เสี่ยหนู ขอทดลอง! พร้อมฉีด 'วัคซีน' คนแรกของประเทศ แม้ได้ผลเพียง 50 %

15 ม.ค. 2564 - 11:11 น.

“เสี่ยหนู” แอ่นอก พร้อมฉีดวัคซีนคนแรกของประเทศ ลั่น แม้ประสิทธิภาพไม่เต็มร้อย แต่ช่วยหนักเป็นเบา มีความมั่นใจ จะสามารถพัฒนาต่อในอนาคต

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 ม.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้กับคนไทย โดยยืนยันขอเป็นผู้รับการฉีดวัคซีนเป็นคนแรกเหมือนเดิม ตามที่เคยยืนยันก่อนหน้านี้ ซึ่งวัคซีนสำหรับการป้องกัน โควิด-19 ที่มีอยู่ในโลกนี้

มีการพิสูจน์และยืนยันแล้วว่าต่อให้มีประสิทธิผลเพียง 50-60-70 % ก็แล้วแต่ แต่ทุกวัคซีนไม่ทำให้โรคนี้พัฒนาไปจนการหนัก หมายความว่าถ้าป่วยก็ไม่ป่วยหนัก และไม่พัฒนาไปถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าได้รับวัคซีนแล้วโรคก็จะทุเลาลงต่อให้มีการติดเชื้อบ้าง และเชื่อว่าในอนาคตเขาก็ต้องปรับปรุงและพัฒนาไป ผู้ที่ได้รับวัคซีนก็น่าจะมีประสิทธิผลที่มากขึ้น

นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าดูจากข่าววัคซีนแต่ละยี่ห้อจะมีประสิทธิภาพมากบ้าง น้อยบ้าง ซึ่งในทางการแพทย์ก็บอกแล้วว่าแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เทียบกันไม่ได้ เราต้องดูให้ละเอียดมากกว่านี้ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าเป็นทิศทางในทางที่ดีอยู่ และบรรดาแพทย์ก็ยังมั่นใจว่าเราควรต้องมุ่งเน้นการฉีดวัคซีนให้ประชาชนมากที่สุด


ผู้สื่อข่าวถามกรณีบางรายในบางประเทศเกิดอาการแพ้ ทำให้คนไทยค่อนข้างเป็นห่วง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามหมอ ตนไม่สามารถตอบเรื่องพวกนี้ได้ ไม่สามารถทำให้เกิดควมมั่นใจได้เพราะไม่ใช่แพทย์ ดังนั้น ตนจึงตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสถานการณ์วัคซีนขึ้นมา มีนพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข และอดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค และอดีตอธิบดีกรมอนามัย จะมาดูแลเรื่องของนโยบาย

ในช่วงเช้าวันนี้ อนุกรรมการฯ ชุดนี้เริ่มประชุมนัดแรกแล้ว เพื่อจัดระเบียบว่าวัคซีนไหนควรใช้กับกลุ่มคนไหน ควรได้รับวัคซีนเมื่อไหร่ อย่างไร เพื่อจัดกลุ่ม จัดลำดับ​ ซึ่งเป็นเรื่องทางการแพทย์ที่จะต้องดำเนินการ และช่วงบ่ายวันนี้จะไปรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับทราบ และจะมีการแถลงให้สื่อมวลชนรับทราบต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เสี่ยหนู ขอทดลอง! พร้อมฉีด 'วัคซีน' คนแรกของประเทศ แม้ได้ผลเพียง 50 %
ข่าวที่เกี่ยวข้อง