เหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่เห็นด้วยกับกรณีของ “เรือดำน้ำ”
หากประเมินจากมติและถ้อยแถลงอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะว่าเรื่องของเรือดำน้ำอาจยังมิได้เป็นความจำเป็นอย่างรีบด่วน
และเงิน 2 หมื่นกว่าล้านบาทอาจไม่เหมาะสม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการออกพ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณที่ไม่จำเป็นไปยังที่จำเป็นมากกว่าในห้วงที่ประเทศต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส
เหตุผลนี้เหมาะสมกับความเป็น“สถาบัน”ของพรรคประชาธิปัตย์

ถามว่ากระแสกดดันในทางสังคมมีผลต่อมติของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
ต้องยอมรับว่ามีผลเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะกระแสอย่างที่ปรากฏผ่าน #ไม่เอาเรือดำน้ำ ซึ่งถกเถียงกันอย่างคึกคักในโลกออนไลน์
ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและเอนไปในทางเดียวกัน
กระแสการวิพากษ์วิจารณ์นี้มีปริมาณกว้างขวางใหญ่โตกระทั่งติด“เทรนด์”ของทวิตเตอร์ และกลายเป็นกระแสในทางสังคม
ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็มิอาจ“ขวาง”ได้
บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล
แม้ว่าจำนวนกรรมาธิการของพรรคประชา ธิปัตย์มีเพียง 7 คนในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
น้อยมากเมื่อเทียบกับ 62 คนที่มีอยู่ทั้งหมด
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามติของพรรคประชาธิปัตย์ มีผลสะเทือนไปยัง 7 กรรมาธิการของพรรค ภูมิใจไทย และ 1 กรรมาธิการของพรรคชาติไทยพัฒนา
ตรงนี้เองที่ทำให้“รัฐบาล”ต้องงัดกลยุทธ์ “เลื่อน”มาใช้
กลยุทธ์เตะถ่วง เลื่อนเพื่อ“ซื้อเวลา”คือลักษณะเด่นของรัฐบาล
บทเรียนจากรณี“เรือดำน้ำ”จึงน่าเชื่อว่า รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลจักต้องนำมาใช้ในกรณีของ “รัฐธรรมนูญ”อย่างไม่ต้องสงสัย
กระแสกดดันจึงสำคัญและทรงความหมาย