สัมภาษณ์พิเศษ
ฉายภาพการเคลื่อนไหวปี 64 – นายอานนท์ นำภา ทนายความและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ว่าความให้กลุ่มคนเสื้อแดงมากมาย จนได้รับการเรียกขานว่า “ทนายเสื้อแดง”
ปี 2558 ร่วมก่อตั้งกลุ่มพลเมือง โต้กลับ นับแต่นั้นถูกทางการเอาผิดฐานละเมิดกฎหมายหลายข้อหา
ในการชุมนุมประท้วงของนักเรียนนักศึกษาปี 2563 เป็นหนึ่งในแกนนำในนามคณะราษฎร และถูกดำเนินคดีหลายข้อหา รวมทั้งมาตรา 112 ด้วย
นายอานนท์เปิดใจถึงแนวทาง การเคลื่อนไหวในปี 2564 ดังนี้
ภาพรวมการชุมนุมเคลื่อนไหว ปี 2564
การชุมนุมเคลื่อนไหวในช่วงปีนี้ จะเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากปี 2563 ซึ่งเราได้เปิดประเด็นและยกเพดานการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์หลายๆ ประเด็นจนถือว่าประสบความสำเร็จ บ้างแล้ว
ปีนี้ผมคิดว่าจะเข้มข้นและแหลมคมขึ้น เราวางแผนที่จะพยายามขยายแนวร่วมเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันให้ได้มากที่สุด
แม้ในทางกลับกันจะทำให้รัฐบาลมีมาตรการจัดการกับพวกเรามากขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ปีนี้เราจะทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับคนที่ยังไม่ตัดสินใจหรือยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ ผมจึงคิดว่าข้อมูลและเนื้อหาสาระจะต้องแหลมคมขึ้น
ตอนนี้คนที่ยังตกใจกับสิ่งที่เรา นำเสนอ ยังมีอีกหลายส่วน ถ้ามีเวลา มีกิจกรรมหรือข้อมูลที่จะทำให้พวกเขาได้มามีส่วนร่วม มาแลกเปลี่ยนหรือมา แชร์กัน ผมคิดว่าแนวร่วมจะเริ่มเยอะขึ้น
ขณะนี้แม้จะดูเหมือนว่าแนวร่วมเยอะแล้ว แต่ความชัดเจนของคนที่จะออกมาร่วมในทางสาธารณะนั้น เรายังต้องขยายออกไปให้ได้มากกว่านี้อีก เพราะตอนนี้คนที่เห็นด้วยกับเราในเวลาชุมนุม ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นถึง หลักแสน
ขณะเดียวกันฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีมากขนาดนั้น ตรงจุดนี้ยังมีคนที่ผมจะไม่ขอใช้คำว่าอยู่ตรงกลาง แต่เป็นจุดที่หมายถึงคนที่ยังไม่พร้อมแสดงออกว่าอยู่ข้างพวกเรา
ผมคิดว่าปีนี้จะเป็นปีที่สำคัญ และเราจะต้องดึงคนพวกนั้นออกมาแสดงออกให้ได้
ส่วนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มาจากประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด, พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และการปฏิรูปสถาบัน แน่นอนว่าจะยังมีเหมือนเดิม
แต่ความเข้มข้นและความแหลมคมจะอยู่ในประเด็นที่สาม คือการปฏิรูปสถาบัน เพราะถ้าไม่สามารถทำได้ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเรายืนยันว่าต้องทำให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมในประเด็นที่สาม
ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญเราจะยัง ผลักดันกันต่อไป เพราะผมมองว่าสาระสำคัญจริงๆ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม คำว่าการให้ประชาชนมามีส่วนร่วม หมายความว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องมีส่วนที่ยึดโยงกับประชาชน เนื้อหาสาระก็ต้องแก้อย่างอิสระ ไม่ใช่ไปจำกัดผูกขาดว่าต้องให้แก้ในเฉพาะเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่จะต้องแก้ทั้งฉบับได้
การเคลื่อนไหวของมวลชนปีนี้จะจบหรือไม่
เราไม่อาจกำหนดได้ว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหนหรือจะจบเมื่อไหร่ แต่เน้นให้เนื้อหาสาระในปี 2564 ต้องเข้มข้นและทิ่มไปที่ตัวใจกลางปัญหามากขึ้น โดยจะใช้เทคนิคอื่นๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานำเสนอในการชุมนุม
ตอนนี้ยังไม่ขอกำหนดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ เพราะเราต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ระบาดแบบนี้ เราไม่สะดวกที่จะต้องมาชุมนุม ก็อาจต้องปรับรูปแบบในการทำกิจกรรมเป็นแบบอื่น ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลายมากในการจัดทำกิจกรรม
ถ้ายืดเยื้อมวลชน นักเรียน นักศึกษา จะแผ่วลงหรือยิ่งฮึกเหิม
ช่วงปลายปีที่ผ่านมาหลายคนอาจ มองว่าแผ่ว แต่นั่นเป็นเพราะตรงกับช่วงสอบ ช่วงหยุดพักผ่อนและวันหยุดยาว ปีใหม่ ทั้งยังมีสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายส่วนมองว่าแผ่ว แต่ในทางกลับกันสถานการณ์อ่อนไหวแบบนี้ มีแนวโน้มจะทำให้เกิดประเด็นต่างๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน
เรายังคงยืนยันว่าประเด็นเนื้อหาสาระจากนี้ มีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่มีทางน้อยลง และมองว่าไม่มีแผ่ว เพราะอย่างไรสถานการณ์ตอนนี้จุดติดไปแล้ว เอาลงไม่ได้แล้ว
ถูกดำเนินคดีมากมายส่งผลต่อแกนนำหรือไม่
การที่รัฐบาลงัดมาตรา 112 มาจัดการกับเหล่าแกนนำ ผมคิดว่าจะยิ่งเป็นตัวสะท้อนปัญหาของรัฐบาลว่าท้ายที่สุดแล้ว รัฐก็ใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งส่วนตัว แกนนำไม่มีปัญหา เพราะเราพร้อมที่จะเผชิญอยู่แล้ว
ในแง่ข้อเท็จจริงของมาตรา 112 เวลาที่เขากล่าวหามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด กระทำผิดอย่างไร เป็นเท็จหรือเป็นจริง จะมีจังหวะที่ทำให้เราสามารถสวนกลับไปได้อยู่แล้วด้วย ก็อาจจะเจ็บตัวนิดหน่อย แต่คุ้มค่ากับการแลกหมัดครั้งนี้
มาตรา 112 ควรมีไว้หรือควรแก้ไขอย่างไร
ต้องยกเลิกสถานเดียว ไม่มีความจำเป็น ที่จะมีมาตรานี้ต่อไป อะไรที่ไม่มีความจำเป็นในระบบการเมืองแล้ว ก็ควรยกเลิก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก มาตรานี้แก้ยังไงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมีเนื้อหาที่เป็นปัญหาในตัวของมันเองอยู่แล้ว แก้ไปก็ไม่มีทางดีขึ้น ต้องยกเลิกออกไปแล้วทุกคนกลับมาใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น
มันง่ายกว่าการจะต้องมานั่งเถียงกันว่าจะแก้อย่างไร ยกเลิกไปเลยง่ายกว่า
เห็นด้วยหรือไม่ที่มีคนเสนอว่า คดีมาตรา 112 ควรเป็นแค่คดีแพ่ง ไม่ควรมีโทษอาญา
เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว คำพูดของคน ไม่ควรจะเป็นความผิดทางอาญาและเป็นหลักการสากลเสียด้วยซ้ำไป ถ้าเราไปปราศรัยแล้วเกิดไปหมิ่นประมาทสถาบัน ก็ให้สถาบันไปฟ้องทางแพ่งเอา
ตอนนี้ประเทศไทยถือว่าพลาดมาแล้ว หากสามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ ผมคิดว่าปัญหาก็จะแก้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปอยู่ในวิสัยทัศน์ของทหารที่มีแต่จะคอยใช้กำลังสู้รบกับวิสัยทัศน์พลเรือน
การมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและปราศจากการแทรกแซงของทหารและผู้มีอำนาจ คือสิ่งสำคัญที่สุด
หรือดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก แล้วให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนใหม่
ผมคิดว่าคนที่มีความสามารถในประเทศ ไทยยังมีอยู่อีกมาก แค่พวกเขาไม่มีโอกาส เพราะมีคนพวกนี้คอยมาขัดขวางไว้