สัมภาษณ์พิเศษ
พ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว เศรษฐกิจจะแย่ลงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะส่งผลอย่างไร การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมจะขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้
หมายเหตุ – นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปี 2564 มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากรัฐบาลไม่จริงใจ ประกอบ กับปัญหาเศรษฐกิจที่จะซึมยาวต่อเนื่อง จะเป็นการต่อชนวนให้กับม็อบต้าน
มองการเมืองปี 2564 อย่างไร
สถานการณ์การเมืองสะสมจากปี 2563 เป็นปรากฏการณ์ที่ใหม่พิเศษ มีการชุมนุมเคลื่อนไหวกว้างขวางทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลมีที่มาที่ไม่ชอบธรรม การบริหารล้มเหลว ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ การใช้อำนาจตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ตรวจสอบไม่ได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงที่ผ่านมาก็ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้แม้จะมีข้อมูล
ข้อเท็จจริงที่เห็นปัญหาของรัฐบาล รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจที่หนัก ทำให้หลายฝ่ายเห็นปัญหา ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน เห็นความไม่มีอนาคตของพวกเขา
เวลานี้แม้การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมจะซาลงบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ก็ไม่มีเงื่อนไขต้องยุบสภา หรือลาออกในเร็วๆ นี้ เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนที่คนคิดว่าอาจมีเหตุปุบปับ แล้วมาเกิดโควิด-19 รอบสอง ทำให้การชุมนุมชะลอไป
แต่ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจก็จะมากขึ้น คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะหนักมาก โตช้า เวลาตกก็ตกมาก พอมาเจอการระบาดรอบสองโดยไม่มีแผนรองรับ โดยเฉพาะไม่มีเงินจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 10 ล้านกว่าคนอีกแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจจะหนักมาก
และปีนี้ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการซื้อเวลาของฝ่ายรัฐบาลมากกว่า จึงขึ้นอยู่กับการกำหนดที่มาของ ส.ส.ร. พรรคร่วมรัฐบาลและส.ว.จะครอบงำการแก้รัฐธรรมนูญแค่ไหน จะยอมให้แก้ได้แค่ไหน
ถ้าคนรู้สึกว่าการแก้ดังกล่าวเป็นเพียงการซื้อเวลา ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น การเมืองนอกสภากับการเมืองในระบบรัฐสภา จะกลายเป็นเส้นขนาน
หากการแก้รัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ผลจะเป็นอย่างไร
คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นความจำเป็นในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมีรัฐบาลล้มเหลว หากจะเปลี่ยนรัฐบาล คนจะนึกภาพได้ว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกหรือยุบสภา ส.ว. 250 คนก็มีอำนาจเลือกนายกฯ อยู่ดี กลไกต่างๆ องค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญถูกครอบงำมาตั้งแต่สมัย คสช. และยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับประเทศที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความผันผวนของโลก
หลายฝ่ายเชื่อว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐบาลตั้งกมธ.ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ก็เลือกคนที่ไม่ต้องการให้แก้เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในกมธ. ตั้งแต่ต้น แสดงถึงความไม่ตั้งใจ หรือพยายามขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ
พอมีร่างของฝ่ายค้านและภาคประชาชน ประเด็นที่ถกเถียงกันคือให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ ฝ่ายรัฐบาลมีแนวโน้มจะให้เลือกส่วนหนึ่ง อีกส่วนมาจากการแต่งตั้ง
ที่น่าห่วงคือ รัฐบาลอาจพยายามครอบงำเพื่อไม่ให้แก้มาก ซึ่งในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนสรรหาได้ ซึ่งจะดีกว่า ไม่ใช่ให้รัฐบาลหรือกลไกรัฐสรรหา แต่รัฐบาลคงไม่เลือกวิธีนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลอาจกำหนดเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามแก้หมวด 1 และ 2 ทั้งที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้ห้าม เพียงแต่บอกว่าถ้าจะแก้ต้องทำประชามติ แต่ร่างนี้กำลังบอกว่าห้ามแตะต้อง จะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญกับการชุมนุมเป็นเส้นขนาน เพราะไม่เปิดช่องให้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นที่มีการเรียกร้อง
เป็นความเสี่ยงของสังคม ทำให้ความขัดแย้งไม่มีทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่มีความหวังว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น รัฐบาลก็ไม่พ้นไป
ยังไม่นับว่าหากแก้บางเรื่องได้ รัฐบาลอาจชิงยุบสภาก่อนจะนำร่างรัฐธรรมนูญมาใช้ หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังสืบทอดอำนาจต่อไปได้ จะนำไปสู่ข้อสรุปว่าภายใต้กติกาปัจจุบันไม่มีทางได้รัฐบาลมาบริหารประเทศได้ดี ผู้มีอำนาจก็ไม่แก้กฎ กติกา
เมื่อกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญไม่มีช่องทางหารือ แลกเปลี่ยนความเห็น ก็เสี่ยงจะนำไปสู่ความรุนแรงในสังคม
โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลยังใช้วิธีคุกคามทางกายภาพ อุ้มผู้ต้องหา ใช้กฎหมายตั้งข้อหาร้ายแรงเกินความเป็นจริง ปล่อยให้เด็กๆ มีคดีเป็นสิบๆ คดี ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ ความพยายามสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างผู้เห็นต่างกัน เมื่อเกิดสิ่งเหล่านั้น มากขึ้น จะนำไปสู่ความรุนแรงได้
ถือเป็นความสูญเปล่าที่ผู้มีอำนาจไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งที่คนเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่ผู้มีอำนาจสามารถคุมเกม คุมสถานการณ์ไว้ได้ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องคิด แต่พลังที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเขาเห็นปัญหาว่าสภาพแบบนี้ทำให้ประเทศไม่มีอนาคต ตัวเขาไม่มีอนาคต
ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักเรียน นักศึกษา คนจะตกงานไม่มีรายได้เป็นสิบล้านคน กิจการจะล้มอยู่ไม่ได้ จะมีผู้เสียหายเดือดร้อนจำนวนมหาศาล จึงต้องดูว่ามีพลังส่วนไหนบ้างที่ต้องการส่งเสียงให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ที่แน่ๆ คือนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนคงไม่หยุด ไม่เลิกไปง่ายๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเขาอยู่กับข้อเท็จจริงว่าที่เป็นอยู่ มันทำให้เขาไม่มีอนาคต
ช่วงท้ายการชุมนุมปี 2563 อาจแผ่วลงไปบ้าง ช่วงต้นปี 2564 โควิด-19 แพร่ระบาดหนักขึ้น ทำให้การชุมนุมชะงักลง แต่หลังจากพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว เศรษฐกิจจะแย่ลงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่วางใจรัฐบาลจะส่งผลอย่างไร การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมจะขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้
ที่น่าห่วงคือความรู้สึกว่ากระบวนการทางรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่นับวันจะยิ่งไม่เป็นที่หวังของประชาชนในส่วนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่าผู้มีอำนาจ รัฐสภาหรือพรรคการเมือง ต้องให้ความสำคัญ ไม่ทำให้พลังส่วนต่างๆ หมดหวังหรือสิ้นหวังกับกระบวนการรัฐสภา
การบังคับใช้มาตรา 112 กับแกนนำผู้ชุมนุม ถึงเวลาต้องยกเลิกหรือต้องปรับแก้อย่างไร
การใช้มาตรา 112 ในอดีตมีปัญหาเรื่องบทลงโทษที่หนักเป็นพิเศษ เรื่องมาตรฐานการร้องทุกข์กล่าวโทษและการตั้งข้อหา กับกระบวนการพิจารณาตัดสินลงโทษ มีปัญหาหลายแง่มุม
ส่วนการใช้มาตรา 112 ช่วงหลัง มีลักษณะคล้ายมาตรา 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือมีการตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ มีมาตรฐานที่ไม่ชัดเจน ตั้งข้อหาแล้วส่งอัยการ แล้วอัยการส่งฟ้องไปก่อน ไม่มีมูล ไม่มีข้อเท็จจริง อย่างมาตรา 116 และพ.ร.บ.คอมพ์ มีหลายคดีที่ไม่เป็นความผิดแต่ก็ต้องสู้คดีกันหลายปี
การตั้งข้อหาตามมาตรา 112 ที่เกินกว่าความเป็นจริง ถ้ากระบวนการพิจารณาไม่เป็นไปตามปกติก็เป็นอันตราย เพราะในอดีตพอตั้งข้อหา ไม่ได้ประกันตัว จำเลยมักอยู่ในสภาพถูกทำให้รู้สึกว่ายอมรับสารภาพดีกว่า ไม่เช่นนั้นต้องถูกขังไปเรื่อยๆ ไม่มีทางสู้คดีชนะ บางทีก็มีที่รับสารภาพแล้วตัดสินยกฟ้อง
สภาพแบบนี้ถ้าถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะเป็นผลเสียเพราะไม่ยุติธรรม ดังนั้น สิ่งจำเป็นและควรทำคือหาทางให้เกิดความสมดุลระหว่างการเคารพสิทธิและเสรีภาพตามหลักสากล กับการใช้ระบบกฎหมายนี้ ไม่ควรใช้แล้วทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับผู้ที่เสนอให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้สถาบันอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน
เรื่องแบบนี้ต้องพูดจาหารือกันหลายฝ่ายอย่างมีเหตุผล ข้อเท็จจริง รวบรวมข้อมูลในอดีตมาศึกษาประกอบการพิจารณา หาความพอดีของบทลงโทษ เรื่องเฉพาะหน้าคือไม่ควรใช้มาตรานี้พร่ำเพรื่อ และตั้งข้อหาเกินความเป็นจริง หรือใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับปัญหาทางการเมือง ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติ ให้ความสนใจเรื่องนี้
คณะกรรมการสมานฉันท์ที่รัฐสภาตั้งขึ้นจะเป็นอย่างไร
คนรู้สึกว่าประเทศมีปัญหาและจะหนักมากยิ่งขึ้น ประชาชนอยากเปลี่ยนรัฐบาลก็ทำไม่ได้ อยากแก้กติกาก็ไม่ได้ การแก้รัฐธรรมนูญมีแนวโน้มซื้อเวลา ในที่สุดก็ไม่มีการแก้อย่างจริงจัง รัฐบาลจะอยู่แบบนี้ไปอีกนาน
สภาพแบบนี้มีความเสี่ยงที่ประเทศจะเดินไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะกำหนดโดยฝ่ายรัฐเป็นหลัก หรือเป็นคนที่ฝ่ายรัฐจัดตั้ง ซึ่งต้องหาทางป้องกัน เช่น ต้องแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่เป็นปัญหามากๆ เช่น ยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ
กระบวนการปรึกษาหารือให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิด หาทางออก เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะกลายเป็นความรุนแรง ความคิดเรื่องนี้มีข้อเสนอหลากหลาย แต่ถ้าฝ่ายค้านและนักศึกษาไม่เข้าร่วมก็ไม่เกิดการหารือ ต้องตั้งคำถามว่าถ้าจะมีกระบวนการสมานฉันท์ มีปัจจัยอะไรนำไปสู่การสมานฉันท์
ที่สำคัญคือ ผู้นำประเทศต้องเข้าใจปัญหาว่ามีความขัดแย้งในสังคมสืบเนื่องจากการยึดอำนาจ วางกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจต่อเนื่อง นายกฯ เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งมาหลายปี ถ้าจะเกิดกระบวนการสมานฉันท์ได้ นายกฯ ต้องแสดงความจริงใจ หาคนที่ไม่อยู่ในความขัดแย้งมาเป็นแกน ชวนหลายฝ่ายมาช่วยกันคิด อาศัยผู้มีประสบการณ์แก้ปัญหาขัดแย้ง สร้างสมานฉันท์ในอดีต
เงื่อนไขสำคัญต้องสร้างความไว้ใจ ให้เห็นว่าจะมีความยุติธรรม ไม่ใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม อาจเป็นเวที มีตัวแทน แต่คนที่เป็นกำลังสำคัญต้องไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่มี พล.อ.ประยุทธ์เองยังไม่เข้าใจเลย ขณะที่สังคมไทยยังมีความเสี่ยงจะพัฒนาสู่ความรุนแรงโดยเฉพาะจากฝ่ายรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ อาจต้องผลักดันให้พ้นไป หากกระบวนการนี้ยืดยาว ความขัดแย้งในสังคมก็อาจไม่แตกหักรวดเร็ว
มองการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน ก.พ.นี้ จะเป็นที่พึ่งที่หวังได้แค่ไหน
การอภิปรายที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าไม่มีผลเลย ทำให้ได้เห็น ปัญหาความล้มเหลวในการบริหาร การทุจริตได้ไม่น้อย แต่พรรคการเมืองก็มาถูกยุบ
ต้องมาดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นว่า จะมีการปรับขบวนให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้แค่ไหน ถ้าอภิปรายได้เข้มข้น มีผลกระทบมากขึ้นแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังคงอุ้มกัน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว พรรคร่วมรัฐบาลยังกอดคอกันทั้งที่มีปัญหา จะทำให้พลังส่วนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจะมากขึ้น
กระแสข่าวการตั้งพรรค การเมืองเพื่อกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้ง
เมื่อผมไม่ได้กลับเข้าพรรคเพื่อไทยก็คิดตั้งพรรค การเตรียมการคืบหน้าเป็นลำดับ เห็นช่องทางความเป็นไปได้และศักยภาพพอสมควร เมื่อมองถึงสภาพการณ์ทางการเมือง พัฒนาการทางการเมืองในช่วงหลังนี้
แต่อยู่ในขั้นต้องใช้ความพยายามอีกมากกับศักยภาพความเป็นไปได้ข้างหน้า แต่มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างพรรค ที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศมากๆ ได้ แต่ในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนอีกมาก ต้องใช้ความพยายามต่อไป
รัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองก็เป็นอุปสรรค แต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง วิธีการทำพรรคจะแตกต่างกัน แม้ผมจะไม่ได้สังกัดพรรค ไม่มีตำแหน่ง ก็ทำประโยชน์ ทำงานการเมืองได้พอสมควร
แต่ถ้าเป็นนักการเมือง สังกัดพรรค ใช้เวทีรัฐสภาต่อสู้ทางการเมือง ผมว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าไปทำอย่างอื่น