จ่อตั้ง”ฉัตรชัย พรหมเลิศ” นั่งปลัดมท. “ศิริชัย วัฒนโยธิน” ส่อลาประธานศาลอุทธรณ์ ลุงวัย 70 ผูกคอหน้าทำเนียบ ตร.ช่วยวุ่น”อียู”ยังคงใบเหลืองประมงไทย รมต.ปัดไม่รู้เรื่องปรับครม. ป้อมเผยไม่อยากไปมท. ชอบอยู่กลาโหมมากกว่า ทัพภาค 1 จัดถกสัญญาประชาคม 10 ข้อปรองดองแล้ว มี 400 คนจากพรรค-กลุ่มการเมืองร่วมฟัง จตุพรชี้เป็นนามธรรม หวังรัฐบาลนำไปสู่รูปธรรม กกต.เตรียมงานเลือกตั้ง สมมมติไว้ที่ 19 ส.ค.61
รมต.ไม่รู้กระแสปรับครม.
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีอาจจะถูกปรับครม.ในครั้งนี้ด้วยว่า ตนไม่มีสิทธิ์ และคงไม่ขอออกความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ เพราะอำนาจการปรับตำแหน่งในครม.ทั้งหมดเป็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ มนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) เท่านั้น
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวปรับครม.ที่จะถูกโยกไปนั่งรมว.กลาโหม สลับกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่ขอแสดงความเห็น เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯจะพิจารณา จึงเป็นคนเดียวที่จะสามารถให้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว รวมถึงไม่เคยมีการพูดคุยในที่ประชุม ครม.
บิ๊กป้อมปัดย้ายคุมมหาดไทย
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวปรับครม.ว่า ตนยังไม่รู้ ส่วนที่มีกระแสให้ย้ายไปเป็นรมว.มหาดไทย เพื่อดูแลการเลือกตั้ง หากถามใจตนอยากอยู่ที่กระทรวงกลาโหมมากกว่า เพราะได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมาตลอด จนสนิทสนมกันดี อีกทั้งนายกฯก็ยังไม่ได้พูดคุยอะไรด้วย
เมื่อถามว่าช่วงเวลานี้ไม่เหมาะปรับครม.เพราะมีพิธีสำคัญหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงเป็นเช่นนั้น ถ้าจะปรับครม.ต้องให้ผ่านพ้นพิธีสำคัญไปก่อน
พอใจร่างสัญญา”ปรองดอง”
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการเปิดเวทีสาธารณะทั้ง 4 ภาค เพื่อชี้แจงให้ประชาชนรับทราบถึงร่างสัญญาประชาคมซึ่งวันนี้เป็นวันแรกว่า ตนได้เห็นร่างสัญญาประชาคมแล้ว คิดว่าน่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ตนมองว่าร่างสัญญาประชาคมนี้สามารถใช้ได้เลย ถ้าทุกคนปฏิบัติตาม ประเทศก็จะเกิดความสงบสุขและมีความปรองดองเกิดขึ้น ตนเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้ถ้าทุกคนร่วมมือกัน
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เปิดเผยผลการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. โดยมีพล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. เป็นประธานว่า มีการรายงานความคืบหน้างานสร้างสามัคคีปรองดอง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองกำลังจัดเวทีสาธารณะชี้แจงร่างสัญญาประชาคมใน 4 ภูมิภาค ช่วงวันที่ 17-20 ก.ค.นี้ เลขาธิการคสช.ได้กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) อำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้าร่วมและดูแลให้การจัดเวทีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสาระสำคัญและมีความเข้าใจในร่างสัญญาประชาคม รวมทั้งหากมีข้อคิดเห็นอื่นใดเพิ่มเติมที่ได้จากเวทีสาธารณะ ขอให้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการปรับร่างสัญญาประชาคมต่อไป
ทภ.1จัดแจงสัญญาประชาคม
ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นประธาน เปิดเวทีสาธารณะในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม โดยมีประชาชน ตัวแทนกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองในภาคกลางและกรุงเทพฯ ประมาณ 400 คน เป็นตัวแทนจังหวัดละ 12 คน 71 พรรค 2 กลุ่มการเมือง เช่น นายชวลิต วิชัยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายธนา ชีรวินิจ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้าร่วมเวทีอย่างคับคั่ง
สำหรับร่างสัญญาประชาคม แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ บทนำ ความคิดเห็นร่วม และภาคผนวก โดยเนื้อหามี 10 ข้อ ที่เป็นความเห็นร่วมจากการรับฟังความเห็น 10 เรื่อง รวม 278 ประเด็น ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-8 พ.ค.2560 คือ 1.คนไทยทุกคนพึงตระหนักในบทบาท หน้าที่พลเมืองในการสร้างความสามัคคีปรองดอง และยอมรับผลการเลือกตั้ง 2.น้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ในชีวิต 3.ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม 4.อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ส่งเสริมการดูแลคุณภาพชีวิต และสาธารณสุข
เผย”ตู่”สั่งเพิ่ม15ข้อในภาคผนวก
6.เคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฎหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 7.ใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8.ส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากลตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 9.ส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอด คล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และ 10.ทุกคนต้องเรียนรู้ ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนว ทางยุทธศาสตร์ชาติ
พล.ต.ชนาวุธ บุตรกินรี ผู้แทนคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ชี้แจงว่า สัญญาประชาคมเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะทำตามหรือไม่ทำก็ได้ ไม่มีการบังคับ ทั้งนี้หลังตรวจดูร่างสัญญาประชาคม พล.อ. ประยุทธ์เป็นห่วงว่าประชาชนจะเข้าใจยาก จึงสั่งให้จัดทำภาคผนวก จำนวน 15 ข้อ เพื่ออธิบายขยายความร่างสัญญาประชาคม และยังเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับนักการเมืองว่า ต้องไม่ใช้อำนาจทางการบริหารเพื่อมุ่งหวังคะแนนเสียง การปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องมีกลไกตรวจสอบหรือควบคุมพรรคให้มีความรับผิดชอบ นักการเมืองต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ต้องตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายอย่างจริงจังด้วย ปรับปรุงการคัดสรรนักการเมืองที่จะเข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม และมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้งและพิจารณาความดีความชอบ และต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่ง หรือเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ
จตุพรชี้ 10 ข้อเป็นนามธรรม
นายชวลิตกล่าวว่า จากการรับฟังร่างสัญญาประชาคมเห็นว่ามีการประดิษฐ์ถ้อยคำที่สวยงาม ซึ่งต้องดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร เบื้องต้นต้องนำรายละเอียดของร่างสัญญาประชาคมไปพูดคุยในพรรคก่อน แต่เห็นว่าเนื้อหายังไม่ได้ลงลึกถึงการเยียวยาและสาเหตุของความขัดแย้ง อย่างรายงานฉบับของคณะกรรมการอิสระและตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. และรายงานฉบับของสถาบันพระปกเกล้า ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
