บิ๊กฝ่ายความมั่นคงยืนยันด่านทหารที่จับภาพรถต้องสงสัยพา”ยิ่งลักษณ์”หลบหนี เป็นด่านอรัญประเทศ ไม่ใช่ด่านกองกำลังบูรพา เผยมีตำรวจยศ “พ.ต.อ.” ระดับรองผู้บังคับการเกี่ยวข้อง “บิ๊กป้อม” เล็งตั้งโต๊ะชี้แจง ลดครหาเปิดทางหนี โพลเผยชาวบ้านร้อยละ 82.31 ชี้”ยิ่งลักษณ์”หายตัว มีผลดี ลดเหตุรุนแรง ประชาธิปัตย์จี้คสช. ตั้งกก.สอบหาคนรับผิดชอบ “ปู่พิชัย”เห็นใจ”ปู” เชื่อปรองดองยาก ไร้เลือกตั้งตามโรดแม็ป ชง”บิ๊กตู่”ริเริ่มแนวทางตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นายกฯ ติงสถาบันพระปกเกล้า ทำโพล ไม่เหมาะ หวั่นประชาชนสับสน เอาชื่อคนหนีคดี มาอยู่ในแบบสำรวจ กมธ.เล็งตั้งอนุสอบ หาก”พงศ์พร”ร้องขอความเป็นธรรม
“บิ๊กป้อม”ปลื้มไล่ล่า”ปู”คืบหน้า
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการติดตามเส้นทางและบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังหลบหนีไม่มารับฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวไปต่างประเทศ ภายหลังกล้องวงจรปิดจับภาพสุดท้ายได้บริเวณด่านทหาร จ.สระแก้ว ว่า เป็นการติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานความมั่นคงของตน ซึ่งตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ออกไปได้อย่างไร เพราะกำลังติดตามตัวคนขับรถเก๋งคันดังกล่าวมาสอบสวนว่าช่วยเหลือออกไปได้เส้นทางใด ส่วนการชี้แจงอย่างเป็นทางการนั้น ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนให้เกิดความชัดเจนก่อน คงชี้แจงในรายละเอียด ต่อไป
“คดีนี้ผมเชื่อว่าได้สร้างความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความคืบหน้ามาก แต่เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนพาน.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศ แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคนในประเทศเป็นผู้ช่วยเหลือ ส่วนนอกประเทศจะช่วยเหลือหรือไม่ เราไม่รู้ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลและคสช.ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือน.ส.ยิ่งลักษณ์” พล.อ.ประวิตรกล่าว
ฝ่ายมั่นคงเชิญคนขับมาสอบแล้ว
รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคง เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร เตรียมให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องแถลงข่าวถึงการติดตามเส้นทางและบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปต่างประเทศในเร็ววันนี้ หลังจากกล้องวงจรปิดจับภาพสุดท้ายได้บริเวณด่านทหาร จ.สระแก้ว และหน่วยงานความมั่นคงได้เชิญตัวคนขับรถที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้หลบหนีไปสอบสวนแล้ว โดยมียศ พ.ต.อ.ระดับรอง ผู้บังคับการ ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ได้เร่งรัดให้คลี่คลายคดีดังกล่าวให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากตกเป็นจำเลยสังคมว่ารัฐบาลเปิดช่องให้เกิดการหลบหนีดังกล่าว
ยอมรับไม่มีแจ้งเตือนตรวจรถ”ปู”
แหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคง กล่าวว่า ด่านทหาร ถืออยู่ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา ปกติจะมีรถเข้า-ออกเป็นประจำ โดยมาตรการตรวจค้นรถจะเข้มงวดกับรถที่เข้ามาภายในประเทศ เนื่องจากต้องดูแลเรื่องผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันรถที่ออกนอกประเทศจะตรวจค้นเฉพาะรถต้องสงสัย หรือรถที่หน่วยข่าวแจ้งเตือนมา ซึ่งกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มีการแจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้
