ยันปรับครม.-หลังผ่านงบ
หนักใจคนเก่งศก.ไม่มา
‘ป้อม’ถกพปชร.นัดแรก
ตั้ง10รองหน.-โฆษกใหม่
ดีเดย์9สค.-ซ่อมปากน้ำ

‘บิ๊กตู่’พบผู้บริหารข่าวสด-มติชน ขอบคุณทำประโยชน์เพื่อประเทศ เผยฤกษ์ปรับครม.หลังร่างพ.ร.บ. งบปี’64 ผ่านสภาเดือนก.ย. ยอม รับดึง‘คนนอก’ เข้ามามากไม่ได้ คนเก่งเศรษฐกิจก็ไม่อยากยุ่งการเมือง ‘บิ๊กป้อม’ ประเดิมงานแม่ทัพ พปชร. ร่วมประชุมใหญ่ ขอร้องลูกพรรคเลิกทะเลาะกัน ตั้ง 10 รองหัวหน้าพรรค ‘ดร.ส้ม’ โฆษกพรรค สมาชิกบี้ 4 กุมารคืนเก้าอี้รมต. ‘สมคิด’ แนะนายกฯ เอาบ้านเมืองเป็นหลัก ปชป.ปิดห้องเคลียร์ใจเกาะเสม็ด จี้ประเมินผลงานรมต. กกต.เคาะ 9 ส.ค. เลือกใหม่ส.ส.เขต 5 ปากน้ำ พปชร.-เพื่อไทย-ก้าวไกล เปิดตัว ผู้สมัครคึกคัก

‘บิ๊กตู่’พบผู้บริหารข่าวสด-มติชน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะเดินทางไปบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยมีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัทเครือมติชน น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานบริษัท นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์

ข่าวสด นายพัฒนพันธุ์ วงษ์พันธ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการบริษัทมติชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือมติชนให้การต้อนรับ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มาเยือนมติชนด้วยความรัก ตนคุ้นเคยกับนายขรรค์ชัยมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2547 หรือ 2549 เคยรับประทานอาหารด้วยกัน แต่ภายหลังติดภารกิจไม่ได้พบกัน ก่อนหน้านี้ได้กล่าว

ว่าตนจะใช้การบริหารแบบนิวนอร์มัล ต้องทำทั้งระบบ ทั้งกลไก การปรับแก้กฎหมาย กฎหมายต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดความทันสมัยทางการค้า และการอำนวยความสะดวก แต่ยังไม่ออกมา ยังอยู่ที่สภา
เรื่องนิวนอร์มัล ต้องขอบคุณสื่อและภาคประชาชนที่ช่วยทำให้การแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นไปได้ดี ได้รับความชื่นชมจากต่างประเทศ อยากมาเที่ยวประเทศไทย ต้องหามาตรการที่เหมาะสม การที่

ผบ.ทบ.สหรัฐอเมริกามาไทยก็ต้องผ่านขั้นตอน ซึ่งต่อไปจะเป็นแม่บทสำหรับใช้กับนักท่องเที่ยวในอนาคต เพราะเป็นรายได้ของประเทศ

“วันนี้อยากมาฟังมุมมองการขับเคลื่อนประเทศในมุมมองของมติชน ว่าอะไรที่คนไทยให้ความสำคัญในปัจจุบัน และจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้ากันอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

แลกเปลี่ยนความเห็นนิวนอร์มัล

ต่อมา น.ส.ปานบัว กล่าวว่า ขอเป็นตัวแทนของเพื่อนร่วมงานมติชน ยินดีที่นายกฯและคณะเดินทางมาเยือนมติชน ขอชื่นชมรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกินคาด ไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น แต่ไทยก็สามารถรับมือได้ติดอันดับของโลก ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบของสังคมไทยที่จะรับมือกับสถานการณ์โรคภัยและภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนความกังวลในสถานการณ์ของไทยขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ นายขรรค์ชัย นายฐากูร บุนปาน รองประธานบริษัท และมติชนมีความเป็นห่วงคนในกลุ่มคนด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจที่มีอยู่มากในสังคมไทย คนกลุ่มนี้และครอบครัวจะฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจในปีนี้ไปได้อย่างไร เป็นห่วงว่าพื้นฐานปัจจัย 4 จะเป็นอย่างไร จะต้องถึงพร้อมและถึงครบ ได้เข้าถึงก่อน ให้เขารับมือได้ นอกจากนี้ยังห่วง

เรื่องภาวะว่างงานที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถ้ามีแนวทางการจัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ในกรอบเวลาที่ชัดเจน และสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความเข้าใจ และเกิดความร่วมมือ ซึ่งมติชนในฐานะสื่อ อาสาไปช่วยในการสื่อสาร และทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ กับประชาชน

หลังจากนั้นที่ประชุมได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เช่น การสื่อสารกับประชาชน การสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับนิวนอร์มัล การลดความเหลื่อมล้ำ การให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น รวมไปถึงปัญหาความแตกต่างระหว่างวัย และปัญหาการเมือง

ขอบคุณทำประโยชน์ให้ประเทศ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เปิดให้ตัวแทนกองบ.ก.นำเสนอความคิดเห็น นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด กล่าวยกตัวอย่างการทำหน้าที่สื่อมาช่วยสร้างนิวนอร์มัลและเป็นส่วนหนึ่งช่วยแก้ไขปัญหา กรณีข่าวสดนำจุดแข็งในฐานะสื่อออนไลน์มาช่วยดูแลคนที่เดือดร้อนในช่วง

โควิด อย่างการเปิดพื้นที่ฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ร้านค้าต่างๆ ที่เข้ามาใช้สื่อสารกับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ต้องปิดร้าน หรือต่อมาข่าวสดจัดคอนเสิร์ตการกุศล ร่วมมือกับสาธารณสุข นอกจากนำเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแล้วยังหาทางออกให้ศิลปินพบปะกับแฟนเพลงได้ในช่วงล็อกดาวน์ ที่เรียนมานี้คือการสร้างนิวนอร์มัล สำหรับรัฐบาลจึงอยากให้ส่งเสริมอินเตอร์เน็ตให้แข็งแรงมากกว่านี้

เพื่อให้คนใช้กลไกเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่นิวนอร์มัล

ด้านพล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบเรื่องนี้ว่า ต้องขอขอบคุณมติชนที่ได้จัดกิจกรรมดีๆ ต่างๆ ให้สังคม ไม่ว่างานที่เอ่ยมา หรืออย่างงานยางพาราเพื่อส่งเสริมเกษตรกร ถือว่าเป็นงานที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนและช่วยเหลือรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับเรื่องการขยายอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน จะได้หารือกับ

กสทช.และหาแนวทางที่จะเกิดประโยชน์ที่สุด ทางมติชนทำหลายอย่างที่ตนเห็น เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับประเทศ กับประชาชน เรื่องยาง เรื่องกิจการเกษตร ขอขอบคุณ นี่คือการช่วยรัฐบาลเป็นอย่างดี และถือว่าจะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารข่าวสด-มติชนประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จึงเดินทางกลับ

ฤกษ์ปรับครม.-หลังงบผ่านสภา

ส่วนเรื่องการปรับครม. พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ตนเป็นคนปรับเอง ต้องให้เกียรติส.ส. และทั้งหมด คงไม่ถึงกับปรับทั้งครม. จะไปไม่ได้ ปรับบางกระทรวงและหน่วยงานที่เหมาะสม คงไม่นาน ขอให้ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 และแผนฟื้นฟูการใช้จ่ายเงินแก้วิกฤตโควิด-19 ออกมาก่อน เพราะถ้าปรับตอนนี้ไม่มีคนทำ พอหลังจากนี้ตนปรับเอง

“ถ้าคนนอกเข้ามามากก็ผิดกลไกประชาธิปไตย คนในก็ต้องสลับให้ดี คนนอกบางทีไม่ว่าง คนที่ไว้ใจ วันนี้ที่ทุกคนบอกว่าเอาคนดี ไม่เอาคนไหน ถ้าผมเอาเข้ามาก็เป็นโควตาผม ไม่ต้องไปเบียดเบียนเขา ผมเคารพพรรค พลังประชารัฐผมไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ทุกคนก็ร่วมมือกับผมดี” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าพลังประชารัฐจะคอยไหวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ต้องไหวสิ หัวหน้าพรรคก็บอกว่าไม่มี

อะไร ข้างล่างที่แหย่กันไปแหย่กันมา ก็ต้องเอาให้อยู่ ถึงบอกว่าที่ข่าวออกมาตีไปตีมา หลายคนตั้งตัวเองหมดแล้ว ผมตัดสินใจเอง โควตาอาจได้ แต่คนเรื่องของผม กระทรวงที่สำคัญผมต้องดูเอง วันนี้ถามว่าใครอยากมาร่วมมือกับผมทางการเมืองตอนนี้ ไปถามคนมีชื่อเสียงด้านเศรษฐกิจ ก็บอกอยากครับ พร้อมช่วยเต็มที่ แต่พอถามว่ามาเป็นนักการเมืองมั้ย ก็ไม่มา เขาสู้ไม่ไหว เขารู้ว่าแรง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรวาระ 2 และ 3 ช่วงกลางเดือนก.ย. หากผ่านสภานายกฯก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อมีผลบังคับใช้เดือนต.ค.นี้

ประชุมกุนซือเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ประชุมทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการ

นายกรัฐมนตรี นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งที่ปรึกษาภาค

เอกชนจากทุกภาคส่วน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การประชุมหารือวันนี้เพราะเคยพูดแล้วว่าจะต้องทำงานแบบ นิวนอร์มัล จึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาหารือกัน เพราะตนทำงานคนเดียวไม่ได้ การหารือในวันนี้เพื่อนำข้อมูลมาประกอบและนำไปทำงานให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าสงครามการค้าและด้านอื่นๆ

สำหรับวาระการหารือประกอบด้วย 1.รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ และกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 และ 2.การช่วยเหลือและฟื้นฟูวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งการประชุมทีมเศรษฐกิจวันนี้ เป็นการประชุมแทนการประชุมครม.เศรษฐกิจที่นายกฯ สั่งเลื่อนไปก่อน เนื่องจากต้องการรับฟังและรวบรวมความคิดเห็น

ก่อนนำเข้าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจต่อไป ตามรูปแบบการทำงานแบบนิวนอร์มัล

เน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกฯ ยกเลิกการประชุมครม.เศรษฐกิจ และเรียกประชุมทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแทนว่า ทั้ง 2 ทีมทำงานร่วมกันได้ ไม่มี

ปัญหาเพราะรู้จักกันทุกคน และถูกต้องแล้วที่นายกฯ จะได้ข้อมูลจากภายนอกให้เพียงพอก่อนพิจารณาข้อมูลต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่ดี และวันนี้มากันครบ ก็นั่งคุยกัน เรื่องที่นายกฯ สนใจมากที่สุดคือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะที่มาตรการต่างๆ กระทรวงการคลังได้เตรียมไว้แล้ว หากเข้าใจถ่องแท้ก็นำเข้าครม.ได้ เพื่อช่วย เอสเอ็มอีได้อย่างทันท่วงที

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเพิ่มเติมโครงการอื่นด้วยหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ตนจะดูเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังเป็นหลัก แต่กระทรวงเศรษฐกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกันหมด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องดูแลสินค้าเกษตร กระทรวงแรงงานต้องดูเรื่องการรองรับแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ดูเรื่องการค้าขาย และถูกต้องแล้วที่นายกฯ บอกว่าเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลผสมทุก

กระทรวงต้องเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ถือเป็นสิ่งที่ดี

อีสานโพลหนุน‘เจ๊หน่อย’กู้ศก.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์วิจัยธุรกิจ และเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจอีสานไตรมาส 2/2563 สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,107 ราย ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 4-7 ก.ค. พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ

อีสานไตรมาส 2/2563 เท่ากับ 56.0 ซึ่งต่ำกว่า 100 เป็นไตรมาสที่ 12 ติดต่อกันและคาดว่าไตรมาสถัดไป (ก.ค.-ก.ย.) จะแย่ลงกว่าเดิม

ส่วนผลงานรัฐบาลด้านเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้ 29.6 จากคะแนนเต็ม 100 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งได้คะแนน 25.0 เป็นผลมาจากการที่ประชาชนได้รับเงินเยียวยาจากผลกระทบโควิดและมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ขณะที่ผลงานโดยรวมของรัฐบาลได้ 30.6 จากเต็ม 100 เมื่อเทียบไตรมาสที่แล้ว ซึ่งได้คะแนน 25.2 จากการที่รัฐควบคุมการระบาดของโควิดได้

หากมีการเลือกตั้งใหม่ อยากให้ใครเป็นนายกฯ เพื่อมากอบกู้เศรษฐกิจประเทศ ร้อยละ 47.0 ระบุคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 17.0 ระบุพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 16.1 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 4.7 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 4.6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.0 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 1.8 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และร้อยละ 0.7 นายกรณ์ จาติก วนิช ขณะที่

ความเห็นอื่นๆ ร้อยละ 5.1

‘สมคิด’ชี้‘4 กุมาร’จากพปชร.ด้วยดี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีอารมณ์ดีถึงกรณี 4 กุมาร ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีตเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อดีต

รองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้มาปรึกษาหรือขอคำแนะนำก่อนหรือไม่ว่า ไม่มี เป็นเรื่องภายในของพรรคเขา ซึ่งเป็นไปตามปกติ ฟังจากที่แถลงถือว่าเป็นคำแถลงที่ดี เป็นมิตรต่อกัน จากกันด้วยดีก็เท่านั้น ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีที่ถูกจับจ้องนั้นเป็นเรื่องของนายกฯ คิดว่า

ท่านจะพิจารณาตามความเหมาะสม

ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง นายสมคิดกล่าวว่า ไม่ใช่ ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 4 กุมาร เหมือนเสร็จนาฆ่าโคถึกหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ไม่ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.เขาแถลงชัดเจน พวกเขาก่อตั้งพรรคขึ้นมา มีเจตนาที่ชัดเจน วันนี้เรื่องเหล่านั้น

ได้บรรลุผล เขาก็พร้อมจะไปทำหน้าที่อื่น ส่วนภารกิจของตนคือการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี

พร้อมปรับครม.ตั้งแต่ปีที่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ระบุชัดเจนจะมีการปรับครม. นายสมคิดกล่าวว่า แล้วแต่ นายกฯ ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องของนายกฯ ไม่ใช่เรื่องของพวกตน ต่อข้อถามว่านายกฯ ระบุว่าได้พูดคุยกับนายสมคิดแล้วว่า

