รายงานพิเศษ : ส่องแก้รธน.โมเดล‘พท.-ก้าวไกล’

ส่องแก้รธน.โมเดล‘พท.-ก้าวไกล’ : ข้อเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญคืบหน้าตามลำดับ นอกสภาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ในสภามีการขับเคลื่อนโดยพรรคการเมือง

พรรคเพื่อไทยเสนอแก้มาตรา 256 เปิดทางตั้งส.ส.ร.ยกร่าง โดยไม่แตะหมวด 1 และ 2

ขณะที่พรรคก้าวไกลผลักดันร่างแก้มาตรา 272 ยกเลิก อำนาจส.ว.โหวตนายกฯ ปิดสวิตช์การสืบทอดอำนาจคสช. ไปพร้อมกับการยกร่างของส.ส.ร.

โมเดลแบบไหนที่มีโอกาสเป็นไปได้ หรือสะดุด มีความเห็นจากนักวิชาการ และนักการเมืองที่น่าสนใจ

จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรองนายกฯ

ทางออกของประเทศคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านส.ส.ร. ซึ่งหลายฝ่ายเห็นด้วยว่าไม่ควรทำแบบซื้อเวลาหรือถ่วงเวลา การดำเนินการต้องยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่การเลือกตั้งส.ส.ร. การร่างรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการลงมติต้องเสรี

ขณะนี้ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลก็อยากให้มีส.ส.ร. เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ แต่ที่ระบุมาว่าต้องใช้เวลาถึง 2 ปีนั้นจะนานเกินไป ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมหรือยุบสภาไปก่อนโดยที่ไม่แก้อำนาจของส.ว. ก็จะทำให้ประเทศเผชิญกับวิกฤตอีกครั้ง ประชาชนจะปฏิเสธการเลือกตั้งเพราะการเลือกตั้งไม่มีประโยชน์ ไร้ความหมายหากส.ว.ยังคงอยู่

ดังนั้น จำเป็นต้องตัดอำนาจส.ว.ในการเลือกนายกฯ ออกไป แต่ถ้าจะถึงขั้นไม่มีส.ว.เลย ผลลัพธ์อาจไม่เกิดขึ้น ต้องพบกันในจุดที่ควรจะเป็น โดยนายกฯและส.ว.ต้องหารือกันและยอมให้ตัดอำนาจการเลือกนายกฯ ออกเป็นขั้นต่ำ

ส่วนที่บอกว่าส.ว.ไม่ให้ความร่วมมือ เมื่อดูจากวิกฤตถ้าไม่ลดราวาศอก วิกฤตก็จะหนักขึ้น และถ้าจะรอให้ส.ว.เห็นดีเห็นงามก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ที่ผ่านมาแค่จะแก้เล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่มีเสียงประชาชนก็แก้ไม่ได้ แต่ถ้าประชาชนประสานเสียงกันได้ ที่ยากๆ ก็เคยแก้ได้มาแล้ว

ถ้าไม่ตัดอำนาจส.ว.ในการเลือกนายกฯ ออก เท่ากับเป็นการเก็บระเบิดเวลาเอาไว้ ถ้าการเมืองไทยเกิดการยุบสภาก่อนที่ส.ส.ร.จะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็จะเกิดวิกฤตรุนแรง ส.ว.ก็เลือก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ ได้อีก การเลือกตั้งจึงไม่มีความหมาย เป็นความสุ่มเสี่ยง สร้างปัญหาให้ประเทศ จึงต้องตัดอำนาจส.ว.ออกไป ขึ้นอยู่กับว่าร่างแก้ไขที่เสนอกันจะมีร่างไหนเปิดช่องเรื่องนี้ไว้หรือไม่

ส่วนที่พรรคก้าวไกลจะล่ารายชื่อประชาชน 5 หมื่นชื่อเพื่อขอแก้มาตรา 272 ปิดสวิตช์ส.ว.นั้น ถือเป็นอีกทางออกหนึ่งถ้ามีร่างแก้ไขของประชาชนเข้ามา

ก่อนหน้านี้ตนเคยเสนอความเห็นไว้ว่าควรแก้เป็น 2 ส่วนพร้อมกัน คือ แก้มาตรา 256 เพื่อให้มีส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญ และแก้บทเเฉพาะกาลตัดอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกฯ ออกไป ยืนยันต้องตัดอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ เพื่อไม่ให้การเมืองเกิดวิกฤตจนหาทางออกไม่ได้