“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจค้นรถทุกคันที่ออกนอกประเทศได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนด้วย ในทุกด่านที่ทหารดูแลก็ปฏิบัติตามมาตรฐานนี้ ยกเว้นจะมีการแจ้งเตือนว่าจะมีการหลบหนีของบุคคลสำคัญ หรือเป็นรถต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จะเพิ่มมาตรการตรวจค้นรถออกนอกประเทศเข้มงวดกว่าปกติ และขณะนี้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ยังไม่ได้สั่งการอะไรลงมา” แหล่งข่าวกล่าว
เผยจับภาพได้ที่ด่านอรัญประเทศ
แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยความมั่นคงรายหนึ่ง กล่าวถึงภาพวงจรปิดซีซีทีวีที่จับภาพรถที่คาดว่าจะพาน.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศว่า เป็นการติดตามของหน่วยข่าวจากพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นทีมที่พล.อ.ประวิตรสั่งให้ติดตามกรณีนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่การจับภาพรถต้องสงสัยทุกคันที่ออกจากบ้านพักของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และไล่ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดจากทุกเส้นทาง จนมาถึงรถคันดังกล่าวที่ถูกจับภาพได้ที่ด่าน บริเวณอ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยืนยันว่าไม่ใช่ด่านทหารของกองกำลังบูรพา เพราะถ้ารถผ่านมาในถนนเส้นทางหลัก ไม่ขับซิกแซ็กไปทางใดก็จะเจอด่านตรวจของกองกำลังบูรพาแน่นอน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าช่วงที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากบ้านพักนั้น เป็นช่วงวันก่อนตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งสถานะตอนนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่มีความผิด หากทหารเจอจริงก็คงไม่สามารถจับกุมหรือควบคุมตัวได้ รวมถึงการเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา เชื่อว่าไม่มีใครกล้าลักลอบเดินทางเข้าประเทศได้ ถ้าทางนั้นไม่อนุญาต และเชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่ใช้ช่องทางธรรมชาติ เพราะบริเวณช่องทางธรรมชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่า ต้องข้ามพื้นที่ที่เป็นเขา รวมทั้งบางพื้นที่ยังอยู่ในขั้นตอนรื้อถอนทุ่นระเบิดสมัยสงคราม จึงเป็นไปได้ยากที่จะใช้ช่องทางดังกล่าว
ยัน”บิ๊กตู่-คสช.”ไม่ได้เปิดทางหนี
“ทำไมไม่ถามว่าเหตุใดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องหนี ทำไมถึงไม่สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาก็เรียกร้องความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ถ้าตัวเองได้ประโยชน์ จะบอกว่ามีความยุติธรรม แต่หากไม่ได้ประโยชน์ก็จะบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ผ่านมาหลายคนไปจับจ้องแต่ประเด็นว่ารัฐบาลและคสช. มีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปของน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือปล่อยให้หนีออกนอกประเทศ ผมรู้จักพล.อ.ประยุทธ์ ดีและทราบว่าเป็นคนเช่นไร ยืนยันได้เลยว่าไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีใครทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะคิดหนี เพราะก่อนหน้านั้นก็เดินทางไปศาลฎีกาฯตลอด รวมถึงโพสต์ภาพกิจกรรมต่างๆ เช่น ไปวัดทำบุญ อีกทั้งยังออกมาต่อว่าหน่วยงานความมั่นคงที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามว่ามาละเมิดสิทธิ์ แบบนี้ต้องมอบตุ๊กตาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะแสดงได้ดีมาก ฝ่ายความมั่นคงก็เชื่อในเกียรติและศักดิ์ศรีคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงอดีตนายกฯ แต่วันหนึ่งกลับปล่อยให้ลูกน้องถูกดำเนินคดี แต่ตัวเองกลับหนี