พร้อมทุกอย่าง นายสมคิดกล่าวว่า ตนพร้อมตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อถามว่าถอดใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “ใจผมถอดมาหลาย ปีแล้ว”

ต่อข้อถามว่าหากมีการปรับ ครม.แล้ว 3 รัฐมนตรีที่อยู่ในความดูแลถูกปรับออก นายสมคิดจะยังร่วมอยู่ใน ครม.ต่อหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “การจัดตั้ง ครม.นายกฯ ต้องดูให้เรียบร้อยว่าใครจะทำอะไร เอาบ้านเมืองเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ใครจะมาจะไปเป็นเรื่องปกติ โอเคนะ บ๊ายบายแล้ว”
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาการเมืองจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า

การเมืองดี เศรษฐกิจก็จะดี สังคมก็จะดี ฉะนั้นต้องดูแลการเมืองให้ดี เมื่อถามว่าขณะนี้ถือว่าการเมืองดีหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน ตนไม่ถนัดการเมือง

‘วิษณุ’ให้ฟังนายกฯคนเดียว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งสัญญาณการปรับ ครม.ของพล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่มี ตนไม่ได้คุยกับนายกฯ เชื่อเถอะว่าใครที่บอกว่ารู้ไม่จริงทั้งนั้น ควรฟังจากนายกฯ คนเดียว ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ระบุการปรับ ครม.เป็นไปได้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นายวิษณุกล่าวว่า “ก็ถูกแล้ว จะได้

ไม่ต้องมานั่งถามคำถามว่าเมื่อไร ก็จะรู้ว่าเมื่อนี้แหละ” ต่อข้อถามว่านายวิษณุได้รับสัญญาณแล้วหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการปรับ ครม.จะกระทบต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 หรือไม่ เพราะมีรัฐมนตรีหลายคนเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) โดยเฉพาะนายอุตตม ซึ่งเป็นประธาน กมธ. นายวิษณุกล่าวว่า เหมือนกับวิธีปฏิบัติที่ผ่านมา คือ 1.ไม่ต้องออกจาก กมธ.

เพราะตอนแต่งตั้งก็ตั้งโดยชื่อบุคคล เหมือนตอนยุบพรรค ใครเป็น กมธ.ก็ยังเป็นอยู่ แต่ในส่วนนี้จะเป็นกรณีกมธ.วิสามัญเท่านั้น 2.การขอ ลาออกจาก กมธ.เอง คนที่เป็นรองประธานขึ้นมาแทนได้ เพราะใน กมธ.มีรองประธาน 10 กว่าคน และประธานไม่ได้นั่งกำกับการประชุมทุกครั้ง แต่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เนื่องจากใช้เวลาพิจารณา 100 วัน

ต่อข้อถามว่านายอุตตมเป็นประธาน กมธ.โดยตำแหน่งหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นโดยชื่อและโดยตำแหน่งด้วย เมื่อถามว่าหากเปลี่ยนแปลงตัวประธาน กมธ.จะส่งผลกระทบต่อการพิจารณางบหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี เว้นแต่นายอุตตมขอลาออก

อารมณ์ดี – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หัวเราะร่าเริงถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกพรรคระหว่างประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งแรก ที่ศูนย์ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ถ.รัชดาภิเษก กทม. เมื่อวันที่ 10 ก.ค.

‘บิ๊กป้อม’ประเดิมงานหน.พปชร.

เวลา 15.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ อาคารรัชดาวัน ถนนรัชดาภิเษก กทม. มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ครั้งที่ 2 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม มีกก.บห. ส.ส. และตัวแทนสาขาพรรค ประมาณ 500 คน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ในช่วงต้น นาย

อนุชา แจ้งว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค จะมาร่วมประชุม แต่ติดภารกิจด่วนมาทำหน้าที่ประธานไม่ทัน จึงขอมติจากที่ประชุมเสนอให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน

ต่อมาเวลา 15.38 น. พล.อ.ประวิตรได้เดินทางมาถึงและเข้าห้องทำงานทันที โดยจะลงมาพบปะกับส.ส.และสมาชิกพรรค ในช่วงท้ายการประชุมแทน ซึ่งการเข้าพรรคของพล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวที่ทำการพรรคเป็นครั้งแรก ภายหลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ

ขอร้องลูกพรรคสามัคคีกัน

จากนั้นเวลา 16.25 น. พล.อ.ประวิตรได้เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญพรรค โดยเดินทักทายสมาชิกและส.ส. ซึ่งปรบมือให้การต้อนรับลั่นห้องประชุม

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนมาทำงานนี้ ไม่ได้อะไร ไม่ได้เงินเพิ่มเติม ยอมเสียเวลามาเพื่อทุกคน เพราะรักทุกคนเท่ากัน อยากให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่อยากให้แบ่งพรรคแบ่งพวกหรือไปตั้งกลุ่ม ขอย้ำ

