เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 พ.ย. ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา แถลงผลข่าวประจำสัปดาห์ ซึ่งบรรยากาศการแถลงข่าวมีสื่อมวลชนมารอทำข่าวจำนวนมาก หลังจากมีข่าวว่านางกอบกาญจน์จะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีในครม.ตู่ 5 ซึ่งในการแถลงข่าว
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความรู้สึกว่าเสียใจไหม ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่ที่สุดก็ถูกปรับออก นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ก็ทำเต็มที่ ก่อนทิ้งเวลาและหยุดชะงักไปชั่วขณะและหลังจากนั้นก็กล่าวทั้งน้ำตาว่า “ขอบคุณที่ทำให้มีโอกาส มีความรู้สึกรักและภูมิใจประเทศไทยผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งทุกจังหวัดมีความสวยงาม ถ้าไม่ไปด้วยตัวเองจะไม่รู้ ตนเองก็เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มองไม่เห็นความงามของจังหวัดที่อยู่ห่างไกล แต่เมื่อเข้ามาทำงาน ก็ตระหนักว่าการท่องเที่ยวทำให้คนรักชาติรักแผ่นดิน เกิดอีกกี่ชาติก็จะขอเกิดเป็นคนไทย และทุกคนสามารถส่งต่อความสวยงามให้ลูกหลานได้เพียงแค่ลงมือทำ”
นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจึงเน้นการทำงานร่วมกับท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานรากการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกเสมอว่ามีเวลาน้อย และต้องทำงานโดยมีความพร้อมที่จะส่งต่องานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโดยส่วนตัวก็ไม่กังวลใจหากจะต้องออกจากตำแหน่ง แต่ดีใจที่ได้ทำงานปลุกพลังให้คนรุ่นใหม่ รักชาติรักบ้านเกิด และตนเองก็จะยังเดินหน้าทำเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป อย่างไรก็ตาม นางกอบกาญจน์บอกถึงสาเหตุที่ร้องไห้เพราะตนเองเป็นอ่อนไหวง่าย หรือ Emotional
“น้องมาอยู่ที่นี่ น้องรักนครศรีธรรมราช น้องรักน่าน น้องรักสตูล น้องรักเมืองไทย มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีทำให้น้องรักแผ่นดินไทย รักชาติ หากได้เกิดใหม่น้องก็จะขอเกิดในประเทศไทย ขอบคุณที่ให้เรียนรู้ การทำงานตรงนี้ไม่ใช้เรื่องเงินทอง เป็นเรื่องของคนต่อคน ใจต่อใจ ดีใจที่อย่างน้อยทำให้เด็กไทยหลายคนรักเมืองไทย รักบ้านเกิดตามนโยบายที่ให้เยาวชนกลับไปทำงานที่บ้าน เพื่อกระจายรายได้ให้ท้องถิ่น”
นางกอบกาญจน์ กล่าวทั้งน้ำตาต่อว่า ทำงานเต็มที่ และไม่กังวลหากจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ระบุยังไม่ทราบว่าถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ หรือไม่ พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เก็บของออกจากห้องทำงาน และไม่ได้คืนรถประจำตำแหน่งให้กระทรวงตามที่เป็นข่าว ทำแต่งานอย่างเดียว
สำหรับผลงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดคือปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยจากการท่องเที่ยวราคาถูกมาสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เชื่อมโยงกิจกรรมกีฬาสู่การท่องเที่ยว มีการขายแพ็กเกจทัวร์ในร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬา และยังร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในแต่ละจังหวัด ดึงเข้ามาเป็นแนวร่วมการท่องเที่ยววิถีไทยเพื่อสร้างเจ้าบ้านที่ดี ส่วนเรื่องที่ยังไม่พอใจก็ได้แก่ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แม้จะดีขึ้น แต่ก็อยากจะให้ไม่มีอันตรายจนถึงชีวิตเกิดขึ้นเลยแม้แต่รายเดียว หรืออัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์เลยแม้ว่าจะยากมากก็ตาม
นางกอบกาญจน์ ยังชี้แจงสาเหตุที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ก็เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว ต้องเปิดตลาดใหม่ๆ นำข้อมูลไปชี้แจง ไม่ใช่รอนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักๆเท่านั้นในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยวก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.จนถึงวันที่ 21 พ.ค. 2560 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 30.9 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.7 เปอร์เซ็นต์ และ 10.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ขณะที่สถานการณ์ไทยเที่ยวไทยจำนวนเพิ่มขึ้น 6.3 เปอร์เซ็นต์ รายได้เพิ่มขึ้น 7.3 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 6.95 แสนล้านบาท จะเห็นได้ว่าสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากดูจากอัตราการจองที่พักที่มีการจองยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าแล้ว ก็มั่นใจว่ารายได้จากการท่องเที่ยวปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 2.7 ล้านล้านบาท หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ได้แน่นอน
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้การท่องเที่ยวกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชน กระทรวงการท่องเที่ยวจึงเพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือใช้เมนูอาหารดึงนักท่องเที่ยว โดยจะทยอยเปิดตัวชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมรองรับการท่องเที่ยว 33 แห่ง แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวเป็นของตัวเอง และชุมชนที่นำสินค้ามาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เน้นย้ำมากในขณะนี้ก็คือความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะรถเช่า หรือรถตู้ ที่กำลังเป็นที่นิยมและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมมือกับ กรมการขนส่งทางบกจัดทำมาตรการตรวจสอบบริษัททัวร์พร้อมกำหนดบทลงโทษ ซึ่งบริษัทใดที่ผ่านมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงท่องเที่ยวฯจะรวบรวมรายชื่อมาจัดทำเป็นกลุ่มบริษัทที่กระทรวงฯแนะนำให้ใช้บริการ เบื้องต้นน่าจะเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ส่วนรายชื่อฉบับสมบูรณ์น่าจะเสร็จทันก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีหน้า
