยจากการประเมินขององค์กรต่างๆ ดีขึ้น เช่น World Justice Project (WJP) International Country Risk Guide (ICRG) รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยที่ IMD เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งคะแนนการประเมินของแต่ละองค์กรมาจากทั้งสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการและมุมมองของคนทั่วไปโดยเฉพาะนักธุรกิจที่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหลายเรื่อง ที่ประสบความสำเร็จ เช่น การออกกฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต การลงโทษ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด การป้องกันไม่ให้มีการให้หรือรับสินบน การลงนามสัญญาคุณธรรมในโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ เป็นต้น

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกฯเน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม โดยยกตัวอย่างกรณี ผวจ.กาฬสินธุ์ และข้าราชการในจังหวัด ที่ไม่เพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนการทุจริตเรียกเงินช่วยเหลือการสอบวินัยของผู้บริหารท้องถิ่น และได้วางแผนจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในขณะที่กำลังรับเงินจากผู้เสียหายบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อส่งตัวไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ปชช.อย่ารอความช่วยเหลือ

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯระบุด้วยว่า สังคมมีความคาดหวังอย่างมากว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงอยากให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนไม่ใช่เพื่อพวกพ้องหรือผู้มีอำนาจ และจะต้องแก้ปัญหาของประเทศที่ต้นเหตุ ด้วยข้อเท็จจริง อย่างมีคุณธรรม นายกฯอยากเห็นคนไทยปรับความคิดใหม่ว่า การเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเอง เช่น ต้องรู้จักแสวงหาความรู้ พัฒนาตนเอง ไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง เมื่อประชาชนเข้มแข็ง ชุมชน แข็งแรง ประเทศชาติก็จะดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอความหวังจากนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว

แจงผลเปิดเวทีปรองดอง

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ จากเวทีการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ผ่านมาในภาพรวมว่า ประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความสนใจต่อประเด็นทางการเมืองมากที่สุด โดยมีความเห็นร่วมสอดคล้องกันโดยสรุปว่า ความขัดแย้งทางการเมืองส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากอุดมการณ์และการมองประโยชน์ทางการเมืองที่แตกต่างของพรรคการเมือง รวมทั้งการขาดความเข้าใจและละเลยการใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรมในการบริหารงานทางการเมืองอย่างจริงจัง เป็นเหตุของการขาดความยุติธรรม ซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพของสังคม

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า พรรคการเมือง จึงควรได้รับการพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมือง มีอุดมการณ์ของพรรคที่ชัดเจน มีการคัดกรองบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเป็นทางเลือกของประชาชน ไม่ผูกขาดเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่หมุนเวียนเข้ามาทำงานทางการเมือง จำเป็นต้องมีพฤติกรรมทางการเมืองที่พึงประสงค์ มีมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรมและหลักธรรมาภิบาล ยอมรับผลการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและเคารพในกรอบกติกาการทำงานร่วมกัน โดยใช้กลไกรัฐสภาในการแก้ปัญหา ไม่ใส่ร้ายป้ายสีและสร้างวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางการเมืองและร่วมกันสร้างบรรยากาศความปรองดองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยยึดหลักสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

เน้นพัฒนาการเมือง-องค์กรอิสระ

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรอิสระ หรือสถาบันทางการเมืองให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความโปร่งใส น่าเชื่อถือ มีระบบตรวจสอบการทำงาน เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในทางการเมือง ร่วมกันวางระบบและกระบวน การเลือกตั้งให้มีกฎกติกาเป็นที่ยอมรับ ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม ได้รับความเชื่อถือ มีการลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตอย่างจริงจัง เร่งรัดพิจารณาคดีทางการเมืองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยคำนึงว่าการปรองดองไม่ใช่การนิรโทษกรรม รวมทั้งผ่อนคลายให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามความเหมาะสม พร้อมกันนี้จำเป็นต้องเสริมสร้างความ เข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง กระจายอำนาจ และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระดับท้องถิ่นมากขึ้น

สำหรับข้อคิดเห็นที่ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ เลขาฯนปช.เสนอไว้ใน 4 ประเด็นนั้น ได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารการรวบรวมความเห็นอย่างครบถ้วนแล้ว และขอยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน

โรงแรมยกระดับรปภ.