ให้ทุกคนรักสามัคคี มีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ขอร้องเลย และภายในพรรคต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่มีข่าวตีกันเอง เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ไหว เข้าใจทุกคนว่าต้องการความยุติธรรม ต้องการความเสมอภาค ลดปัญหาเหลื่อมล้ำทั้งหมด ใครจะได้อะไรก็ต้องได้เท่าๆ กัน ที่ไม่ได้ก็ต้องมี คำตอบว่าเพราะอะไร

“ขอฝากให้รักกันจริงๆ สามัคคีกันจริงๆ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเป็นพรรคพวกเป็นกลุ่ม ผมขอร้อง เราเป็นพรรคใหญ่ ถ้าลงมาตีกันเองมันจะเสียหาย ถ้าสงสัยอะไรพูดถามกันได้ ไม่ใช่คนโน้นทีคนนี้ที อย่างผมไม่มีว่าจะรักคนนั้นมากกว่าคนนี้ แต่รักเท่าๆ กันหมด ผมให้เท่าๆ กันหมด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ไฟเขียว‘กรุงศรีวิไล’แก้มือ

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค 10 คนแล้ว ตั้งรองผอ.พรรค รองเลขาธิการพรรค เพื่อให้ทุกคนทำงาน และตั้งโฆษกพรรค 1 คน รองโฆษกพรรคอีก 3 คน ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะตนมีอำนาจเปลี่ยนแปลง คนไหนทำงานไปแล้วและอยากจะ

เปลี่ยนแปลงก็ทำได้ ขอให้เข้าใจ ไม่ใช่เลือกที่รัก มักที่ชัง จะเอาคนนั้น คนนี้ ตนได้พูดคุยกับรองหัวหน้าพรรคทั้ง 10 คนแล้วว่าใครเหมาะสมอย่างไร

“ส่วนปัญหาก่อนหน้านี้ที่ถามผม จบไปแล้ว เรื่องที่แล้วๆมา ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้ทำ แต่ตั้งแต่นี้ต่อไป ผมจะเป็นคนรับผิดชอบ สำหรับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 5 สมุทรปราการ จะส่งนายกรุง

ศรีวิไล สุทินเผือก คนเดิมเพราะครั้งที่แล้วเขาชนะ แต่พลาดท่านิดหน่อย ไม่เป็นไร ก็เลือกใหม่” พล.อ.ประวิตร กล่าว

โบ้ยถามนายกฯเรื่องปรับครม.

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า ภารกิจแรกที่จะทำ คือทำให้คนในพรรครักกันและเชื่อว่าคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ ตั้งใจเข้ามาทำงาน สำหรับเรื่องทีมเศรษฐกิจของพรรคมีรายชื่อหมดแล้ว แต่สื่ออย่าเพิ่งรู้เลย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการปรับครม. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องของนายกฯ จะไปรู้ได้อย่างไร ลองไปถามนายกฯ ต่อข้อถามว่านายกฯได้ปรึกษาในฐานะพี่ใหญ่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คุณคิดไปเอง และเชื่อว่านายกฯ จะคิดเรื่องการทำงานว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่อยู่ที่กินได้ เพราะท่านทำงานหนัก ทุ่มเททำงานให้กับประชาชนมีรายได้

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคพลังประชารัฐจะส่งรายชื่อให้นายกฯพิจารณาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมไม่ส่ง แต่สมาชิกในพรรคพลังประชารัฐมีศักยภาพเพียงพอ ขอย้ำว่าเรื่องครม.ต้องไปถามนายกฯ”

ตั้ง10รองหัวหน้า-‘ดร.ส้ม’โฆษก

สำหรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคมีทั้งหมด 10 คน ได้แก่ 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าฝ่ายอำนวยการและเป็นผอ.พรรค 2.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองหัวหน้าพรรคฝ่ายปฏิบัติการ 3.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคด้านการสนับสนุน 4.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ด้านแผนพัฒนาบุคลากร 5.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรค ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์

6.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองหัวหน้าพรรค ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ 7.นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ด้านกิจการงานสภา 8.นายนิพันธ์ ศิริธร รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายเครือข่ายสัมพันธ์ 9.นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย 10.นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรคด้านรับเรื่องราวร้องทุกข์

รองเลขาธิการพรรค 2 คนคือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนาย สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี สำหรับรองผอ.พรรค 2 คนคือ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร นายภาคิน สมมิตรธนกุล

โฆษกพรรค คือน.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ หรือดร.ส้ม ส.ส.กทม. รองโฆษกพรรค มี 3 คน นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส. นครศรีธรรมราช น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ

ควานหาวุ่นทีมเศรษฐกิจ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำหรับบุคคลที่พล.อ.ประวิตร ทาบทามมาร่วมครม.ด้านเศรษฐกิจก่อนหน้านั้น 2-3 คน มีแนวโน้มสูงว่าอาจจะไม่ตอบรับ ทำให้นายสมคิดและทีมรัฐมนตรีกลุ่ม 4 กุมาร จะได้ทำงานต่อ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 และประกาศใช้ในเดือนต.ค. ส่งผลให้ส.ส.ในพรรคออกมาไล่ทวงโควตาคืนอีกรอบ

