6 ตุลา จากหนักแผ่นดินสู่วาทกรรมชังชาติ “แชมป์” นศ.ธรรมศาสตร์ แนะ หยุดสร้างวาทกรรมใส่ร้าย เป็นพวกชังชาติ “ยิ่งชีพ” ชี้การเมืองไทยวันนี้มีความหวังมากที่สุดในประวัติศาสตร์
วันที่ 6 ต.ค.2563 ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเวทีอภิปรายสาธารณะ เนื่องในวันครบรอบ 44 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ในหัวข้อ “จากหนักแผ่นดินสู่โรคชังชาติ : ชาติความเป็นไทยและประชาธิปตยที่แปรผัน”
นายธีรชัย ระวิวัฒน์ (แชมป์) นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วาทกรรมชังชาติถูกผลิตขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจไปเอง ว่าตัวเองเป็นคนรักชาติ และผลักไสไล่ส่งคนคิดต่าง คนเราจะชิงชังสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ว่าจะชิงชังอย่างไร้เหตุผล แต่ต้องมีสิ่งที่น่าเกลียด น่าชังในชาติ
คำว่าชาติ ตนไม่ได้หมายถึงเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แต่หมายถึงสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ผู้ใหญ่บอกเด็กพวกนี้โดนหลอก พูดแบบนั้นก็คงใช่ เพราะพวกเราโดนหลอกว่าประเทศไทยดีที่สุด ใครๆก็อยากมาอยู่เมืองไทย แต่พอตนเติบโตมาดูโลกพบว่าเป็นคำโกหกคำโต เช่น พอถึงเวลาเข้าเกณฑ์พวกตนก็ถูกหลอกว่าเกณฑ์ทหารคือการรับใช้ชาติ
รับใช้โดยไปสู้กับหญ้า ฆ่ากับมด พวกตนถูกหลอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่ผู้มีอำนาจทำอะไรไม่เคยเห็นหัวประชาชน พวกตนถูกหลอกมาตลอด ดังนั้น ถ้าคำว่าชาติคือสังคมที่เป็นแบบนี้ใครบ้างจะไม่ชังชาติ สิ่งที่น่าชังไปยิ่งกว่าคือมีคนบางกลุ่มที่มองว่าประเทศมีปัญหาอยู่ แต่ทำเป็นไม่สนใจ สนใจแต่จะอวยตัวเอง อวยชาติตัวเอง แล้วก็ตราหน้าด่าคนอื่นว่าหนักแผ่นดินเป็นพวกชังชาติ
นายธีรชัย กล่าวอีกว่า เรามีบทเรียนของการสร้างวาทกรรมแบบนี้มาแล้ว คนที่ถูกตราหน้าว่าหนักแผ่นดินถูกล้อมฆ่าอย่างชอบธรรม ท่านอยากให้จบแบบนั้นอีกหรือถึงได้สร้างวาทกรรมขึ้นมาใส่ร้าย และไม่ว่าท่านจะเข้าใจว่าพวกตนเป็นพวกชังชาติหรือรักชาติ
แต่สุดท้ายเราทั้งหมดคือคนร่วมชาติ ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ความแตกต่างทางความคิดคือเสน่ห์ ดังนั้น ควรลดทิฐิหันไปมองประตูที่พังหน้าต่างที่เสียเพื่อช่วยกันแก้ไข เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำลายหรือล้อมฆ่ากัน เรามาช่วยกันให้สังคมมีความน่าชังลดลงได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นชาตินี้สังคมนี้จะไม่มีคนหนักแผ่นดิน หรือคนชังชาติอีกต่อไป
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า วันที่ตนท้อแท้สิ้นหวังกับการเมืองไทยมากที่สุด คือ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2559 ที่รัฐธรรมนูญ 60 ผ่านประชามติ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สร้างเกณฑ์สืบทอดอำนาจโดยการออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากนั้น ตนก็คิดว่ายังอยากต่อสู้ สร้างความเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มต้นใหม่โดยใช้เวลา 4 ปีกว่าๆ ที่พวกเราไอลอว์เริ่มจับตา และศึกษากระบวนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 60 กระทั่งเมื่อวันที่ 7 ส.ค.63 พวกเราได้ริเริ่มกิจกรรมเข้าชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ
เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเราใช้เวลาเพียง 43 วันก็สามารถนำ 1 แสนกว่ารายชื่อ ไปยื่นต่อสภาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทั้งที่กระบวนการเข้าชื่อค่อนข้างยุ่งยาก ไม่สามารถส่งทางออนไลน์ได้ แต่ให้เข้าเว็บไซต์ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเขียนชื่อใส่ซองส่งไปรษณีย์มา แต่ปรากฏว่าทุกๆ 2-3 วันไอลอว์จะได้รายชื่อจากประชาชนส่งมาจำนวนมาก
ถ้าไม่มีทุกคนช่วยกันแบบนี้คงไม่สำเร็จได้ หลังจากกิจกรรมนี้เกิดขึ้นทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงแล้ว เราพบว่ามีคนพร้อมช่วยสนับสนุนมากขนาดไหน ถ้า 4 ปีที่แล้ว เราท้อแท้สิ้นหวัง เลิกที่จะเชื่อคนรอบตัว เลิกที่จะเชื่อคนที่เราไม่รู้จัก เราจะไม่มีวันนี้ วันนี้มาถึงเร็ว ง่าย และสวยงาม สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็นแล้ว เพราะเหตุนี้เราจึงต้องมีความหวังอยู่เสมอ และเราต้องรักษาความเชื่อไว้เพื่อเดินต่อไปข้างหน้า
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า วันนี้เมื่อ 44 ปีที่แล้ว อาจมีเรื่องน่าเศร้าเจ็บปวด แม้ว่าตนจะเกิดไม่ทัน แต่สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ วันนี้ในอดีตอาจจะเป็นวันที่ท้อแท้สิ้นหวังที่สุดในการเมืองไทย แต่ปัจจุบันบริบททางการเมืองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเปลี่ยนแปลงขนาดนี้แล้วจะย้อนกลับไม่ได้ คนรุ่นใหม่นักเรียนนักศึกษากำลังเรียนรู้เบ่งบาน
เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองไทย เมื่อมีแรงกดขี่มากเท่าไหร่แรงต่อต้านก็จะมีพลังมากขึ้นเท่านั้น วันนี้จึงเป็นวันที่การเมืองมีความความหวังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นอาจจะอีกยาวไม่เสร็จในเร็ววัน แต่เราต้องมีความหวัง เพื่อที่จะได้เห็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นด้วยกัน
น.ส.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นิทานก่อนนอนในวัยเด็กคือหนังสือพิมพ์ 6 ตุลา การสังหารหมู่เป็นภาพจำในวัยเด็กผ่านเรื่องเล่าจากพ่อ ช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมาตนไปหลายพื้นที่เพื่อพูดคุยกับคนหนุ่มสาวหลายคนว่าคิดอะไร ทำไมต้องไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุม ก่อนจะวิจารณ์เขาว่าชังชาติ
เราต้องเข้าใจเขาก่อน การถกเถียงกันไม่ใช่ช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างระหว่างคนสองรุ่น หรือคนสองช่วงเวลาขอสังคมไทย แต่คือความขัดแย้งทางความคิดของคนสองกลุ่มในสังคมที่แท้จริง คือ ความคิดที่แตกต่างกันผ่านชุดประสบการณ์ บรรยากาศแวดล้อมที่แตกต่างกัน นี่อาจจะเป็นสงครามการเมืองระยะยาว 100 ปี
น.ส.กนกรัตน์ กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่กบฏบวรเดชเป็นต้นมา พลัง 2 ขั้วต่อสู้กันมาตอชลอด 80 กว่าปีที่ผ่านมา คือ 1.ประณามฝ่ายตรงข้าม 2.ลดทอนชอบธรรมของอีกฝ่าย 3.สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และ 4.ขจัดเอาฝ่ายตรงข้ามออกจากสังคม ทั้งนี้ 6 ตุลา เป็นหนึ่งตัวอย่างของการต่อสู้ทางความคิดของทั้งสองฝ่าย สืบเนื่องมาจนถึงรัฐประหารปี 2557
ที่ฝ่ายชนชั้นนำพยายามทำให้เกิดชัยชนะอย่างถาวรโดยการเขียนรัฐธรรมนูญและอื่นๆ แต่ไม่จบเพราะพลังใหม่ที่ไม่พอใจต่อการสร้างชัยชนะถาวรของชนชั้นนำก่อตัวขึ้น ซึ่งการข่มขู่คุกคาม ลดทอนความชอบธรรม ประณามหรือเพิกเฉย ไม่ได้ผลกับคนรุ่นนี้ ซึ่งเขามีความกลัวแต่ยืนยันไม่เลิกชุมนุม เพราะคือเดิมพันชีวิตอีก 60 ปีข้างหน้า เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถทนอยู่กับระบบนี้ได้เหมือนคนรุ่นเรา
น.ส. กนกรัตน์ กล่าวอีกว่า วันนี้สังคมไทยมาถึงทางแพร่งของความขัดแย้งโดยสมบูรณ์ เป็นความขัดแย้งที่คนในสังคมทุกกลุ่มตื่นรู้ทางการเมือง ความพยายามให้เวลาไปเครื่องเยียวยาแก้ไข ให้เด็กเปลี่ยนความคิดไปเองนั้น ครั้งนี้ไม่เหมือนอีกเดิมแล้ว โดยชุดความคิดแบบแรก คือกลุ่มคนที่มีความคิดแบบสงครามเย็นไม่ว่าทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา กับเด็กโบว์ขาว
ซึ่งไม่ว่าอย่างไรทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยการข่มขู่ คุกคาม หรือไล่ออกนอกประเทศ และคนทั้ง 2 กลุ่มนี้มีบทบาทในการสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงเท่าๆ กัน แต่คนรุ่นสงครามเย็นเป็นผู้คุมอำนาจในสภา และกองทัพ
ถึงอย่างไรการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นจากพวกเขา แต่ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบใหม่ ซึ่งจะทำได้ถ้าคนทั้ง 2 กลุ่มยอมรับว่านี่คือทางแพ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยากแต่เราหลีกหนีไม่ได้แล้ว