นายจตุพรกล่าวภายหลังร่วมเวทีว่า เมื่อคสช.เริ่มกระบวนการสร้างปรองดอง ประชา ชนก็ไม่เชื่อว่าจะสำเร็จ ซึ่งตนบอกว่าครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้เชิญพระราชกระเเสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ขอให้ แผ่นดินมีความรักความสุขและความปลอดภัย ซึ่งเป็นพระราชกระแสเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 และ 14 ม.ค. 2560 ทำให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ และการทำงานตั้งแต่ชุดเริ่มต้นไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ทำงานอย่างสุขุม พูดกันด้วยมธุรสวาจา โดย 10 ข้อที่ออกมาก็แปลงมาจาก 10 คำถาม เนื้อหา 10 ข้อคือนามธรรม จะให้เป็นรูปธรรมได้นั้นคือทั้ง 10 ข้อจะสร้างความปรองดองในชาติได้อย่างไร
หวังรัฐบาลทำให้เป็นรูปธรรม
“ผมยินดีให้ความร่วมมือตั้งแต่ต้นจนจบ โดยที่ผมและนปช.ไม่เป็นอุปสรรค แต่ขึ้นอยู่กับนายกฯและคสช. หลายข้อแม้จะมีข้อสงสัยก็ถือเป็นเรื่องเล็ก ถ้าเราปรองดองกันได้ก็ไม่ต้องกลับไปเหมือนเดิม เรื่องรบกันไม่ยากแต่เรื่องรักกันยาก ผมหวังว่าให้ปรองดองสำเร็จ หากไม่สำเร็จ หนทางข้างหน้าจะเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นนายกฯคนนอกหรือคนในก็เกิดวิกฤตอยู่แล้วถ้าไม่มีปรองดอง ปัญหาและสถานการณ์ยิ่งจะเลวร้ายขึ้น ดังนั้นขอให้พิสูจน์ก่อนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามสัญญาประชาคม แม้จะเป็นนามธรรมแต่จะให้นายกฯ ใช้เวลาที่เหลือทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวอีกว่า 10 ข้อในร่างสัญญาประชาคมถือเป็นภาคที่หนึ่ง ซึ่งต้องดูภาค ต่อไป ที่ผ่านมากองทัพเคยทำประสบความสำเร็จเช่นนโยบาย 66/23 ฉะนั้น อย่าไปกังวลว่ากรรมการที่ทำเรื่องนี้เป็นนายทหารแล้วจะเป็นกลางหรือไม่ ผลที่ออกมา คนไทยรับได้ ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของนายกฯ หวังว่าเมื่อเกิดความปรองดองขึ้นแล้วคงไม่กลับไปเหมือนเดิม ทหารไม่ต้องเข้ามาอีก แล้วไม่ต้องทำปรองดองกันซ้ำอีก ส่วนเนื้อหาของสัญญาประชาคม รัฐบาลยังมีเวลาทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมก่อนมีการเลือกตั้ง ใช้เวลาหนึ่งปีกว่าๆ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบ
ด้านนายธนากล่าวว่า เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเรื่องปรองดอง ส่วนร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อนั้น ไม่ขอวิจารณ์ แต่เชื่อว่าประชาชนที่ผ่านเหตุการณ์การเมืองต่างๆ นั้นจะเข้าใจในวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป
รอศาลรธน.ชี้”ไต่สวนลับหลัง”
ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของสนช. แถลงว่า การแก้ไขร่างกฎหมายนี้ในชั้นกมธ.จากสนช.นั้น ทางสนช. กรธ. ผู้แทนจากศาล อัยการและป.ป.ช. ได้ตรวจสอบดูแล้วว่าไม่ขัดหลักการ เป็นไปตามความเห็นร่วมกันของทุกฝ่าย ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีเจตนาจะล่าแม่มดหรือเอาผิดกับคนบางคน กฎหมายนี้ไม่มีผลย้อนหลัง มีแต่เดินไปข้างหน้า หลักกฎหมายเป็นการเปลี่ยนวิธีดำเนินการ ตามที่บัญญัติในกฎหมายใหม่นี้จะยึดถือตามหลักสากลเป็นหลัก คือมีการออกหมายเรียกหมายจับ พอฝ่ายจำเลยได้รับหมาย ถ้าไม่มาศาลแต่แต่งตั้งทนายเข้ามาสู้คดี ก็ยังได้สิทธิรื้อฟื้นคดีและได้สิทธิอุทธรณ์ด้วย ส่วนอายุความของคดีสำหรับคนที่สู้คดีนั้นก็ยังเท่าเดิมทุกประการ
นายสมชายกล่าวว่า จากนี้จะต้องส่งร่างกฎหมายไปให้ กรธ. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ เพื่อให้เขาดูว่าจะขัดต่อเจตนาของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งยังตอบไม่ได้จะตั้งกมธ.ร่วม หรือไม่ แต่ถ้าหน่วยงานที่เขารับร่างกฎหมายไป หากเขาเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ต้องตั้งกมธ.ร่วมขึ้นมา
กรธ.มั่นใจไม่ขัด”รธน.”