ทั้งนี้ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า กระทรวงแรงงาน ที่ตั้งเป้าว่าจะเอากลับมาเป็นโควตาพรรคพลังประชารัฐ และให้นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็น รมว.แรงงาน ก็ไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ยืนยันจะให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็น รมว.แรงงาน ตามโควตาเดิมแทนม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ไม่แลกกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขณะที่

นายสุชาติ มีชื่อในโผ และจะไปอยู่ในกระทรวงใด ขึ้นกับพล.อ.ประวิตร จัดสรรให้

ในกลุ่ม 4 กุมารนั้น นายสุวิทย์ มีแนวโน้มสูงสุดจะต้องสละเก้าอี้รัฐมนตรี ส่วนกระทรวงพลังงาน ยังมีแนวโน้มครึ่งต่อครึ่งว่า จะเปลี่ยนตัวนายสนธิรัตน์ หรือไม่ เพราะนายทุนพรรค ยังสนับสนุนนายสนธิรัตน์ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ได้รับปากสลับเก้าอี้กระทรวงพลังงานกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งตามโผครม.ประยุทธ์ 2/1 ให้นายสุริยะ เป็นรมว.พลังงาน และนายอนุชา ได้

ตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มีข่าวว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเช่นกัน ซึ่งคาดว่าประมาณกลางเดือนส.ค.จะเห็นโฉมหน้าคร่าวๆ ของโผครม.

‘อนุชา’ปัดส่งประวัตินั่งรมต.

นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการลาออกจากสมาชิกพรรคของ

4 กุมารอาจส่งผลต่อโควตารัฐมนตรีว่า ไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นอำนาจของนายกฯ การลาออกดังกล่าวถือว่าจากกันด้วยดี เพราะทุกคนร่วมทำงานกับพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน แปลง ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางการเมือง ไม่มีอะไรขุ่นข้องหมองใจกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เตรียมส่งประวัติเพื่อเตรียมพร้อมปรับ ครม.หรือยัง นายอนุชากล่าวว่า ยังไม่มี และยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยพูดเรื่องตำแหน่งในครม. ยืนยันได้ และทราบดีว่าทำงานให้พรรค ส่วนตำแหน่งใน ครม.เป็นเรื่องของนายกฯ ตัด สินใจเพียงคนเดียว ต่อข้อถามว่าพร้อมหรือไม่หากมีชื่อในครม. นายอนุชากล่าวว่า “ผมพร้อมตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน”

‘ชัยวุฒิ’บี้ 4 กุมารคืนโควตา

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การลาออกของ 4 กุมารน่าจะมีเหตุปัจจัยว่าจะไปทำงานกับพรรคอื่น เพราะหากยังเป็นสมาชิก พปชร.อยู่ถ้าจะไปเลี้ยงหลาน หรือทำงานส่วนตัวคงไม่ต้องลาออก แต่ตนก็ไม่แน่ใจ ต้องให้ติดตามต่อไป ยืนยันว่ากลุ่ม 4 กุมารยังไม่

หยุดเล่นการเมือง เพราะจากประสบการณ์คนที่ ลาออกจากพรรคหนึ่งมักไปตั้งพรรคใหม่ หรือไปทำงานกับกลุ่มการเมืองอื่น ซึ่งมีนักการเมืองทำให้เห็นหลายคนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าตำแหน่งรัฐมนตรีของ 4 กุมารเป็นโควตาของพลังประชารัฐหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่โควตาพรรคจะเป็นโควตาของใคร เพราะตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีก็ส่งในนามของพรรค

เมื่อถามว่าเมื่อ 4 กุมารลาออกจากสมาชิกพรรคควรคืนตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ทางข้อกฎหมายคงไม่เป็นไร และตนตอบไม่ได้ แต่ทางการเมืองอยู่ที่ นายกฯ กับผู้ใหญ่จะตัดสินใจ ยอมรับว่าในทางการเมือง นายกฯ ก็มีโควตาเพื่อเลือกคนที่ไว้วางใจมาทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ตนคิดว่า 4 กุมารไม่ใช่โควตาของ นายกฯ เพราะเป็นโควตาของพลังประชารัฐ เรา

ส่งไปทำงานในนามพรรค”

‘เฉลิมชัย’ปลุกใจปชป.ร่วมใจสู้

เวลา 18.00 น. ที่โรงแรมทรายแก้ว บีชรีสอร์ท เกาะเสม็ด จ.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเลี้ยงอาหารค่ำ ให้กับรัฐมนตรีและส.ส. ก่อนสัมมนาพรรคในวันที่ 11-12 ก.ค. ซึ่งบรรยากาศเป็นไป

อย่างชื่นมื่น มีแกนนำพรรคเข้าร่วมงานเลี้ยง อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค

นายเฉลิมชัยกล่าวกับสมาชิกว่า การจัดงานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้พรรคของเราเป็นน้ำหนึ่งใจ

เดียวกันได้เหมือนเดิม ตนไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่หมายความว่าความเป็นเสรีประชาธิปไตย แม้ทำให้ทุกคนมีเสรีภาพทางความคิด แต่การพูดขอให้ทุกคนอยู่ในกรอบ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าได้ ยืนยันว่าตราบใดที่ตนยังเป็นเลขาธิการพรรค ต้องพาพรรคเดินไปข้างหน้าและต้องดีขึ้นกว่าเดิม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องห่วง ตนสู้เต็มที่ ขอให้พวกเราเป็นน้ำหนึ่งใจ

เดียวกันเท่านั้น

จากนั้นนายเฉลิมชัย ถามลูกพรรคว่าสู้หรือไม่สู้ ซึ่งลูกพรรค ตอบกลับมาว่าสู้

ต้องมองการเมืองยุคใหม่

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์จะมี

เฉพาะส.ส.และรัฐมนตรีของพรรคพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ประเด็นการพูดมีหลายเรื่อง เหมือนเป็นยำหลายรส เรื่องใหญ่คือทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคนับจากวันนี้ไปถึงอนาคต เพราะส.ส.และสมาชิกพรรคหลายคนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ขับเคลื่อนไปอย่างไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ทุกคนต้องเปลี่ยนแว่นตาในการมองการเมืองยุคใหม่ เลิกใช้ประสบการณ์เก่าๆ มามองการเมืองในตอนนี้ได้

แล้ว นอกจากนี้จะพูดคุยถึงการบริหารจัดการและความสัมพันธ์ภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างรัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคจะต้องมีแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างไร

สำหรับเรื่องการปรับ ครม.นั้นคิดว่ายังไม่มีการพูดว่าควรจะต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องพูดกันคือต้องประเมินผลงานรัฐมนตรีหลังจากได้ทำงานมาแล้วประมาณ 1 ปี โดยทำได้ 2 ส่วนคือ 1.ประเมินภายนอก อาทิ การทำโพล และ 2.การประเมินภายใน โดยจะประเมินร่วมกันว่ารัฐมนตรีแต่ละคนได้นำนโยบายของพรรคไปดำเนินการมากน้อยแค่ไหนครบหรือไม่

“ส่วนตัวมองว่าการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เมื่อทำงานกันมานานพอสมควรระยะ

หนึ่งแล้ว ไม่มีใครเป็นรัฐมนตรีได้จนกัลปาวสาน และถ้าใครคิดว่าเมื่อตัวเองได้เป็นรัฐมนตรีแล้วไม่มีใครทำอะไรได้ก็จะเกิดอาการตายใจ ทำให้การทำงานไม่ก้าวหน้า พรรคประชาธิปัตย์จึงมีหลักว่าเมื่อทำงานมาระยะหนึ่งก็ต้องมีการประเมินผลงานรัฐมนตรี ดังนั้น ต้องดูว่าการปรับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐจะส่งผลกระทบกับประชาธิปัตย์อย่างไร” นาย สาทิตย์กล่าว

พท.อนุมัติ‘สลิลทิพย์’ชิงส.ส.ปากน้ำ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควาระสำคัญคือ การกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 และการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมว่ากก.บห.มีมติกำหนดวันประชุม

ใหญ่ในวันที่ 21 ก.ค.ที่พรรคเพื่อไทย และอนุมัติให้ส่งนางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ เพราะเห็นว่าจ.สมุทรปราการเป็นฐานเสียงเดิมของพรรค นางสลิลทิพย์เป็นผู้สมัครคนเดิมและเคยเป็นส.ส. 3 สมัยใน จ.สมุทรปราการ จึงเห็นว่านางสลิลทิพย์เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะส่งสมัคร ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครได้มีมติและเสนอรายชื่อให้

กก.บห.ได้พิจารณาโดย ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย

รายงานข่าวเปิดเผยว่า การประชุมกก.บห.ครั้งนี้มีการหารือถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกก.บห. โดยมีกระแส 2 ทางคือ ฝั่งที่ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงได้ยกเหตุผลเรื่องการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จ.สมุทรปราการ และความสั่นคลอนของพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้เป็นโอกาสของเพื่อไทยที่จะใช้จุดอ่อนนี้ขยี้พรรคฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่มาขยับปรับโครงสร้างพรรคไปพร้อมกับเขา เพราะเพื่อไทยไม่มี

เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี และประโยชน์ใดๆ ในการขยับปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

ขณะที่ฝั่งที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำงาน และลดจำนวนกก.บห.ให้กระชับขึ้น เพราะโครงสร้างเดิมมีรองหัวหน้าพรรคและรองเลขาธิการพรรคจำนวนมากจนทำให้โครงสร้างการทำงานเทอะทะ

