พิธา แนะผู้มีอำนาจ หยุดทัดทานอนาคต ยังมีเวลาถอนฟืนออกจากไฟ รีบฟังเสียงปชช. หากได้ยินไม่ชัด จะไปตะโกนในรัฐสภา ตัดวงจร“คมช.-คสช.”
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 19 ก.ย. บริเวณหลังเวทีปราศรัย ข้างสนามหลวง ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ ส.ส.พรรคก้าวไกลมาร่วมสังเกตุการณ์และรวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ จากการชุมนุม ข้อเรียกร้องของประชาชน และการจัดการของฝ่ายผู้มีอำนาจ
โดยในวันที่ 23-24 กันยายน จะใช้เวทีรัฐสภาเพื่ออภิปรายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ที่สำคัญคือต้องการมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพในการพูดและความปลอดภัยของประชาชน
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
![]()
นอกจากนี้อยากเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจว่า พี่น้องที่มาชุมนุมวันนี้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการชุมนุมเพื่ออนาคต ทั้งอยากเรียกร้องไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้มาดูแลคุ้มครองไม่ให้เกิดมือที่สาม และความรุนเเรง เพราะประชาชนมาแบบไม่มีอาวุธ มาด้วยสามนิ้ว เพื่อเรียกร้องความคับข้องใจที่มีตลอดมาตั้งเเต่ปี 2549-2563 ตั้งเเต่คมช.-คสช. วันนี้เป็นวันที่ความคับข้องใจ ความโกรธและความหมดหวังของประชาชนมากองกันอยู่ที่เวทีสนามหลวงแห่งนี้
“ดังนั้น ผู้มีอำนาจทั้งนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจ หรืออภิสิทธิ์ชน ยังมีทางเลือกที่จะถอนฟืนออกจากกองไฟ ยังสามารถตัดสินใจเพื่อให้เกิดการพูดคุยเเละการเจรจากันได้ เพื่อให้ประเทศไทย ออกจากวงจรที่วนไปเรื่อยๆ ไม่มีทางออกเสียที อย่าให้ประเทศไทยถึงทางตัน ตอนนี้ก็ยังมีสิทธิเลือก โดยการหยุดคุกคามประชาชน และมารับฟังประชาชนเดี๋ยวนี้” นายพิธา กล่าว
นายพิธา กล่าวต่อว่า เรามาเพื่อปกป้องประชาธิปไตยไม่ใช่มาเเค่ปกป้องการประท้วง การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ถ้าคุณมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยคุณจะโอบอุ้มมัน แต่หากคุณมองเป็นภัยคุกคามคุณก็จะหาวิธีควบคุม กำจัดมันออกไป หรือมองเป็นความรำคาญของรัฐบาล หมดเวลาคิดแบบนั้นแล้ว
การเคลื่อนไหวนั้น เป็นการเคลื่อนไหวของคนธรรมดาที่จะพูดถึงปัญหาทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เป็นเรื่องปกติที่สากลโลกยอมรับกัน ไม่ว่าเนื้อหาหรือรูปแบบการจัดชุมนุมของวันนี้ ถือเป็นสิทธิตามปกติ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อถามว่า การชุมนุมวันนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจว่ายินดีรับฟังหรือไม่ เพราะเขามีทางเลือกที่จะพาประเทศไปหาทางออกหรือทางตัน หากอยากพาไปทางตันบ้านเมืองลุกเป็นไฟก็คุกคามต่อไป แต่หากอยากพาไปทางออก ต้องลงมารับฟังพวกเขา
เมื่อถามว่ากังวลว่าจะเกิดการปะทะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ในฝั่งประชาชนไม่มีความกังวลใจ ตนมาสังเกตการณ์ก็เห็นว่าประชาชนมาด้วยรอยยิ้ม ถึงเเม้จะมีความผิดหวังสะสมมาเป็นเวลานานก็ยังยิ้มออก พวกเขามาเพื่อสู้ให้เกิดความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ จนถึงตอนนี้ ตนยังมีความเชื่อว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และตำรวจว่า ยังเป็นตำรวจของประชาชน ไม่ใช่เป็นตำรวจของนายท่าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนวันพรุ่งนี้ (20 ก.ย.) ส.ส.พรรคก้าวไกลจะร่วมเดินไปด้วยหรือไม่ นายพิธา กล่าวย้อนถามนักข่าวว่า คุณทราบได้อย่างไร เขาบอกคุณหรือ เพราะตนยังไม่ทราบ และเราไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม แต่หากผู้ชุมนุมเดินไปที่ไหน เราก็จะไปรับรองความปลอดภัยให้พวกเขาที่นั่น อย่างไรก็ตามเราต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
เมื่อถามอีกว่าเสียงเรียกร้องประชาชนวันนี้จะส่งถึงรัฐสภโดยเฉพาะส.ว.หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ถึงเเน่นอน เพราะตนที่เป็นหัวหน้าพรรคและส.ส.พรรคก้าวไกล มารับฟังด้วยตัวเอง วันนี้เป็นเวทีของประชาชน ส่วนวันพุธที่ 23ก.ย.จะเป็นเวทีของพวกตน เราจะนำข้อเรียกร้องและสิ่งที่พูดคุยกันในวันนี้ไปพูดคุย ไปตะโกนเเทนประชาชน
ในรัฐสภา มีส.ว.250 คนอยู่ในนั้นด้วย หากพวกเขาได้ฟังวันนี้และยังได้ยินไม่ชัดเพียงพอ ส.ส.อย่างพวกเราจะไปอภิปรายในรัฐสภา ทั้งมาตรา 256 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาตรา 270 -272 และมาตรา 279 ทั้งนี้ พวกเรามีเวลา 2 วันที่จะเรียกร้องไปถึงวิปรัฐบาล และฝ่ายผู้มีอำนาจให้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นยาพิษมานาน อย่างไม่ประวิงเวลา เพื่อให้เกิดการพูดคุยเต็มที่ และการพูดคุยจะเป็นกุญเเจเเละทางออก เปลี่ยนผ่านไปอย่างสันติ
“คุณทัดทานอนาคตไม่ได้ จะให้เป็นม้าหมุน 14 ปีไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีเดิมๆ ที่ผูกขาดอำนาจและทำรัฐประหารตอบโจทย์ความมั่นคงในปัจจุบันไม่ได้ และไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป” หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าว
เมื่อถามว่ารับได้หรือไม่หากเสียงส่วนใหญ่วันนั้นเห็นด้วยกับร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล นายพิธา กล่าวว่า ส.ส.ร.ต้องไม่เป็นพื้นที่ผูกขาดของใครคนใดคนหนึ่ง ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับการมีโควตาในสัดส่วนต่างๆ เช่น นักศึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัย หรือสัดส่วนของรัฐสภา
เรายังยืนยันว่าส.ส.ร.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้ง 200 คน และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นพื้นที่ทางออกของความขัดเเย้ง หากไม่ใช้รัฐสภาให้เป็นประโยชน์จะใช้ที่ไหน หากทำให้รัฐสภาหมดหวังเมื่อไหร่ นั่นคือสาเหตุที่ประชาชนจะลงถนนเรื่อยๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