นายอุดม รัฐอมฤต กรธ. เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ กรธ.จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ สนช.ลงมติเห็นชอบแล้วในวาระสาม หลังจากสนช.ส่งเรื่องมายังกรธ.แล้ว โดยจะดูเนื้อหาว่าบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไปนั้น มีประเด็นใดที่กรธ.ติดใจ หรือมีรายละเอียดที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่โดยส่วนตัว ในฐานะอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมองว่าในหลักการไม่มีปัญหา และไม่มีส่วนใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนบางประเด็นในร่างกฎหมาย เช่น การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย หรือกรณีให้ศาลดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบโดยจำเลยไม่ปรากฏตัวต่อศาล ซึ่งตัวแทนของศาลยุติธรรมมองว่ามีปัญหานั้น อาจส่งประเด็นมาให้ กรธ. พิจารณาร่วมด้วยก็ได้
“ในประเด็นที่ระบุว่าศาลติดใจนั้น ก่อนหน้าที่ตัวแทนของศาลยุติธรรมได้ใช้สิทธิสงวนความเห็นต่อที่ประชุมสนช. แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 27 ว่าด้วยการพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย หากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาแสดงต่อศาล และมาตรา 28 ว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีพิจารณา หากมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงและจำเลยมาแสดงตนต่อศาล ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวได้รับคำชี้แจงคำอธิบายไปแล้ว ผลสรุปคือมติที่ประชุมสนช.ข้างมาก พิจารณาให้บทบัญญัตินั้นผ่านใช้เป็นกฎหมาย” นายอุดมกล่าว
นายอุดมกล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นที่ศาลยุติธรรมติดใจและมองว่าอาจจะขัด ต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 กำหนดได้ให้สิทธิผู้ทำความเห็นยัง สนช. มีเฉพาะกรธ. ศาลรัฐ ธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง โดยในที่นี้ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องคือ ป.ป.ช. ทั้งนี้ป.ป.ช.ที่ร่วมพิจารณาระบุแล้วว่าเนื้อหาไม่มีปัญหา ดังนั้นจะเหลือเพียง กรธ. ที่เตรียมจะพิจารณา ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเสนอตั้งกมธ.ร่วมหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสน้อย
กกต.พร้อมส่งมอบงาน
นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวในการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้ง เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงาน กกต.ว่า แม้กกต.ชุดนี้จะถูกเซ็ตซีโร่ แต่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้คนที่มารับงานต่อจากเรา และจะทำข้อสังเกตต่างๆ ส่งให้กกต.ชุดใหม่พิจารณาด้วย แม้ตอนนี้เรายังไม่เห็นร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แต่การเตรียมการตามร่างกฎหมายที่เราส่งให้กรธ.พิจารณา ถือเป็นเรื่องที่ดี และหาก กรธ.มีการแก้ไขเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าว ในส่วนใด เราสามารถแก้ไขการเตรียมการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีการนำเสนอการดำเนินงานเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้ง เช่น การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งเจ้าหน้าที่กกต.มองว่าเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้ง ส.ส. คือเรื่องการคำนวณจำนวนส.ส. ภายหลังเลือกตั้ง ซึ่งต้องรอดูว่า กรธ.จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ส่วนกรอบเวลาเตรียมการเลือกตั้งส.ส.นั้น กำหนดคร่าวๆ เพื่อเตรียมจัดเลือกตั้ง โดยวางกรอบว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ไม่เกินวันที่ 31 มี.ค.2561 จากนั้นกกต.จะออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ได้ในช่วงต้นเดือนเม.ย.2561
วางแผนคร่าวๆเลือกตั้ง 19 ส.ค. 61