ปชป.จี้ตั้งกก.สอบหาคนรับผิดชอบ
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพล.อ.ประวิตร ระบุถึงการติดตามตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความคืบหน้าและกล้องวงจรปิดจับภาพสุดท้ายได้ที่ด่านทหาร จ.สระแก้ว เตรียมจะแถลงข่าวเร็วๆ นี้ว่า เพื่อให้สังคมมั่นใจว่ารัฐบาลและคสช. ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ คสช.จะต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่าใครบ้างจะต้องรับผิดชอบกับการหลบหนีครั้งนี้ และใครบ้างที่ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามที่ปล่อยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีออกไปจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ต้องนำตัวมาลงโทษให้ได้ โดยคสช.จะต้องตอบสังคมให้ได้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร เหตุใดจึงหนีไปได้ เพราะทุกคนยังคลางแคลงใจสงสัยอยู่
ปู่พิชัยเห็นใจ”ปู”เผ่นหนีคดี
นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองวันนี้เปลี่ยนไปจากที่ตนเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้อยู่มาก โดยเฉพาะการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะเดินทางออกนอกประเทศ ไม่มาศาลตามนัด แสดงให้เห็นว่าเรายิ่งห่างจากการปรองดองออกไป แต่ต้องเห็นใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะการรับจำนำข้าวผิดถูกยังไงไม่ทราบ แล้วแต่ศาลตัดสิน แต่ก่อนศาลตัดสิน เราต้องยอมรับความจริงว่าโครงการจำนำข้าว ช่วยเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น แต่วิธีการถูกหรือไม่อีกเรื่อง เพราะเป็นโครงการประชานิยมต้องใช้เงินมาก น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจผิดพลาดตรงนี้ เจตนาดีอยากให้เกษตรกรมีเงินมากขึ้น แต่การบริหารจัดการอาจหละหลวม จนเกิดคอร์รัปชั่นมาก
เชื่อไร้เลือกตั้งตามโรดแม็ป
นายพิชัยกล่าวว่า เราคงไม่สามารถวิจารณ์คำตัดสินศาล เราต้องเคารพศาล กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น ส่วนสถานการณ์ปรองดองหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์หนี วันนี้ยิ่งมองไม่เห็นทาง แต่ไม่ควรท้อถอย ส่วนรัฐบาลจะมีการเลือกตั้งเมื่อใดนั้น ต้องวิเคราะห์ด้วยเหตุผล รัฐบาลพูดตอนยึดอำนาจปี 2557 ว่าจะเลือกตั้งปลายปี 2560 จากนั้นก็เลื่อนมาปี 2561 แต่วันนี้ตนเชื่อว่าจะไม่มีเลือกตั้งตามโรดแม็ปแน่นอน เพราะกฎหมายลูกคลอดยากเหลือเกิน ทั้งที่มีโรดแม็ปกางไว้ชัดเจนแล้ว
นายพิชัยกล่าวว่า ความจริงเรื่องปรองดองก็พอมีหวัง แต่พล.อ.ประยุทธ์ มีข้อเสียตรงหงุดหงิดเกินไป พูดจากระโชกโฮกฮาก เมื่อเทียบกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ที่เป็นทหารไม่ใช่ผู้แทนฯ แต่พูดจานิ่มนวลทำให้ประชาชนรักได้ อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ลดโทนลงมาบ้าง เพราะถ้าหัวหน้ารัฐบาลโผงผางอยู่ตอบโต้ไปหมด การปรองดองก็ทำยากเหลือเกิน ไม่ใช่จะสอน แต่ขอพูดความจริง
แนะตั้งรบ.แห่งชาติร่วมปรองดอง
นายพิชัยกล่าวว่า ความหวังของบ้านเมือง ยังมีทางเลือกอีกทางที่ยากหน่อย คือการมีรัฐบาลต่อไปที่สวยงามนั้นคือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอย่างภูมิใจไทย รวมกับทหารตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่แน่ใจว่าทหาร หรือพรรคการเมืองจะเอาหรือไม่ ที่พูดมานี้เพื่อให้เกิดความปรองดอง ไม่ใช่การซูเอี๋ย แต่ไม่ต้องการให้พรรคเป็นศัตรูกับทหาร และมานั่งทำงานร่วมกันปรองดองเพื่อชาติ ส่วนใครจะเป็นนายกฯก็ให้ว่ากัน
“คนที่เลือกทำริเริ่มอย่างนี้ได้คือพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าผมรู้จักกับนายกฯเป็นการส่วนตัว จะไปนั่งคุยแล้วบอกแบบนี้ แต่หากจะตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญตอนนี้ หรือทหารตั้งรัฐบาลฝ่ายเดียวหลังการเลือกตั้ง ไม่มีทางปรองดอง หรือทำให้เศรษฐกิจไปรอด โมเดลดังกล่าวจะทำเศรษฐกิจแล่นฉิวไปรอด ต่างชาติเชื่อมั่นจากภาพการผนึกกำลังร่วมมือกัน ไปลิ่วฉิวเลย แม้ทางนี้ยากจริงๆ แต่พล.อ.ประยุทธ์ จะทำจริง ก็ทำได้”
ปชช.ชี้”ปู”หนี-ลดเหตุรุนแรง
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,187 คน ระหว่างวันที่ 4-8 ก.ย. ในหัวข้อ “การเมืองไทย หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่มาฟังคำตัดสินคดีจำนำข้าว และมีกระแสว่าหลบหนีออกนอกประเทศ” พบว่า ร้อยละ 77.34 ระบุต้องรอดูอนาคตการเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ร้อยละ 72.54 ระบุทุกพรรคทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น เคลื่อนไหวมากขึ้น ร้อยละ 66.64 ยังมีคลื่นใต้น้ำ มีความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก ร้อยละ 65.37 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เล่นเกมการเมือง ร้อยละ 50.80 รอให้มีการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
ส่วนจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไรนั้น ในส่วนผลกระทบด้านดี ร้อยละ 82.31 ระบุไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ลดการปะทะ ร้อยละ 70.35 การเคลื่อนไหวลดลง ไม่มีชุมนุมประท้วง ร้อยละ 68.41 สถานการณ์ทางการเมืองเย็นลง ไม่ตึงเครียด ร้อยละ 66.13 พรรคอื่นมีโอกาสมากขึ้น ร้อยละ 53.66 รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
กระทบพท.เร่งหาผู้นำใหม่
ผลกระทบด้านลบ พบว่าร้อยละ 79.44 ประเทศเสียชื่อเสียง การเมืองเสียหาย ร้อยละ 72.45 รัฐบาลถูกจับตามอง โดนจ้องจับผิด ร้อยละ 69.33 ไม่เป็นประชาธิปไตย สองมาตรฐาน ร้อยละ 64.95 นักการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 61.50 ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น
ส่วนจะมีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆอย่างไรนั้น สำหรับผลกระทบพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 80.88 หาผู้นำใหม่ เปลี่ยนแกนนำ ร้อยละ 75.40 หาเสียงลำบาก โอกาสตั้งรัฐบาลน้อย ร้อยละ 70.18 เกิดการแบ่งกลุ่มภายในพรรค ร้อยละ 60.40 อาจมีผลต่อคะแนนนิยม ฐานเสียง ร้อยละ 58.80 ต้องเปลี่ยนนโยบาย ยุทธศาสตร์
ส่วนผลกระทบพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ นั้น ร้อยละ 71.10 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชน ร้อยละ 67.73 เป็นคดีตัวอย่าง ทำให้ไม่กล้ากระทำผิด ร้อยละ 63.86 ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการหาเสียง ร้อยละ 51.31 ต้องปรับตัว สร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น ร้อยละ 48.10 มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น
ยันชะตาองค์กรอิสระอยู่ในมือสนช.
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงการพิจารณาปรับแก้ร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระว่า สนช. มีเหตุผลที่จะพิจารณาให้กรรมการองค์กรใดอยู่ต่อ รีเซ็ต หรือเซ็ตซีโร่ได้ ซึ่งไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ และไม่ถือว่าหักหลักการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เนื่องจาก กรธ.ได้ให้อำนาจ สนช. แก้ไขกฎหมายลูก ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปี 2560 และกรธ.ก็มีหลักการอยู่ ดังนั้น หากมองว่าสนช.ไม่สามารถทำอะไรได้เลยก็ไม่จำเป็นต้องมีสนช. และกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไปเลยว่า องค์กรไหนควรอยู่ต่อ รีเซ็ต หรือ เซ็ตซีโร่ เช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2550
ประธานสนช. กล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่จนครบวาระ ไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือว่าเป็นบรรทัดฐานของการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแก่งชาติ(กสม.) และคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่เป็นบรรทัดฐานว่า สนช. ย่อมสามารถพิจารณาไปตามความเห็นได้
“ตู่”ติงโพลพระปกเกล้าส่อทำสับสน
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนต่อความเชื่อมั่นในตัวนายกฯ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้าว่าไม่ได้ติดใจหรือไม่พอใจผลคะแนนจากโพลครั้งนี้ เพียงแต่เห็นว่าการนำเอาผลสำรวจที่รวมอดีตนายกฯ ที่มีความผิดและอยู่ระหว่างหลบหนีมานำเสนอเผยแพร่แก่สาธารณะ อาจไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้ประชาชนสับสน และเห็นว่าการทำผิดกฎหมาย ทุจริต เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
“นายกฯ เห็นว่าการนำเสนอข้อมูลบางเรื่องอาจต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะสุ่มเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ พร้อมฝากให้สติกับประชาชนในการเลือกรับข่าวสารด้วยว่า ควรอ่านและศึกษารายละเอียดของข่าวให้ชัดเจน ไม่อ่านหรือตีความเฉพาะแค่เพียงพาดหัวข่าวแต่อย่างเดียว” พล.ท. สรรเสริญกล่าว
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้าชี้แจงแล้วว่าการนำเสนอรายงานดังกล่าว ไม่ได้มีการเปรียบเทียบความเชื่อมั่นต่อ นายกฯ แต่ละคน แต่มีผู้นำไปเปรียบเทียบกันเอง เพราะในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากเกิดขึ้นคนละช่วงเวลาและคนละสถานการณ์ นอกจากนี้ในรายงานยังมีข้อมูลของนายกฯ คนอื่นด้วย ไม่ใช่มีแค่ 2 คน
ปชป.ซัดพท.อย่ายกโพลดิสเครดิต
นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อย่าไปตำหนิสถาบันพระปกเกล้า หรือนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบัน ซึ่งการสำรวจครั้งนี้สอบถามประชาชนกว่า 30,000 คน สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ เชื่อว่าทุกคนนำมาใช้ได้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ความนิยมต่อพรรคเป็นธรรมดาที่มีทั้งคนนิยมและไม่นิยม แต่พรรคมีจุดยืนในหลักการความถูกต้องอยู่กับประชาชน และมีการปรับปรุงพัฒนาปฏิรูป ไม่เคยหยุดใส่ใจปัญหาของประชาชน
นายราเมศกล่าวว่า ส่วนที่พรรคเพื่อไทยนำผลสำรวจมาอ้างว่ามีคะแนนนำห่างพรรคอื่นและบอกให้พรรคประชาธิปัตย์เอาอย่างพรรคเพื่อไทยนั้น ขออย่าได้เป็นห่วงพรรคประชาธิปัตย์ เพราะที่ผ่านมา ทำหน้าที่ได้หมด แพ้ก็เป็นฝ่ายค้าน ชนะก็เป็นรัฐบาล ไม่โกงเลือกตั้ง และพรรคคงไม่เอาอย่างพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเอาอย่างพรรคเพื่อไทย ก็คงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาพรรคมีโครงการต่างๆ เช่น โครงการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา นมโรงเรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี นโยบายเรียนฟรี 15 ปี โครงการเบี้ยยังชีพ และเป็นพรรคเดียวที่ต่อสู้กับการทุจริต พิสูจน์ได้จากคดีจำนำข้าว
เตือน”โอ๊ค”หยุดพาดพิงมูลนิธิรัฐบุรุษ
นายราเมศกล่าวถึง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอ้างมูลนิธิแห่งหนึ่งมีชื่อได้รับผลประโยชน์ ในคดีธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้เครือกฤษฎานครว่า คนของพรรคเพื่อไทยและนายพานทองแท้ อย่าพาดพิงบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง การกล่าวหาว่ามูลนิธิรัฐบุรุษ กระทำไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องไม่สมควร ควรไปตรวจสอบการตามกระบวนการ เพราะมูลนิธิแห่งนี้ไม่ได้ดำเนินการในกิจการแสวงหาประโยชน์ แต่ทำประโยชน์เพื่อประชาชนและประเทศ เรื่องนี้ประชาชนทราบดี ดังนั้น อย่าพาดพิงกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นคนละเรื่องกันกับข้อเท็จจริงที่กระทำความผิด
กมธ.พร้อมตั้งอนุสอบย้ายผอ.พศ.
พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการโอนย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่าห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ส่วนตัวเห็นว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ชี้แจงชัดเจนแล้ว ซึ่ง สนช.คงไม่เข้าไปก้าวล่วงการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่หากพ.ต.ท.พงศ์พร จะยื่นเรื่องร้องเรียนมาทาง สนช. ก็ยินดีเพราะทำได้ หากมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยกมธ.จะตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
แฉเหตุหวังลดขัดแย้งสงฆ์
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป กล่าวถึงคำสั่งย้ายพ.ต.ท. พงศ์พรว่า รัฐบาลคงต้องการลดข้อขัดแย้งกับคณะสงฆ์ระดับสูง โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่บางรูปในมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ต้องการให้ยุติการตรวจสอบเรื่องทุจริตเงินทอนวัดกับการตรวจสอบงบฯ เผยแพร่พุทธศาสนา และงบฯ อุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยนำงานรัฐพิธีต่างๆ มาต่อรองว่าจะไม่ร่วมมือกับรัฐบาลบ้าง เป็นต้น ซึ่งในสายตาของประชาชนที่ชื่นชมผลงานของรัฐบาลนั้น การย้ายพ.ต.ท.พงศ์พร ทำให้รัฐบาลเสียเครดิต โดยเฉพาะการปราบทุจริตที่ถือเป็นนโยบายสำคัญ ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร สามารถจัดการกับปัญหาหลายเรื่องได้ดี การย้ายไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามทำให้ประชาชนไม่พอใจ อีกทั้งกระบวนการย้ายก็ไม่นิ่มนวล ไม่พูดคุยกันให้ดี จึงเกิดปัญหา
จ่อฟันขรก.ท้องถิ่นถูกม.44พักงาน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยให้ข้าราชการท้องถิ่นระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เนื่องจากถูกร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าใช้ ตําแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์อัน มิชอบด้วยกฎหมาย จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จำนวน 3 คน คือ 1.นายอาวุธ เจริญนนทสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 2.นายวีระชัย ขันรุ่ง รองนายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และ 3.นางกัลยา มงคลสกุลกิจ รองปลัดเทศบาลเมืองบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรีว่า บุคคลทั้ง 3 เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานและหลักฐานที่ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่ จึงจำเป็นต้องเสนอให้นายกฯใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาและอุปสรรคกับกระบวนการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 รายชื่อน่าจะชัดเจนแล้วว่าป.ป.ช.จะชี้มูลว่ามีความผิดอาญา ซึ่งต้องส่งเรื่องให้ต้นสังกัดดำเนินการทันที