ส่วนกรณีตำรวจเข้าตรวจคนห้องจัดเลี้ยงภายในโรงแรมเซ็นทารา เซ็นทรัลลาดพร้าว ที่อดีตส.ส. 50 คน นัดสังสรรค์ โดยอ้างมีคนแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิด จนงานเลี้ยงต้องหยุดลงกลางคันนั้น รายงานข่าวจากฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงแรมเซ็นทาราฯ เผยว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจค้นห้องจัดงานเลี้ยงและภายในโรงแรม เบื้องต้นหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นได้แจ้งกับทางโรงแรมว่าไม่พบวัตถุระเบิดและวัตถุอันตรายใดๆ ทางโรงแรมไม่ทราบถึงที่มาเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้หน่วยตรวจสอบวัตถุระเบิดเข้ามาดำเนินการ สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยไม่จำเป็นต้องแจ้งอพยพทั้งโรงแรม

แต่อย่างไรก็ตามรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รายละเอียดจะชัดเจนมากกว่า พร้อมกันนี้ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ทางโรงแรมจะประชุมเพื่อคุมเข้มในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับที่เพิ่มขึ้น และหาวิธีป้องกันแก้ไขหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ขึ้นอีก รวมทั้งการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ได้รวดเร็วมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยลูกค้า

อดีตสส.โวยตำรวจล้มงานเลี้ยง

นายโสภณ เพชรสว่าง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงงานดินเนอร์อดีต 50 ส.ส.ที่ล่ม เพราะตำรวจเข้าตรวจระเบิด ว่า ก่อนหน้านี้ก็รวมกลุ่มกินข้าวกันทุกเดือน จะมีกลุ่มไลน์ประมาณ 70 คน คนไหนเป็นสมาชิกก็จะเก็บเงินคนละ 2 พันบาท ไว้เป็นเงินกองกลางสำหรับช่วยเหลือส.ส.เก่าแก่ ที่ป่วยหรือตาย ก็นำเงินไปช่วย จะเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือไม่เป็นก็ได้ ส่วนงานเลี้ยงคนเป็นเจ้าภาพคนนั้นเป็นผู้ออกเงินหมด สมาชิกคนอื่นไม่ต้องออก เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ร.อ.รัชตะ พิสิษฐบรรณกร อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย เป็นเจ้าภาพ และมีอดีตส.ส. มาร่วมงานประมาณ 20 คน คนติดตามอีก รวมกันแล้วประมาณ 40 คน โดยมาจากหลายพรรค ซึ่งจะแจ้งมาทางไลน์กลุ่มว่าใครมาบ้าง

นายโสภณ กล่าวว่า การพบกันไม่ได้คุยเรื่องตั้งพรรคหรือวิเคราะห์รัฐบาลอะไรทั้งสิ้น เรามาคุยกันธรรมดา ถ้ามีกันครบก็จะคุยเรื่องร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองและร่างพ.ร.บ.กกต. แต่ยังไม่ทันได้คุยกันตำรวจก็เข้ามาเสียก่อน ที่ผ่านมาการพบปะกันของกลุ่มเคยเชิญนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มด้วย มาพูดเรื่องปรองดองและเรื่องปฏิรูปมาแล้ว ครั้งนี้จึงเห็นว่าคนไหนมีอะไรก็มาเล่าสู่กันฟัง บางทีก็เชิญนายประจวบ ไชยสาส์น ซึ่งเป็นสมาชิกที่เป็นหลักของกลุ่มนี้มาพูด หรือบางทีก็เชิญตนพูด หัวหน้ากลุ่มคือ นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

“ความจริงมีคนโทร.มาบอกว่าอย่าไปเพราะจะมีตำรวจมา เนื่องจากได้รับแจ้งว่าเป็นการชุมนุมเกิน 50 คน จะกลายเป็นการชุมนุมทางการเมือง แต่ก็ไปเพราะไม่มีอะไรเป็นการเมือง ไปกินเหล้า ร้องเพลงกัน ถ้าจะกินเหล้าร้องเพลงแล้วพูดการเมืองจะรู้เรื่องหรือ และถ้าเคลื่อนไหวเราจะโง่มาประชุมที่โรงแรมหรือ เรื่องการเมืองประชุมที่บ้านใครก็ได้ เรื่องนี้เขาอาจระแวงเกินไป” นายโสภณกล่าว

เล็งจัดอีกที่สโมสรทบ.