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากนั้นจะแบ่งเขตเลือกตั้ง จากนั้นช่วงวันที่ 9 มิ.ย. 2561 คาดว่า กกต.จะประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.2561 เลือกตั้งในวันที่ 19 ส.ค.2561 ทั้งนี้นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วยังวางกรอบเวลาสรรหา ส.ว.ว่า อาจจะเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. โดยวางกรอบว่าจะประกาศผลรายชื่อ ส.ว. 200 คน ในวันที่ 8 มิ.ย. 2561
นายศุภชัยให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกรณีที่ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้งได้เสนอแผนการทำงานและระบุถึงวันเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นตามโรดแม็ปของรัฐบาลว่าเป็นวันที่ 19 ส.ค.2561 ว่า เป็นเพียงตารางการทำงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้กำหนดทางการเพราะกฎหมายยังไม่ออก กกต.ต้องมีแผนไทม์ไลน์เพื่อกำหนดการทำงาน
ศิริชัยจ่อลาปธ.ศาลอุทธรณ์
นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ก.ค. เวลา 14.00 น. ที่ศาลอุทธรณ์ ตนจะขอแถลงข่าวเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งจะแถลงถึงแนวทางการลาออกจากราชการโดยจะกล่าวถึงเหตุผลต่างๆ ให้ทราบต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอข่าวว่ามีการกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา เป็นตำแหน่งใหม่เทียบเท่าประธานศาลอุทธรณ์ขึ้น โดยมีรายงานข่าวว่าจะเสนอให้นายศิริชัยไปรับตำแหน่งดังกล่าว หลังจากนายศิริชัยไม่ผ่านคุณสมบัติแต่งตั้งเป็นประธานศาลฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด การประชุมก.ต. วันนี้ มีการเซ็นแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ต่อกรณีการปฏิบัติราชการของนายศิริชัย ที่อนุก.ต.กลั่นกรองคุณสมบัติสรุปรายงานการไม่ผ่านคุณสมบัติเรื่องของการโอนสำนวนคดีแล้ว ทั้งนี้ แม้นายศิริชัยลาออกจากราชการในวันที่ 18 ก.ค. แต่ก็ไม่มีผลให้การสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นมีผลยุติลงไป โดยตามระเบียบปฏิบัติ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีเวลา 30 วัน หากไม่แล้วเสร็จก็สามารถขยายระยะเวลาได้ และหากสรุปความเห็นว่ามีมูลความผิดและเป็นความผิดทางวินัย ก็จะต้องตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป ถ้าพบว่ามีความผิดทางวินัยก็จะมีบทลงโทษซึ่งจะมีผลต่อเรื่องของบำเหน็จบำนาญ แต่ถ้าผลสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นสรุปผลว่าไม่มีมูล ข้อกล่าวหาก็เป็นอัน ยุติไป
เตรียมเสนอตั้ง”ฉัตรชัย”ปลัดมท.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ในการประชุมครม.วันที่ 18 ก.ค.นี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะเสนอชื่อนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทนนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ มีเหตุผลว่าควรต้องรีบตั้งปลัดกระทรวงเพื่อโยกย้ายแต่งตั้งรองปลัดกระทรวง อธิบดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ตามลำดับ ให้ทันในการเตรียมทำหน้าที่ในภารกิจสำคัญในช่วงเดือน ต.ค.นี้
176นักวิชาการทวงสิทธิคนไทย
ที่ศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ในการประชุมนานา ชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 และนักวิชาการด้านไทยศึกษา โดย “ชุมชนนักวิชาการนานา ชาติ” ได้อ่านแถลงการณ์ “ขอคืนพื้นที่ความรู้และสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในสังคมไทย” โดยมีรายชื่อนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 176 รายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ด้วย ทั้งนี้มีการอ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษโดยไทเรล ฮาร์เบอคอร์น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และอ่านแถลงการณ์ภาษาไทยโดยนายประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับแถลงการณ์มีรายละเอียดและ ข้อเรียกร้อง โดยสรุปว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา สิทธิและเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง และความรู้ของประชาชนไทยถูกปิดกั้นและบิดเบือนอย่างมาก ขณะที่ประชาชนผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐจำนวนมากถูกข่มขู่ คุกคาม และจับกุมคุมขังอย่างผิดหลักการและขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม การปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นกังวล เพราะจะส่งผลให้เกิดการถดถอยทางปัญญา เนื่องจากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงความจริงและแสวงหาความรู้ที่ก้าวหน้าไปกว่าเดิมได้ ยิ่งกว่านี้ การที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีความ เห็นต่างยังสร้างความเสื่อมถอยด้านสิทธิ มนุษยชนทั้งในสังคมไทยและประชาคมโลก
จี้ปฏิรูปกองทัพ-สถาบันยุติธรรม
จึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1.รัฐต้องเคารพเสรีภาพทางวิชาการ 2.รัฐต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของประชาชน ด้วยการคืนอิสรภาพให้แก่นักโทษทางความคิดที่ถูกจับกุมคุมขังเพียงเพราะพวกเขามีความคิดเห็นแตกต่างไปจากรัฐ
3.รัฐต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชา ชนตามหลักพื้นฐานของระบอบประชา ธิปไตยโดยเร่งด่วน เช่น การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม 4.รัฐต้องปฏิรูปสถาบันสำคัญในสังคมไทย โดยเฉพาะกองทัพและสถาบันยุติธรรม
การปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้ง 4 ประการนี้เป็นอย่างน้อยเท่านั้นจึงจะสามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ และสันติ และเกิดการปฏิรูปสังคมไทยที่แท้จริงด้วยสติปัญญาและพลังความรู้
ลุงวัย70ผูกคอหน้าทำเนียบ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุฒ อินตรา อายุ 70 ชาว อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ที่มายื่นหนังสือร้องเรียนผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกฯ เรื่องขอให้จัดสรรที่อยู่อาศัย หนี้สิน ซึ่งได้ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับญาติแต่ไม่ได้ชำระ ตามเวลาที่กำหนด ทำให้ถูกฟ้องร้องและยึดที่ดิน จึงมาร้องขอให้จัดสรรที่อยู่อาศัยให้ใหม่เนื่องจากมีฐานะยากจนและมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ได้ ตามกำหนด
ต่อมาเวลา 10.40 น. นายพุฒิ ได้ออกไปใช้ผ้าขาวม้าที่ติดตัวมาผูกคอกับต้นไม้ แต่ เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือไว้ทันและนำตัวส่งร.พ.วชิระ สำหรับอาการเบื้องต้นของนายพุฒิ มีรอยแผลถลอก 2-3 จุด ที่ขาซ้าย สติสัมปชัญญะปกติ และเมื่อแพทย์ได้ทำแผลให้แล้ว รอญาติมาติดต่อรับตัว
ร.ต.ท.สัญญา ไพศาล รองสารวัตรสน.ดุสิต กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อญาติของนายพุฒิ เพื่อให้ทราบเหตุและให้มาดูแลที่โรงพยาบาลวชิระเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุทราบว่านายพุฒิยื่นหนังสือเสร็จแล้วได้ไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ติดกับรั้วด้านหน้าของศูนย์บริการประชาชน ใกล้กับป้ายรถเมล์ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล และเห็นว่ามีบันไดไม้วางพาดอยู่กับต้นคูน จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วนำผ้าขาวม้าที่ติดตัวมาด้วยผูกคอตัวเองกับกิ่งไม้ใหญ่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเหตุ จึงพยายามช่วยกันดันบันไดนั้นเพื่อช่วยเหลือนายพุฒิลงมา ขณะเดียวกันผ้าขาวม้าที่นายพุฒิผูกนั้นหลุด จึงทำให้ตกลงมา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งความใดๆ ต่อนายพุฒิเนื่องจากไม่ได้กระทำผิด ซึ่งญาติของนายพุฒิระบุว่า นายพุฒิคงเครียดมากในเรื่องที่ถูกยึดทรัพย์จากการค้ำประกันรถยนต์
ทำเนียบส้วมแตก-วอนแก้ไข
วันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อช่วงพักกลางวัน ที่ห้องน้ำหญิง ชั้น 1 ตึกบัญชาการซึ่งเป็นตึกที่มีห้องทำงานของรองนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เกิดเหตุส้วมเอ่อ สิ่งปฏิกูลล้นทะลักออกมานองเต็มพื้นห้องน้ำ สร้างความตกใจให้กับผู้พบเห็น จึงรีบแจ้งแม่บ้านที่รับผิดชอบประจำห้องน้ำดังกล่าวให้ทราบ และทำความสะอาดโดยเร่งด่วน
โดยแม่บ้านประจำจุดดังกล่าว เผยว่า เป็นแม่บ้านรับผิดชอบห้องน้ำชายหญิง และห้องน้ำคนพิการ ชั้น 1 ตึกบัญชาการ มาประมาณ 2 ปีครึ่ง ยอมรับว่าห้องน้ำจุดนี้มีปัญหาส้วมเอ่อเป็นประจำ โดยเฉพาะห้องน้ำหญิง ต้องเรียกช่างมาช่วยซ่อมหลายครั้งจนช่างบ่น และทุกครั้งพบปัญหาว่ามีผู้ทิ้งผ้าอนามัยและก้อนทิชชูลงในโถส้วม ทำให้เกิดอุดตัน และทุกครั้งที่มีปัญหาได้ปิดฝา แจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถใช้งานได้ แต่หลายครั้งยังมีคนต้องการเข้า จึงกดชักโครกโดยไม่ทราบว่าห้องน้ำมีปัญหา ทำให้สิ่งปฏิกูลเอ่อล้นทะลักนองพื้น
แม่บ้านกล่าวด้วยว่า ห้องน้ำในจุดนี้มีคนจำนวนมากมาใช้บริการ อาทิ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ตำรวจ ผู้สื่อข่าว แม่ค้าภายใน คนงานก่อสร้าง คนสวนและแม่ค้าจากตลาดคลองผดุงกรุงเกษม วันหนึ่งมีมากกว่าร้อยคน ตนได้ทำความสะอาดวันละหลายรอบ เดินตรวจเป็นระยะ พยายามทำให้สะอาด คิดถึงใจเขาใจเรา แต่ต้องขอให้เห็นใจบ้างเพราะทำคนเดียว บางคนใช้ส้วมและฉีดน้ำล้างเท้า ล้างทำความสะอาดร่างกายจนเกิดความสกปรกมากขึ้น อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจและอยากให้มีรถสุขาเพิ่มให้กับตลาดคลองผดุงฯ
“อียู”คงใบเหลืองประมงไทย
วันที่ 17 ก.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู) เดินทางมาตรวจการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม(ไอยูยู) ของประเทศไทยช่วงวันที่ 1-16 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยรวมท่าทีของอียูมีแนวโน้มที่ดีและคาดว่าจะคงสถานะของไทยไว้ที่ใบเหลืองต่อไป เนื่องจากอียูพอใจในการแก้ปัญหาทำงานของไทยหลายด้าน โดยวันที่ 24 ก.ค.นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะแถลงผลติดตามการแก้ไขปัญหาไอยูยูและสถานะของไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทย ในปีนี้ได้เร่งรัดออกกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการทำประมงมากขึ้น ล่าสุดได้แก้พ.ร.ก.การประมง ฉบับที่ 2 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญเพื่อควบคุมการทำประมงพื้นบ้าน ที่มีเรือกว่า 32,000 ลำ และส่วนใหญ่เป็นเรือไร้สัญชาติได้รับผลกระทบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่เกี่ยวข้องกับการข้อเสนอแนะของอียู แต่รัฐบาลไทยพยายามดำเนินการเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวในภาพรวมว่า ไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมประมงทั้งระบบ
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวหลังการหารือกับสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชุมชนชายฝั่งทะเลว่า ตามพ.ร.ก.การประมง ฉบับที่ 2 กลุ่มประมงพื้นบ้านเห็นว่ามีบางข้อบังคับยังส่งผลกระทบกับการทำประมง จึงให้ทั้งหมดกลับไปจัดทำรายละเอียดข้อบังคับที่เห็นว่าส่งผลกระทบและนำมาหารือร่วมกับกรมประมงอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ค.นี้ ขอให้นายกฯ ได้พิจารณาคำสั่งให้มีการรับรองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ชายฝั่งและริมน้ำ ซึ่งตั้งถิ่นฐานมานาน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีความเป็นไทย ชุมชนจึงไม่ใช่สิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ทั้งนี้ชุมชนยินดีร่วมกับหน่วยงานราชการจัดระเบียบชุมชน จัดทำผังชุมชน เพื่ออยู่ร่วมและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้าน กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้ยกเลิกมาตรา 34 ในพ.ร.ก.การประมง ที่ห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง แต่การออกฉบับที่ 2 ยังมีระบุอยู่ รวมทั้งยังมีข้อห้ามอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมง
“ดังนั้นสมาพันธ์ฯจึงยื่นหนังสือต่อนายกฯและรมว.เกษตรฯ ให้เร่งออกประกาศกระทรวงเกษตรฯกรณียกเว้นประมงพื้นบ้านไม่เป็นเรือไร้สัญชาติ และประกาศกระทรวง กำหนดขนาด/สัดส่วนสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ห้ามนำขึ้นเรือประมง รวมทั้งยกเลิกมาตรา 34 นอกจากนั้นยังมีหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม ขอให้แก้ไข กรณีชุมชนชายฝั่งทะเลและชุมชนริมน้ำ ที่สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและสิ่งอื่นเพื่อใช้สำหรับวิถีชุมชนเป็นการเฉพาะ เนื่องจากบ้านเรือนไม่ใช่สิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ประกอบกับไม่ได้รับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนด้วย” นายสะแมแอกล่าว