“วิโรจน์” จวกรัฐบาลประมาท แก้ปัญหาโควิด-19 ล่าช้า ซ้ำอุ้มแต่นายทุน ประชาชนต้องรอไปก่อน ชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ ไม่มีการคิดก่อนกู้ แต่จะกู้อย่างเดียว แก้ปัญหาไม่ได้ก็ใช้อำนาจผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า นายกฯ เคยชูมือประกาศประเทศไทยต้องชนะ แต่วันนี้สถานการณ์ประเทศไทยชนะจริงหรือไม่ ถ้าชนะเหตุใดเรายังเห็นภาพประชาชนไปเข้าคิวรับอาหารกล่อง ประชาชนจำนวนมากยังไปกระทรวงการคลังเพื่อสอบถามเรื่องเงินเยียวยา สิ่งเหล่านี้ไม่เรียกว่าชัยชนะ แต่เป็นการได้มาสิ่งที่รัฐบาลยืนบนความทุกข์ยากของประชาชน เป็นการประกาศชัยชนะโดยเอาประชาชนเป็นเครื่องเซ่น เอาธุรกิจขนาดเล็กเป็นเครื่องสังเวยของรัฐบาล ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยต้องเป็นผู้แบกรับปัญหา ใครรับไม่ไหวรัฐบาลก็ปล่อยให้ตายไป
ทัศนคติของรัฐบาลที่มองว่าโควิด-19 แค่ไข้หวัดชนิดหนึ่ง ถือเป็นการเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป ปล่อยปละละเลยให้เกิดการระบาดใหญ่ที่สนามมวยลุมพินี และกว่าจะยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศสถานการณ์ก็สายเกินไปแล้ว เป็นการยืนยันว่าไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นการแก้ปัญหาจากความประมาทของรัฐบาล ที่ต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากของประชาชน
“อย่าพูดคำว่าชนะให้แสลงหูประชาชนอีกเลย ปัจจุบันใครชนะไม่รู้ แต่ประชาชนพ่ายแพ้ ภายใต้วิธีคิดของรัฐบาลนี้ และแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากเปรียบเทียบการช่วยเหลือประชาชนกับการอุ้มชูนายทุน เราเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอะไร ประชาชนต้องรอไปก่อน”
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงอยากอุ้มนายทุน แต่การช่วยเหลือประชาชนกลับซื้อเวลาไปเรื่อยๆ หลอกประชาชนแบบหลอกแล้วหลอกเล่า เหมือนรัฐบาลรับหน้าที่ดูแลน้ำในเขื่อน แต่ไม่ควบคุมระดับน้ำ สุดท้ายต้องปล่อยน้ำออกมา ปล่อยให้ประชาชนตะเกียกตะกายล้มหายตายจากพัดกับกระแสน้ำไปเรื่อยๆ การเยียวยาที่ล่าช้าสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความเข้าใจ และพอประชาชนนำอาหารมาแจกจ่ายกันเอง ก็ถูกจับกุมดำเนินคดี โดยไม่เข้าใจเจตนาของประชาชนเลย
การกู้เงินครั้งนี้พรรคก้าวไกลเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องกู้ การกู้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือฐานคิดและวิธีจัดการการใช้เงินที่กู้มา นายทุนต้องมาก่อน ประชาชนรอไปก่อน มีฟูกสำหรับนายทุน มีกระบองสำหรับประชาชน คิดว่าตัวเองคือเจ้าของเงินเพื่อสบทบประชาชน แบบนี้ไม่ถูกต้อง วิกฤตนี้ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเฉพาะผลกระทบวิกฤตต้มยำกุ้งคือกลุ่มคนรวย และธุรกิจขนาดใหญ่กระทบมาก
แต่วิกฤตโควิด-19 ซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่อยู่แล้วหลังการรัฐประหาร เป็นการพังทลาย และผุกร่อนจากฐานราก การบริหารจัดการใช้จ่ายเงินกู้วันนี้จึงสำคัญมาก เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต การตัดสินใจวันนี้ต้องไม่ถูกเด็กรุ่นหลังคนรุ่นหน้าด่าทอต่อว่า
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การใช้งบเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ที่ผ่านมามีลักษณะเป็นเบี้ยหัวแตก ขาดยุทธศาสตร์ ไม่เห็นผล ถ้ารัฐบาลทำงานเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับต้องสอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 แต่ปรากฏว่าไม่มีการคิดก่อนกู้ แต่จะกู้อย่างเดียว พอแก้ไม่ไหวเกินสติปัญญาก็ใช้อำนาจผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ พิมพ์คำสั่งใส่กระดาษเอ 4 เป็นการแก้ปัญหาแบบอันธพาลคุมซอย
“รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งให้ธุรกิจไม่ขาดทุนไม่ได้ เสกเงินให้ประชาชนที่สิ้นเนื้อประดาตัวเพื่อให้มีเงินไปใช้หนี้ไม่ได้ การแก้ปัญหาต้องไม่ใช้อำนาจ แต่ต้องใช้การวางแผนและการจัดการที่รอบคอบ ดังนั้น รัฐบาลต้องให้ความร่วมมือสภาในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพ.ร.ก.เงินกู้ พรรคก้าวไกลจะดูท่าทีของรัฐบาลในเรื่องนี้ เพราะเป็นจุดชี้ขาดของพรรคว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อการลงมติพ.ร.ก.เงินกู้” นายวิโรจน์ กล่าว