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการจัดงานสังสรรค์ของกลุ่มสโมสรส.ส. เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องการเตรียมตั้งพรรคใหม่ 100 เปอร์เซ็นต์ วัตถุประสงค์ของการพบปะกันเพื่อจะได้พูดคุยสังสรรค์กันระหว่างที่ว่างเว้นงานการเมืองโดยไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมือง เพราะเราต้องการให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความสบายฉันมิตร และไม่ต้องการให้ผู้บริหารของแต่ละพรรคไม่สบายใจ เราจะพบกันทุก 2 เดือน เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว จนถึงขณะนี้สโมสรส.ส. มีสมาชิกแล้วกว่า 70 คน ซึ่งสมาชิกมาจากหลากหลายพรรค จากที่การเมืองแรงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน แต่พอมีสโมสรส.ส. ทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกัน

นายวัฒนา กล่าวว่า หลังจากนี้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็คงมีการนัดพบปะกันอีก เพราะครั้งที่ผ่านมายังไม่ทันได้ร่วมรับประทานอาหารงานก็สะดุดเสียก่อน สมาชิกบางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดก็ต้องเห็นใจ มีคนเสนอว่าการจัดงานครั้งหน้าให้ใช้สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต เพื่อสะดวกกับทุกฝ่าย

ปชป.เชื่อกลุ่มการเมืองรวมตัวอีก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีอดีตส.ส.กว่า 50 คนนัดพบปะรับประทานอาหารเย็น ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า เป็นเรื่องการเมืองชัดเจน เพียงแต่ไม่ได้ทำประเจิดประเจ้อ แต่เมื่อมีการนัดหมายนักการเมืองให้มาร่วมงานถึง 50 คนย่อมพูดคุยเรื่องงานการเมือง ไม่มีทางที่จะพูดคุยถามทุกข์สุขหรือเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แม้บางคนเลิกเล่นการเมืองไปแล้วแต่สามารถกลับมาเล่นการเมืองอีกได้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อดีตส.ส.กลุ่มนี้รวมตัวเพราะเคยรวมกันไปเยี่ยมอดีตส.ส.คนหนึ่งที่รักษาอาการป่วย และคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นคนของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นนับจากนี้จะมีนักการเมืองรวมกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และจะทำในรูปแบบแปลกๆ มาบังหน้าว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง ยิ่งใกล้จะมีการเลือกตั้งการเคลื่อนไหวอย่างนี้จะออกมาถี่ขึ้นโดยใช้รูปแบบที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าเมื่อถึงวันหนึ่งคสช.คงต้องยอมให้จัดกิจกรรมได้
องอาจชี้อดีตส.ส.นัดกินข้าว-ปกติ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกว่ามีการพบกันมานานแล้วแต่ไม่ทราบว่าทำไมวันที่ 10 มิ.ย.จึงเป็นข่าว คงเป็นเพราะมีการรับแจ้งว่ามีระเบิด เขาก็นัดพบรับประทานข้าวตามปกติไม่น่ามีอะไรที่จะเป็นปัญหา ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ส่วนที่มีชื่อนาย สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ด้วย ก็ไม่น่ามีอะไร เป็นการนัดรับประทานข้าวกันตามปกติ

เมื่อถามว่า มองว่าการรวมตัวครั้งนี้อาจจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็มีพรรคใหม่ เกิดขึ้น ไม่คิดว่าการพบกันครั้งนี้เป็นเรื่องตั้งพรรคใหม่หรือเป็นเรื่องการทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะนักการเมืองทำงานด้วยกันมาก็มักจะนัดรับประทานข้าวกัน

ติงเซ็ตซีโร่ต้องตอบสังคมได้

นายองอาจกล่าวกรณีเซ็ตซีโร่กกต.และ มีกระแสการเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระอื่นๆ อีกว่า การจะเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระใดหรือไม่ คงต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี”60 เป็นหลัก แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจองค์กรอิสระอย่างมาก องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหม่นอกจากมีอำนาจออกกติกามากมายแล้วยังมีหน้าที่รักษากฎหมายให้เป็นไปตามกติกา และ ยังอยู่ในฐานะผู้ตรวจสอบอีกด้วย ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วาระการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระเป็นสิทธิ์ที่ผู้เขียนกฎหมายจะเขียนตามที่เห็นสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีความชอบด้วยกฎหมายที่จะเขียนแล้วจะเขียนกฎหมายอย่างไรก็ได้ ควรคำนึงถึงความชอบธรรมและหลักนิติรัฐนิติธรรมด้วย

