ย้อนดู “ยิ่งลักษณ์” ทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดไปทีละชิ้น ด้วยคำสั่งดังกล่าว “วิษณุ” รับเอง ยึดแล้ว ถอนเงินจริง เฉพาะทรัพย์สินในชื่อ “ยิ่งลักษณ์”

วันที่ 2 เม.ย.64 จากกรณี ศาลปกครองกลาง อ่านคำพิพากษาคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 2 คน ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.59 ที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโครงการรับจำนำข้าว จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

โดยศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาระบุ คำสั่งกระทรวงการคลังไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุเหตุผล อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวไม่สามารถระงับยับยั้งโครงการ หรือให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ต่อมาหลังจากนั้นในโลกออนไลน์ก็ได้มีการแชร์ข้อความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2562 ที่ระบุว่า หลายคนคงคิดว่าช่วงนี้ดิฉันทำไมเงียบหายไป ยังมีความสุขดีอยู่มั้ย บางครั้งการพยายามไม่คิดมาก ทำใจให้สงบ มีความสุขก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

แต่ความสุขเหล่านั้นก็อยู่บนความสุขที่หน้าชื่นอกตรม เพราะนอกจากตัวเองจะต้องพลัดพรากจากลูก จากครอบครัวและจากพี่น้องประชาชนมาอยู่ต่างแดนแล้วยังต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รวมถึงทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่ตนเองหามาตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนมาเป็นนายกรัฐมนตรี และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ตอบแทนดิฉัน

ดิฉันสูญเสียบ้านที่ถูกยึดและขณะนี้ทรัพย์สินของดิฉันก็กำลังถูกกรมบังคับคดีประมูลชิ้นต่อชิ้น ดิฉันใช้ข้อต่อสู้ทางกฎหมายทุกรูปแบบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้ เพราะนายกรัฐมนตรี ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยึดอำนาจ และจนถึงปัจจุบันมาตรา 44 ก็ยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่อยู่ ทุกคนจึงเร่งดำเนินการกับคดีดิฉันโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

เพราะจริงๆ แล้วคดีต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองที่ถึงที่สุดว่าดิฉันแพ้คดีก่อนจึงจะสามารถนำทรัพย์เหล่านั้นมาขายทอดตลาดได้ เป็นการถูกกระทำที่ไม่เหมือนใครในประวัติศาสตร์ ซึ่งการนำเอาข้ออ้างของมาตรา 44 มาอยู่เหนือคำพิพากษาของศาล นอกจากไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครแล้ว ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลกระทบของการใช้ มาตรา 44 ให้มีอำนาจเหนือรัฏฐาธิปัตย์ถือเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

วันนี้ดิฉันเองจึงอยากจะขออนุญาตเล่าความในใจว่า ดิฉันเองจะต้องต่อสู้เรื่องของการถูกประมูลทรัพย์สินทุกชิ้นที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจนัก แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่ให้มา ดิฉันก็ไม่สามารถที่จะปกป้องเอาไว้ได้ ดิฉันต้องอดทนต่อความเจ็บปวดและสะเทือนใจทุกครั้งที่รับทราบว่าทรัพย์ถูกทยอยขายไปทีละชิ้น ทีละชิ้น บางครั้งดิฉันก็ต้องปลอบใจตัวเองและบอกกับตัวเองว่า หากเรายังเศร้าและจมปลักอยู่กับอดีตเราก็จะไม่มีความสุข เรายังต้องมีภาระและดูแลอีกหลายชีวิตที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา

ดังนั้น ดิฉันจึงต้องพยายามยืนและมองไปข้างหน้าโดยมองอดีตเป็นประสบการณ์ และคนเราควรจะอยู่เพื่อวันนี้และเพื่ออนาคต ไม่เอาอดีตมาทำให้เราไม่สามารถจะหลุดพ้นหรือเดินไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะวันนี้ดิฉันพยายามที่จะบอกว่าดิฉันอยู่กับปัจจุบันและอยู่กับอนาคต เราจะต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไป แต่สิ่งหนึ่งในอดีตที่ดิฉันไม่เคยลืมก็คือความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อดิฉันโดยเสมอมาค่ะ

หากย้อนไปก่อนหน้าเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวในกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าเงินในบัญชีที่ถูกอายัดและถูกถอนออกหมดว่า ยอมรับว่ามีการถอนเงินออกไปจริงจาก 5 บัญชี จำนวนเงินไม่ถึง 1 ล้านบาท และกรมบังคับคดีมีอำนาจที่สามารถดำเนินการได้

สำหรับเงินใน 11 บัญชีที่เหลือ นายวิษณุ กล่าวว่า กรมบังคับคดีทำได้เพียงอายัดไว้เท่านั้นเช่นเดียวกับที่ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโยกย้ายถ่ายโอน เบื้องต้นการตรวจสอบยังจำกัดวงอยู่เพียงทรัพย์สินที่มีชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ถือครองเท่านั้น และต่อไปอาจต้องตรวจสอบทรัพย์สินที่คาดว่าจะถูกถ่ายโอนฝากไว้กับคนใกล้ชิดอีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน