ที่ปรึกษา พรรคก้าวไกล ยืนยันไม่ใช่ ‘งูเห่าภาค 2’ กรณีไม่ร่วมลงชื่อแก้ กฎหมายอาญา ม.112 ย้ำ รับฟังความเห็นต่าง สะท้อนวัฒนธรรมประชาธิปไตยภายในพรรค
หลังพรรคก้าวไกลยื่นเสนอแก้ไขชุดกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนที่รวมถึงมาตรา 112 เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.64 ) และมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีสมาชิก 9 คน ไม่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขในร่างกฎหมายด้วยนั้น นายอำนาจ สถาวรฤทธิ์ ที่ปรึกษาพรรคก้าวไกลและกรรมการวินัยและจรรยาบรรณ กล่าวว่า
ก่อนจะมาถึงการยื่นร่างกฎหมายชุดนี้ต่อประธานสภา อยากอธิบายให้เข้าใจถึงที่มาและกระบวนการในการร่างกฎหมายชุดนี้ ซึ่งเราเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวและมีมุมมองที่หลากหลายมากเกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ทำให้กว่าจะออกมาเป็นร่างกฎหมาย จึงมีการพูดคุยภายในกันมาตลอดเป็นเวลานานหลายเดือนและหลายครั้งเพื่อทำความเข้าใจกัน
รวมทั้งก่อนที่จะมีการยื่นร่างกฎหมายต่อสภาตนก็ได้พูดคุยโดยตรงกับผู้ที่ไม่ได้ลงชื่อเกือบทุกคน จึงรับทราบและเข้าใจดีถึงเหตุผลที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนยังขอสงวนสิทธิไว้เพราะเรื่องเทคนิคหรือรายละเอียดทางกฎหมายที่อาจยังมองต่างกัน บางคนมีเงื่อนไขการทำงานในพื้นที่เลือกตั้ง ซึ่งทุกคนรับรู้ในรายละเอียดว่ามีจำนวนรายชื่อที่เพียงพอต่อการเสนอแก้ไขกฎหมายแล้ว จึงขอใช้เอกสิทธิในการตัดสินใจ
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมประชาธิปไตยภายในพรรคก้าวไกลที่เราทำกันมาตลอด ในฐานะกรรมการวินัยและจรรณยาบรรณของพรรค ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ใช่ งูเห่าภาคสอง เพราะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากการขับ 4 ส.ส.พ้นพรรคในสมัยที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่อย่างสิ้นเชิง บุคคลในกรณีเหล่านั้น
มีการกระทำที่ทำให้พรรคเสียหาย มีลักษณะของการว่าร้ายและป้ายสี ทำให้เพื่อนสมาชิกและพรรคถูกตั้งคำถามด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงต่อสาธารณะ ซึ่งหากมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นก็จะต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่ในครั้งนี้เป็นเรื่องความคิดเห็นแตกต่างกันภายในพรรค”
สิ่งที่พรรคจะทำต่อไปหลังจากนี้ก็คือการทำงานทางความคิดเพื่ออธิบายการตัดสินใจของพรรคต่อสังคมให้มากขึ้น เพราะถึงแม้ ส.ส.ทั้ง 9 คน จะไม่ได้ร่วมลงชื่อ แต่ส่วนใหญ่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีปัญหามาก โดยเฉพาะในระยะหลังที่มีเยาวชนถูกดำเนินคดีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการพิพากษาคดีด้วยอัตราโทษที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์
มีเสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นจากขบวนผู้ชุมนุมที่ต้องยอมรับว่าอาจมีข้อเสนอไปไกลกว่าสิ่งที่พรรคได้เสนอไว้ รวมทั้งยังมีเสียงสะท้อนที่แสดงความกังวลออกมาในระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ หรือสหประชาชาติ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ที่พรรคก้าวไกล และ ส.ส. ในฐานะผู้แทนของราษฎรจะต้องรับฟังและไม่จะกลัวต่อการรับรู้ในมโนธรรมสำนึกของตัวเอง
เพื่อทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะถึงแม้ว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 จะไม่ใช่จุดยืนมาแต่แรกในการก่อตั้งพรรคการเมืองซึ่งตอนนั้นคือพรรคอนาคตใหม่ก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราได้ชูหลักการ ‘เจ้านายของเราคือประชาชน’ เป็นธงนำพรรคมาโดยตลอด เมื่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้านายเรียกร้องถึงความเปลี่ยนแปลงและกำลังเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมต่างๆนานา
ในฐานะพรรคการเมืองจึงจำเป็นที่จะต้องกล้าหาญในการนำเสียงของประชาชนมาขับเคลื่อนต่อไปในสภาภายใต้ปัจจัยที่พอจะคุยและยอมรับกันได้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ของ ส.ส. สมาชิกพรรค และมวลชนผู้ให้การสนับสนุนพรรค ก็ขอเรียกร้องให้ทุกคนนำความคิดเห็นมาพูดกันภายในพรรค เพื่อความสามัคคี เป็นเอกภาพภายในพรรค เราจะร่วมสู้ไปด้วยกัน เพื่อสร้างสังคมอันงดงาม