“ฉะนั้นไม่ว่าสนช.ซึ่งเป็นผู้เขียนกฎหมายจะเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระอื่นหรือไม่ก็ตาม ต้องตอบสังคมถึงเหตุผลที่รับฟังได้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าตอบสังคมแบบข้างๆ คูๆ ดูไม่มีน้ำหนักเพียงพอ สังคมก็จะรู้สึกว่าการได้มาซึ่งองค์กรอิสระไม่เป็นธรรม จะทำให้สังคมเกิดความไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระตั้งแต่เริ่มต้น และจะทำให้องค์กรอิสระทำงานด้วยความยากลำบากมากขึ้น” นายองอาจกล่าว

นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แล้วคงต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องกระบวนการสรรหาที่ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้มีการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดกับองค์กรอิสระได้ในที่สุด

ภท.หนุนโละทิ้งกกต.

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีสนช.มีมติเซ็ตซีโร่กกต.ว่า สมาชิกสนช.ที่ลงมติสนับสนุนให้ผ่านร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. คงมีเหตุผลที่กลั่นกรองมาแล้ว ส่วนที่กังวลว่าอาจทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไปหรือไม่ ตนไม่คิดแบบนั้น เพราะมีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้งไม่คิดว่าตัวบุคคลจะเป็นปัญหา หากบุคคลที่จะมาเป็นกกต.เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย อีกเหตุผลคือต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา การทำงานของกกต.ขับเคลื่อนไปได้ด้วยฝ่ายประจำ คือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกกต. ที่ผ่านประสบการณ์จัดการเลือกตั้งมา ซึ่งไม่น่ามีปัญหา นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าเรายังไม่เคยเห็นผลงานของกกต.ที่จะถูกเซ็ตซีโร่ ถ้ามีคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่เท่ากับเป็นการเริ่มใหม่กัน ซึ่งตนคาดหวังว่ากกต.ที่จะมาใหม่จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เสรีเชื่อเซ็ตซีโร่ไม่กระทบเลือกตั้ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อยในกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. กล่าวกรณีกกต.จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการเซ็ตซีโร่ ว่า ที่หลายฝ่ายวิจารณ์การเซ็ตซีโร่กกต. จะทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไปหรือไม่นั้นตนไม่ทราบเพราะไม่รู้อนาคต ส่วนตัวคิดว่า ณ เวลานี้การเลือกตั้งน่าจะเป็นตามโรดแม็ป ส่วนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็คงเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กร เพราะแม้สนช.มีมติให้เซ็ตซีโร่แต่ขั้นตอนตอนนี้ก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.และกกต.พร้อมๆ กัน ถ้าองค์กรใดองค์กรหนึ่งมีความเห็นขัดหรือแย้งก็ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม ประกอบ ไปด้วย กรธ. สนช. โดยมีประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธาน กกต.เข้ามาร่วม

นายเสรี กล่าวว่า กรรมาธิการร่วมสรุปหลักการได้แบบไหนก็ต้องส่งไปที่ สนช.พิจารณา ถ้าสนช.เห็นด้วย ร่างพ.ร.บ.กกต.ก็นำไปประกาศใช้ แต่หากสนช.ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการร่วม โดยมีมติ 2 ใน 3 ร่างพ.ร.บ.นี้ก็จะตกไป และเป็นหน้าที่ของกรธ.ต้องรับผิดชอบกระบวนการร่างใหม่ และไม่ว่าผลสรุปกฎหมายจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน หากใครเห็นว่ากฎหมายมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ซัดกรธ.ไม่รอบคอบ

“ดังนั้นต่อให้กฎหมายลูก 2 ฉบับแรกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็เชื่อว่าระยะเวลา 240 วันยังอยู่ในโรดแม็ป เพียงแต่จะเกิดความขัดแย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน เกิดความโกลาหลพอสมควร เพราะกรธ.เสนอหลักการกฎหมายใดมาแล้วไม่ยืนยันในหลักการของตัวเอง ไม่รอบคอบ ไม่ยืนยันในความถูกต้อง ดังนั้นไม่รู้ว่ากฎหมายลูกอีก 2 ฉบับกรธ.จะส่งให้สนช.ตอนไหน พูดอย่างนี้ไม่ได้จะด่าเขาแต่อยากพูดความเป็นจริงและอยากเตือนให้รู้ตัว แต่ก็เป็นอำนาจของเขา ในกฎหมายลูกฉบับต่อๆ ไปต้องไม่เป็นอย่างนี้ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาแน่” นายเสรีกล่าว

“ถาวร”อัดรัฐบาลไม่แก้ยางตก

นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกกปส. อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ว่า เพียง 1 สัปดาห์ราคายางพาราตกไปกิโลกรัมละ 10 กว่าบาท ชาวสวนยางเดือดร้อนมากเพราะรัฐบาลไม่มีแนวทางแก้ไขอย่างจริงใจ ดูได้จาก 6-7 เดือนที่ผ่านมาราคายางตกต่ำ รัฐบาลก็ประกาศให้หน่วยงานรัฐหันไปใช้วัตถุดิบจากยางพาราที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ หลายหน่วยงานก็หันไปใช้วัตถุดิบยางพาราแทนยางสังเคราะห์ให้ราคายางขยับขึ้น แต่หลังจากนั้นรัฐก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ และในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ ทั้งรมว.เกษตรฯ และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็ยังคงนิ่งเฉยและปล่อยปละเลยจนราคาดิ่งลงอีก ถ้าเป็นช่วงที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองจะออกมาหาทางช่วยเกษตรกรไปแล้ว

นายถาวร กล่าวว่า อยากชี้แนะรัฐบาลในการแก้ปัญหา 1. คณะกรรมการยางพาราธรรมชาติควรได้ติดตามเป็นระยะและรีบหาทางแก้ไขทันทีที่ราคามีแนวโน้มตกต่ำผิดปกติ แต่รัฐบาลนี้กลับปล่อยปัญหาเลยตามเลยจนแก้ไขยาก 2. กยท.ปล่อยให้พ่อค้าคนกลางจับมือกับจีนจนทำให้ราคายางตกต่ำ โดยที่รัฐบาลไม่ยื่นมือเข้าไปแก้ไข และ การยางฯก็ไม่ได้ทำอะไรที่จะแก้ปัญหาให้ชาวสวนยาง ดังนั้น ไม่ว่ารมว.เกษตรฯหรือการยางฯ สิ่งที่ทำได้ คือการเปิดตลาดเพิ่มเติมนอกเหนือจากพึ่งตลาดจีนตลาดเดียว ก็ไปเปิดตลาดใหม่ เช่น ค้าขายกับรัสเซีย นอกจากนั้นยังปล่อยให้พ่อค้าคนกลางกดราคายางก้นถ้วยตกต่ำ ทำให้ราคายางห่างจากราคายางแผ่นกิโลกรัมละ 20 กว่าบาท

จี้”ฉัตรชัย”ไขก๊อก

นายถาวร กล่าวว่า สิ่งที่อยากเตือนรัฐบาลคือ 1. รีบไปแก้ไขปัญหาราคายางโดยการสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใดหรือเปิดตลาดเพิ่มเติม และ2. ทันทีที่ราคายางเริ่มตกต่ำต้อง รีบแก้ไขปัญหา และอย่าปล่อยให้พ่อค้าคนกลางโดยเฉพาะ 5 เสือจะกดดันเอาเปรียบพ่อค้ารายย่อย ผลกระทบก็เกิดกับเกษตรกร

“การปล่อยให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เป็นรัฐมนตรี ซึ่งล้มเหลว มาแล้วในการแก้ไขปัญหาเรื่องปาล์ม และสมัยเป็นรมว.พาณิชย์ ก็ล้มเหลว ดังนั้นพล.อ.ฉัตรชัย ควรพิจารณาตัวเอง ด้วยการลาออก อย่าให้นายกฯต้องลำบากใจ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นสุภาพบุรุษ รักเพื่อนคงไม่กล้าปลด จึงขอให้ลาออกเพื่อให้รัฐบาลเอาคนเก่งมาทำหน้าที่แทน อยู่ไปก็แก้ไขปัญหาไม่ได้” นายถาวรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน