“ก้าวไกล” คาใจกกต. คุมคนฟังปราศรัย-จี้เลิก พรก.ฉุกเฉิน ให้ฟ้องจนท.รัฐได้
วันที่ 16 ก.ค. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึง บรรยากาศการสมัครรับเลือกตั้งซ่อมของ นายอิศราวุธ ณ น่าน ผู้สมัครพรรคก้าวไกล ได้รับทราบว่า ในการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 5 สมุทรปราการ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจัดเวทีปราศรัย โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการรับฟังไม่เกิน 30 คน เท่านั้น
มาตรการในลักษณะนี้เป็นการขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตยที่สำคัญ ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะใช้การปราศรัยนำเสนอนโยบาย และแนวทางพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด
การบังคับใช้มาตรการลักษณะนี้ ย่อมถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ลงรับสมัครเลือกตั้งหรือไม่ พร้อมกับข้อสงสัยในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
![]()
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ปัจจุบันมีจุดแตกต่างที่สำคัญจากพ.ร.บ.โรคติดต่อ เพียงแค่ประการเดียวคือ การยกเว้นการรับผิดของเจ้าพนักงาน ให้ไม่ต้องรับผิด ทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางวินัย ซึ่งการยกเว้นนี้เองอาจเป็นช่องว่างให้มีการดำเนินอย่างหนึ่งอย่างใด ที่กระทบกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ได้
“พรรคก้าวไกลจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่เขต 5 สมุทรปราการ ซึ่งไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา มาเป็นระยะเวลากว่า 40 วันแล้ว รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มีสถิติบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงในการระบาดของโรคนั้นอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้แล้ว โดยให้รัฐบาลใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อในการควบคุมการระบาดอย่างเคร่งครัดแทน ซึ่งหากพบว่าเจ้าพนักงานมีพฤติกรรมประพฤติมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประชาชนจะได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ย้ำว่า กระบวนการควบคุมการระบาดของโรค ที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดนั้นครอบคลุมถึงกระบวนการคัดกรอง การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมใส่หน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมทั้งการมีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์อย่างทั่วถึง เป็นต้น
และหากพื้นที่จัดการปราศรัยมีพื้นที่กว้างขวางมากพอ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการรับฟังไว้เพียงแค่ 30 คน ตามมาตรการที่ได้รับแจ้งจาก กกต. การควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพนั้นสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการทางประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งประเทศเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ก็ได้ดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่าง และได้รับการชื่นชมอย่างมากจากนานาอารยประเทศ
โฆษกพรรคก้าวไกล ย้ำอีกว่า ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาล และกกต.นั้นมีมุมมองอย่างไร ต่อการจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม รวมถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่วันนี้มีเพียงเงื่อนไขเดียวที่แตกต่างจากพ.ร.บ.โรคติดต่อ คือ การเอื้อให้เจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานให้สามารถกระทำการที่ลุแก่อำนาจได้ โดยไม่ต้องรับผิดใดๆ
ซึ่งการลุแก่อำนาจจากพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ปรากฏให้เห็นในกรณีที่จังหวัดระยองมาแล้ว การจัดการเลือกตั้งภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการออกกฎขึ้นมาซ้อนกฎอีกที ซึ่งหากยังคงดำเนินการจัดการเลือกตั้งในลักษณะนี้ต่อไปก็จะเป็นที่ละอายต่อสังคมโลกประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดยหันมาใช้พ.ร.บ.โรคติดต่ออย่างเคร่งครัดแทน โดยเฉพาะในพื้นที่เขต 5 สมุทรปราการ และขอเรียกร้องให้ กกตทบทวนมาตรการต่างๆ ในกระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง ให้มีความเป็นประชาธิปไตย ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เป็นที่คลางแคลงใจของประชาชน