อย่างน้อยหากต้องยุบสภาและเลือกตั้งกันใหม่ ประชาชนยังรู้สึกว่าให้เสียงข้างมากของ ส.ส.เป็นตัวตัดสินเลือก นายกฯ ดีกว่า ไม่ใช่ให้ ส.ว.250 คนเลือกนายกฯ แทน

ถ้าห่วงการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัดอำนาจส.ว.ออก จะทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือจากส.ว.จนแก้ไม่ได้ ถ้าเกรงกันแบบนั้นในสภาพปกติอยู่ดีๆ ส.ว.จะเห็นดีเห็นงามยอมให้ตัดอำนาจของตัวเองออกหรือ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าส.ว.อยากคงอำนาจไว้แบบนี้ ประชาชนก็คงรับไม่ได้เช่นกัน ความขัดแย้งก็จะเพิ่มขึ้น ประเทศก็จะไม่ไปไหน ก็ต้องทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และส.ว.เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องตัดอำนาจส.ว.ทิ้ง

ส่วนการมีส.ส.ร.ก็ใช่ว่าส.ว.จะร่วมด้วยง่ายๆ เพราะหมายถึงการเข้ามาแก้อีกมากมายหลายประเด็น รวมถึงเรื่องของส.ว. ซึ่งก็จะกระทบส.ว.เหมือนกัน ดังนั้นก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กันอยู่ดี แต่ถ้าไม่แก้จุดสำคัญ ไม่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งกันเร็วๆ นี้ ส.ว.ก็ยังมีอำนาจเลือก พล.อ.ประยุทธ์ กลับมา ไม่มีทางที่ประเทศพ้นวิกฤต

ดังนั้น บางเรื่องถ้าต้องแก้ไขก็ต้องทำ ถ้าทำไม่ได้ต้องบอก ส.ว.และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าพวกคุณกำลังทำประเทศเสียหาย การเกรงใจส.ว.ยิ่งจะทำให้เสียหายไปด้วยกัน

 

มานิตย์ จุมปา
คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

การแก้รัฐธรรมนูญประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการเปิดด่านแรกให้มีการแก้มาตรา 256 เรื่องวิธีแก้รัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ เพราะเขียนให้แก้ยากที่สุดในจักรวาล

ข้อเสนอของเพื่อไทยกับก้าวไกล เป็นประเด็นต่างมุมมอง พรรคก้าวไกลอาจเห็นว่าไหนๆ เสนอแล้วเอาให้สะเด็ดน้ำไปเลยเพื่อจัดการกับมรดกการสืบทอดอำนาจ แต่เพื่อไทยมองทางความเป็นไปได้ ประนีประนอม ขณะเดียวกันก็เซฟทรัพยากร

การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้ส.ว.สูญหายไป ให้เขาลงมติฆ่าตัวเอง มีโอกาสที่เขาจะยกมือสนับสนุนหรือไม่ ซึ่งต้อง อาศัยสปิริตอย่างแรงกล้า ถามว่าส.ว.จะมีสปิริตถึงขนาดนั้น หรือไม่

ลำพังก้าวไกลพรรคเดียวเสียงไม่พอยื่นญัตติ การมองถึงการเข้าชื่อ 5 หมื่นรายชื่อเสนอสภา ถามว่าเพียงแค่กฎหมายระดับพ.ร.บ.ที่ใช้เสียง 1 หมื่นคนเมื่อเข้าสภาแล้วผ่านมาบังคับใช้มีกี่ฉบับ นับฉบับได้เลยเพราะไม่มีกลไกในสภาสนับสนุน

ยื่นญัตติให้สภาได้แต่ก็แค่เปิดประตูเข้าสู่การพิจารณาวาระ ที่ 1 เสนอแก้ไข แต่กว่าจะออกมาเป็นกฎหมายสำเร็จ เปิดประตูออกมาได้ คนถือกุญแจคือส.ว. อาจต้องใช้กระแสสังคม มวลชนกดดัน

และอย่าลืมส.ว.ทั้งหมดมีที่มาเป็นหนึ่งเดียวกัน คือมาโดยกลไกคสช. การแก้รัฐธรรมนูญถ้าจะให้ผ่านด่านรัฐบาลต้องเอาด้วย แต่เท่าที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ท่าทีของรัฐบาลยังไม่เปิดใจ แปลว่ายังไม่เห็นด้วย และต้องยอมรับว่ารัฐบาลนี้ส.ว.คือฐานที่มั่นผู้คำจุนนายกฯ และรัฐบาล

ที่สำคัญต่อให้เสนอร่างได้โดย 5 หมื่นรายชื่อ แต่ถ้าส.ส. ไม่เปิดประตูให้ก็ไม่ถึงมือส.ว. ถ้าเพื่อไทยไม่เทเสียงให้ เผลอๆ ไม่ถึงมือส.ว.

ส่วนที่ก้าวไกลมองว่าถ้าไม่แก้ มาตรา 256 ก่อน ช่วงส.ส.ร.ยกร่างหากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็ไม่พ้นนายกฯคนเดิมนั้น ก็อย่างที่พูดกันว่าใครร่างก็เอื้อประโยชน์ให้คนนั้น เช่นรัฐธรรมนูญ 2560 เอื้อรัฐบาล ก้าวไกลก็เสนอในสิ่งที่ตัวเองได้ลุ้น

อย่างไรก็ตาม เจตนาของก้าวไกลคงเพื่อเปิดประตูด่านแรกให้ได้ก่อน จะสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในทางการเมืองก็ถือว่าพยายามแล้ว มีการจุดประเด็นหรือแล้ว

ขณะที่การเสนอแก้มาตรา 256 แล้วใช้ส.ส.ร.ยกร่าง แม้จะกำจัดอำนาจส.ส.ร.ไม่แตะบทนิรันดร มาตรา 55 ที่บัญญัติว่าการแก้ไขเพิ่มเติมจะแก้ไขเรื่องดังต่อไปนี้ไม่ได้ แต่คนอีกฝั่งไม่ไว้วางใจ เพราะไม่แน่ใจส.ส.ร.จะไปแก้เรื่องใดบ้าง

ที่สำคัญบรรยากาศขณะนี้เสียงยังไม่เทไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว ต่างจากปี 2539 ที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ขณะนั้นฝ่ายการเมืองหนุน และสังคมเกิดความ เห็นพ้อง

บรรยากาศตอนนี้ไม่ถึงขั้นต้องแก้เพื่อจัดตั้งส.ส.ร. ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังเห็นบรรยากาศแบ่งฝ่ายต่างใช้ถ้อยคำไล่ล่าฝ่ายที่เห็นต่าง หากไม่อยู่ฝ่ายแรกก็ต้องเป็นฝ่ายสอง วันนี้คนขับแท็กซี่พูดแต่เรื่องปากท้อง แต่สมัยร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คนขับแท็กซี่พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ สภากาแฟพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

ความเป็นไปได้ ส่วนตัวมองว่าต้องเสนอประเด็นหลักก่อนให้สังคมช่วยคิดวิเคราะห์ เสนอตั้งส.ส.ร.แต่ไม่บอกว่าจะเขียนอย่างไร การตั้งส.ส.ร.ควรเขียนอะไรที่ตกผลึก ไม่อย่างนั้นก็ซ้ำรอยอดีต

ยกตัวอย่าง ประเทศไทยไซซ์เล็ก รัฐเดียว ความจำเป็นในการมีสภากลั่นกรองน่าจะหมดไปได้แล้ว ควรมีแต่สภาผู้แทนฯ ไม่เอาวุฒิสภา เมื่อมีทิศทางต่อไปอาจถึงเวลาต้องแก้มาตรา 256 เพื่อปลดล็อก

ไม่ว่าจะร่างไหน ทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล หรือแม้แต่ร่างของ ไอลอว์ เสนอร่างแรกเข้าสภาได้ แต่ขั้นตอนต่อไปบางร่างอาจตกตั้งแต่ชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ถ้าผ่านมาได้ก็ตกในชั้นวุฒิสภา ความเป็นไปได้เดียวเท่านั้นคือรัฐบาล ไฟเขียว อย่างน้อยพรรคพลังประชารัฐต้องเอาด้วย

 

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ไปยุ่งกับมาตรา 272 ตัดอำนาจส.ว.ไม่ให้เลือกนายกฯได้ เพราะ เชื่อว่ามีมาตราดังกล่าว ส.ว.ไม่เอาด้วยแน่ๆ เป็นการฝัน กลางวัน

แต่ไม่ว่าจะเสนอร่างแบบไหนก็ไม่มีใครฟังอยู่แล้ว เขาฟังแต่นายกฯ ถ้านายกฯไม่ขยับพรรคไหนก็แก้ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล็อกทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเอาใจใครอย่างไรถ้านายกฯไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ ใครจะเต็มใจคลายอำนาจตัวเอง

การที่พรรคการเมืองเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ เพราะเอาไว้ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งท้องถิ่น อย่างกรณีพรรคประชาธิปัตย์ก็อาจถูกทวงถามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ประกาศไว้ ก็พูดได้ว่าตอนนี้เขาก็ทำแล้วและเสนอเต็มที่แล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยิ่งได้โอกาสเพราะข้อเสนอตรงกับที่กลุ่มประชาชนปลดแอกเรียกร้อง ซึ่งใช้ได้ผลตรงนี้ แต่จะแก้จริงๆ ทำได้ยาก ถ้าไม่มีแรงบีบหรือบังคับจากนายกฯ หรือนายกฯสั่งการ แต่นายกฯไม่สั่งเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาถูกใจกลุ่มตัวเอง

ส่วนพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ที่ยังขัดแย้งกันในเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้สองพรรคนี้เป็นฝ่ายค้านก็จริงแต่เป็นคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็อยากเป็นผู้นำในกลุ่มฝ่ายค้าน ส่วนพรรคก้าวไกลไม่ยอม หากจะให้เพื่อไทยตามก้าวไกลก็ไม่ยอม หากก้าวไกลไม่แตะส.ว. ก็มีโอกาสที่จะดึงเพื่อไทยมาร่วมได้ แต่คงยาก

ส่วนพรรคก้าวไกลมองว่าการตั้งส.ส.ร.มาแก้รัฐธรรมนูญ ใช้เวลานานอาจถึง 2 ปี หากมีการยุบสภาส.ว.ชุดนี้ก็ยังเลือกนายกฯคนเดิมกลับมา ตรงนี้ผมไม่พูด เพราะมันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น ถ้าแก้ได้จริงก็อาจสรุปว่าไม่ต้องใช้เวลายาวขนาดนั้น เพราะรัฐธรรมนูญมีมา 20 ฉบับแล้ว สามารถยกฉบับไหนมาก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ลงเอยอะไรเลย

ส.ส.ร.ก็ยังไม่ได้ เพราะไม่มีท่าทีของคนที่มีศักยภาพพอ ที่จะทำได้ ซึ่งคนที่มีศักยภาพคือนายกฯ และการบีบจากประชาชนข้างนอกที่ทำให้พรรคการเมืองต้องทำตาม

ส่วนการล่า 5 หมื่นชื่อจากประชาชนก็เป็นแรงบีบจากประชาชน ถ้าได้ชื่อมาเป็นล้านก็บีบได้ แต่ป่านนี้ยังขาดอีกหมื่นกว่าคน จะครบ 5 หมื่นชื่อ ซึ่งคงจะได้แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลน่าจะทำประชามติไปเลยจะได้รู้แน่ว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ให้แก้

แต่ถึงแก้ ได้ชื่อครบ ก็ต้องใช้เสียงส.ว.ช่วย แล้วจะทำอย่างไร เพราะคนที่บังคับส.ว.ได้คือนายกฯ ถ้านายกฯ ไม่เปรยก็อย่าหวัง

แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งมาตรา 256 และมาตรา 272 สามารถทำคู่ขนานไปพร้อมกันได้ถ้ามีเสียงสนับสนุนพอ ปกติมีเสียงข้างมากก็สามารถแก้ได้ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ คงยาก ถ้าทำก็จะไม่สำเร็จ

ไม่รู้ว่าการรุกคืบของกลุ่มประชาชนปลดแอกจะไปได้ขนาดไหน ถ้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าพิจารณา ถ้าขยายตัวทุกหย่อมหญ้าทุกจังหวัด ที่ผ่านมาการชุมนุมก็เติบโตตลอด แต่ก็มีคนออกมาต่อต้านอีก จึงไม่น่าจะได้ในเร็ววันนี้

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความหวัง ตอนนี้ก็คืบหน้าพอสมควร อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ส.ว. 3 คนเปลี่ยนความคิดได้จากที่ไม่มีเลย แต่การจะแก้ต้องใช้เสียงส.ว.สนับสนุนถึง 84 คน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน