ผอ.ศูนย์นโยบาย พรรคเพื่อไทย ซัด 7 ปี “ประยุทธ์” หนี้โตเร็วกว่ารายได้ 2 เท่า หนี้พุ่ง 20% เทียบยุค “ทักษิณ” บริหารหนี้ลด 15% ชี้ใกล้ถึงอันตรายทางการคลัง
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) และ ผอ.ศูนย์นโยบายพรรค พท. แถลงถึงสถานการณ์หนี้สาธารณะว่า 1.หนี้สาธารณะ (รวมเงินกู้ 5 แสนล้านบาท) ณ สิ้นเดือน ก.ย. คาดว่าจะอยู่ที่ 9.2 ล้านล้านบาท GDP อยู่ที่ 16.02 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.4% แต่จำนวนนี้ไม่รวมโควิด-19 ระลอก 3 ที่ยาวเกินคาดว่าเสียหายอีกราวเดือนละ 1 แสนล้านบาท
การกู้ชดเชยขาดดุลงบ 65 อีก 7 แสนล้านบาท และ GDP ที่ต่ำกว่าประมาณการ หากรวมทั้ง 3 ข้อนี้ กรณีโควิดยืดกว่าคาด 2-3 เดือน หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ 62-63% ทะลุเพดานทันทีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 2.ขอให้จับตารัฐบาลขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็น 65-70% ในการทบทวนกรอบวินัยการเงินการคลังของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ที่จะครบกำหนด 3 ปีภายในเดือน มิ.ย.นี้
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า 3.สัดส่วนหนี้ขยายเพดานให้กันได้ในเงื่อนไขที่เหมาะสม และรัฐบาลใช้เงินมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจโตเร็วกว่าหนี้ที่ก่อเพิ่ม แต่จาก 7 ปีของรัฐบาลปัจจุบัน GDP ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.88% ต่อปี แต่หนี้สาธารณะขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 7.07% ต่อปี หนี้โตเร็วกว่ารายได้ประเทศถึงกว่า 2 เท่าต่อปีโดยเฉลี่ย สะท้อนการกู้มาใช้จ่ายไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP พุ่งเกือบ 20% ในรัฐบาลชุดนี้
แนวโน้มเหล่านี้หากปล่อยไปเรื่อยๆ เป็นสัญญาณอันตรายยิ่งต่อการสร้างหนี้นอกระบบงบประมาณ 4.การขาดดุลงบประมาณปี 58-59 ขาดดุลเฉลี่ย 3-4 แสนล้านบาท ปี 60-63 ขาดดุลเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทต่อปี และจะพุ่งเฉลี่ย 7 แสนล้านบาทต่อปีนับจากนี้ ไม่มีแนวโน้มลดลง งบปี 65 ก็ตั้งขาดดุล 7 แสนล้านบาทสุดเพดานตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แนวโน้มเหล่านี้ส่งสัญญาณอันตรายต่อภาวะการสร้างหนี้ในระบบงบประมาณที่มากขึ้นทุกปีๆ
นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า 5.ไทยจึงเข้าสู่ภาวะอันตรายในการสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งในและนอกระบบงบประมาณ การขยับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้รัฐบาลนี้จะนำไปสู่อันตรายทางการคลังของประเทศ เพราะเป็นการสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นอนาคต เสมือนให้ใบขับขี่แก่คนขับรถไม่เป็น 6.การเอาไทยไปเปรียบกับญี่ปุ่น แล้วคิดว่าไทยก่อหนี้แบบนั้นได้นั้นผิด ญี่ปุ่นต่างจากไทยเพราะธุรกิจกระจายฐานในต่างประเทศสูง ส่งรายได้กลับประเทศสูง (GNP สูง) มีการก่อหนี้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สูง และมีสัดส่วนคนอยู่ในระบบภาษีสูง
ซึ่งตรงข้ามกับไทย เพราะฉะนั้นคนละบริบท เทียบเคียงกันไม่ได้ และ 7.หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จากหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 54.05% ในปี 45 ลดลงสู่ 39.18% ลดลงเกือบ 15% ใน 4-5 ปี เทียบกับรัฐบาลปัจจุบันจาก 42.56% ในปี 58 พุ่งสู่ 57.4% ใน มี.ค.64 และ 62-63% ในสิ้นปีนี้ พุ่งขึ้นเกือบ 20% ใน 7 ปี สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารประเทศที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