ก้าวไกลเปิดตัว‘อิศราวุธ’สู้ศึก

เมื่อเวลา 10.15 น. ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงเปิดตัวนายอิศราวุธ ณ น่าน หรือพีท เป็นผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ ส่วนจะตัดคะแนนกันเองกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เรามีจุดยืน มีแนวทางการทำงานที่ต่างกัน ต้องเคารพสิทธิ์ของแต่ละ

พรรค ส่วนกระแสว่าบุคคลที่ได้รับคัดเลือกมักใกล้ชิดกับแกนนำพรรคนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เรามีกระบวนการสรรหา สมาชิกมีสิทธิเสียงนำเสนอให้กก.บห.ตัดสินใจ พรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นของตนหรือของใคร ไม่มีการใช้เส้น สายใดๆ

ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกระแสความไม่พอใจของมวลชนในพื้นที่เนื่องจากพรรคไม่ส่งนายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีตผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมว่า นายตรัยวรรธน์รู้สึกน้อยใจ ซึ่งได้พูดคุยชี้แจงแล้ว และได้ทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคแล้ว บางส่วนเริ่มมีความเข้าใจการตัดสินใจของกก.บห. ขอให้มั่นใจว่าพรรคเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในนาม

พรรคก้าวไกล

กกต.เคาะ 9 ส.ค.กาบัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังศาลฎีกาสั่งให้

มีการ เลือกตั้งใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบเหลือง นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป และให้ประธานกกต.รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง กกต.ได้นัดประชุมช่วงบ่ายวันที่ 10 ก.ค.ทันที และมีมติกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. เป็นวัน เลือกตั้งส.ส. และเปิดรับสมัครเลือกตั้งใน วันที่ 16 ก.ค.-20 ก.ค. ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 กำหนด

ศาลยกคำร้องกลุ่มพีเพิลโก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำ พ.3454/2563 กรณีเครือข่ายพีเพิล โก เน็ตเวิร์ก นำโดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ในฐานะเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ น.ส.แสงสิริ ตรีมรรคา นายณัฐวุฒิ อุปปะ นายวศิน พงษ์เก่า และนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ สมาชิกคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็น

โจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเป็นจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีขออนุญาตชุมนุมเพื่อติดตามความคืบหน้าร่างพ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ ในวันที่ 13 ก.ค. ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้การที่จำเลย ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจส่งผล กระทบต่อเสรีภาพในการชุมนุมของโจทก์ทั้ง 5 แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นวันที่ 13 ก.ค. อาจน้อยกว่าความจำเป็นในการป้องกันโรคระบาด จึงไม่มีเหตุฉุกเฉินและเพียงพอจะนำวิธีการคุ้มครองระหว่างพิจารณาตามที่ขอมาใช้กับกรณีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 (2)(ข) และมาตรา 266 ให้ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และเมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ดังกล่าวแล้ว คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวย่อมตกไปด้วย

ส่วนกรณีพิจารณาเพิกถอนการขยายเวลาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติมอีก ให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 5 ส.ค. เวลา 09.00 น.

ภายหลังฟังคำสั่ง นายนิมิตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า จะใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญต่อไป โดยนัดรวมกันที่หน้ายูเอ็นเวลา 09.00 น. เพื่ออธิบายเรื่องกฎหมายบำนาญว่ามีความสำคัญอย่างไรแล้วจะเดินมา

ยื่นจดหมายเวลา 11.00 น. ซึ่งนัดหมายเจ้าหน้าที่และนาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ มารับจดหมายที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

‘บิ๊กตู่’ย้ำสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้อนรับ พล.อ.เจมส์ ซี แมคคอนวิลล์ ผบ.ทบ.สหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะโอกาสเยือน

ประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันซึ่งมีมายาวนาน โดยเฉพาะในระดับกองทัพที่มีความร่วมมือในหลายเรื่อง อาทิ โครงการฝึกร่วมผสมทางทหาร การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนการเยือน และยุทโธปกรณ์ โดยยืนยันที่จะดำรงบทบาทเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีเสถียรภาพ เสรี เปิดกว้างและยั่งยืน

จากนั้นเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ต้อนรับ ผบ.ทบ.สหรัฐ พร้อมร่วมพิธีตรวจแถว เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ และลงนามในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Vision Statement) ระหว่างกองทัพบกทั้งสองประเทศ ซึ่งจะขับเคลื่อนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพบกสหรัฐ และ

กองทัพบกไทย พร้อมร่วมหารือถึงการพัฒนากองทัพ ให้ทันสมัยและมีความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน การฝึกร่วม และหลักนิยมต่างๆ ก่อนรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และมีร่วมพิธีอำลาแถวทหารกองเกียรติยศอย่างสมเกียรติ

ทั้งนี้ การลงนามในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ ระหว่างกองทัพบกของทั้ง 2 ประเทศในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากการลงนามในแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมระหว่าง มาร์ก เอสเปอร์ รมว.กลาโหมสหรัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมอาเซียน เมื่อเดือนพ.ย.2562

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน