“โรม” เผย “ก้าวไกล” มีร่างแก้ระบบเลือกตั้งพร้อมรอเสนอชั้น ส.ส.ร. เตือน เพื่อไทย อย่าฝันกลางวัน ดันระบบเลือกตั้ง “แลนด์สไลด์” เหตุเสียงข้างมากอาจเทไป พปชร.
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ แบบจัดสรรปันส่วนผสมของพรรคก้าวไกลจะเสนอเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราหรือไม่ ว่า ความจริงเราทำร่างเสร็จไว้พร้อมแล้ว เพียงแต่ยังเสนอในครั้งนี้ไม่ได้ เพราะเสียงของพรรคมีไม่เพียงพอ ถึงแม้เราจะมีร่างพร้อม
แต่ทางแก้ที่ดีที่สุดควรจะเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีจากประชาชน ทั้งนี้หากเราเร่งผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทำประชามติถามประชาชน และตั้ง ส.ส.ร. ตนว่าทุกอย่างก็จบ และได้ระบบเลือกตั้งที่ดี ทั้งยังสามารถตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพราะการแก้ทีละประเด็น ทีละมาตรา ที่ประชาชนไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของสมการที่ถกเถียงกันอยู่ ก็จะไม่สามารถแก้ไขวิกฤตได้
เมื่อถามถึงการแสดงความเห็นตอบโต้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยที่เหมือนกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะเทคะแนนไปที่พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างเต็มที่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นายทักษิณมีสิทธิ์ที่จะคิดเพราะในสมัยหนึ่งที่มาเป็นนายกฯ ท่านก็บริหารประเทศได้ แต่เราต้องยอมรับว่า บ้านเมืองปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบนั้น
เราอยู่ภายใต้อำนาจนิยมและ คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มา 7 ปีแล้ว นอกจากนี้ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบที่นายทักษิณเห็นด้วย ก็จะไปเข้าทางกับสิ่งที่ทางพรรคพลังประชารัฐต้องการ คือ การทำให้พรรคการเมืองที่อยู่ข้างประชาชนกอดคอตกน้ำกันเอง ทำให้พรรคพลังประชารัฐสอดแทรกตัวเองมาเป็นรัฐบาลได้
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย อาจจะคิดว่าหากเสนอระบบเลือกตั้งแบบนี้แล้วตัวเองจะกลับมา พรรคก้าวไกลจึงต้องออกมาเตือนสติว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้กลับมา แต่เป็นพรรคพลังประชารัฐต่างหากที่จะกลับมา ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐคงไม่เสนอระบบเลือกตั้งนี้เพื่อให้ตัวเองแพ้หรอก เมื่อเขาไม่อยากแพ้เราก็ต้องมานั่งคุยกัน แต่เมื่อพรรคก้าวไกลท้วงก็มาหาว่าพรรคก้าวไกลเสียผลประโยชน์ ซึ่งก็อาจจะถูก แต่ยืนยันว่าเรามองในภาพรวม เพื่อใช้ระบบเลือกตั้งที่เสนอแก้วิกฤต เราไม่ได้ดึงดันว่าจะต้องเสนอและเอาตอนนี้ แต่ให้ทุกอย่างไปว่ากันใน ส.ส.ร. ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน นี่คือการถามประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือก
ก่อนหน้านี้ นายรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัวมาแล้ว หลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนการใช้กติกาการเลือกตั้ง เหมือนช่วงการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 โดยนายรังสิมันต์ ระบุว่า [แลนด์สไลด์… ไปทางไหน? เพื่อใคร? เพื่อไทย? เพื่อประชารัฐ?]
ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจุดมุ่งหมายของพรรคเพื่อไทยในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ยอมเล่นตามเกมของพรรคพลังประชารัฐ รื้อกรอบจำนวน ส.ส. พึงมีออกไป แล้วไปเน้นหนักที่การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน (เพิ่มจากเดิมขึ้นมา 50 คน) ก็คงเป็นอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ คือเพื่อหวังให้เกิดการเทคะแนนไปที่พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างเต็มที่ ด้วยข้ออ้างว่าหากเป็นเบี้ยหัวแตกแล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ยาก
พูดง่ายๆ คือหวัง “แลนด์สไลด์” แบบที่ตัวเองเคยได้ในอดีต โดยค่อยไปวัดพลังกับพรรคพลังประชารัฐเอาดาบหน้า
ในที่นี้ ผมคงไม่ลึกลงรายละเอียดถึงปัญหาเชิงหลักการของข้อเสนอระบบการเลือกตั้งดังกล่าว เพราะทั้งผมและพรรคก้าวไกลได้พูดไปพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ แค่ขอย้ำว่าระบบการเลือกตั้งดังกล่าวมีปัญหาแน่ๆ ในการทำให้สัดส่วนระหว่างจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองกับจำนวนประชากรที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ ไม่เหมาะสมกัน บางพรรคจะได้ ส.ส. เกินส่วนประชาชนที่เลือก ในขณะที่บางพรรคก็จะได้ ส.ส. ขาดส่วนประชาชนที่เลือกเช่นกัน
แต่แค่อยากจะขอถามไปยังพรรคเพื่อไทย ว่า “แลนด์สไลด์” ที่คาดหวังนี้ จะไปในทิศทางไหนกันแน่?
อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วเช่นกันว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นเพียงอวัยวะหนึ่งของฝ่าย คสช. ที่เข้ามาชิงพื้นที่ในเวทีสภา คสช. ยังมีอวัยวะอื่นๆ อีกมากมายที่จะใช้ประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจตั้งแต่ในต้นทางคือควบคุมการเลือกตั้งไปจนถึงการรักษาสถานะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กกต. ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ ตลอดจนระบบราชการ ในวันนี้พรรคพลังประชารัฐเลือกที่จะแก้ระบบการเลือกตั้งเพื่อหวังขยายจำนวน ส.ส. ของตัวเองในอนาคตให้เกินกรอบจำนวน ส.ส. พึงมี ซึ่งมีปัญหาทั้งในเชิงหลักการอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น และทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายของพรรคพลังประชารัฐที่หวังใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเท่านั้น การที่พรรคเพื่อไทยไปร่วมเห็นชอบกับระบบการเลือกตั้งดังกล่าวด้วยนั้น หากผลปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวได้ดีที่สุดและชนะเลือกตั้งไป จะยิ่งเป็นการเพิ่มความชอบธรรมแก่พรรคพลังประชารัฐเพราะถือว่าผ่านการเลือกตั้งในระบบที่พรรคใหญ่ของฝ่ายค้านเองก็ยังรับรอง (แม้จะมีปัญหาเชิงหลักการก็ตาม) และเมื่อประกอบกับกลไกอวัยวะอื่นๆ ของ ฝ่าย คสช. ที่ยังคงอยู่เพื่อคอยรักษาสถานะทางอำนาจไว้แล้ว การจะตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะยากยิ่งขึ้นไปอีก หากผลออกมาเป็นเช่นนี้แล้วพรรคเพื่อไทยจะรับผิดชอบอย่างไร?
นอกจากนี้ยังต้องถามพรรคเพื่อไทยอีกว่า “แลนด์สไลด์” นี้ เป็นไปเพื่อใคร?
เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าที่พูดเรื่องการต้องให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ที่อ้างว่าต้องไม่เป็นเบี้ยหัวแตก ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งหวังให้คะแนนเทมายังพรรคเพื่อไทย ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายๆ พรรคในการหาเสียงเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แล้วปล่อยให้พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนในเวที ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่มีเพียง 100 คน หรือเพียง 20% ของทั้งสภากันไป เรียกได้ว่าพรรคเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องจมอยู่ใต้แลนด์สไลด์ที่เกิดขึ้น
แต่แล้วการที่เป็นเช่นนี้มันเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงหรือ? สิ่งที่ควรมุ่งสร้างให้เกิดขึ้นมากกว่า คือระบบที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดมีที่ยืนอยู่ร่วมกันได้ เข้มแข็งไปด้วยกันได้มิใช่หรือ? การที่ในสภามีทั้งพรรคที่มุ่งเน้นการเข้าถึงปัญหาของชาวบ้าน พรรคมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้าง พรรคที่มุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน พรรคที่มุ่งเน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรม ฯลฯ นี่คือสภาที่ควรเป็นมิใช่หรือ? ถ้าใช่แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยจึงมีข้อเสนอไปในทางที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้ลง?
และหากพรรคเพื่อไทยยังดึงดันในข้อเสนอนี้ แล้วผลปรากฏว่าชัยชนะกลายเป็นของพรรคพลังประชารัฐไป ถึงตอนนั้นแล้วจะยังมีพรรคไหนที่มีกำลังมากพอที่จะร่วมสู้ด้วยกันได้? จะยังมีพรรคไหนที่อยากจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพรรคเพื่อไทยอีก?
ผมและพรรคก้าวไกลยังคงยืนยันว่าระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นมีปัญหาแน่ๆ การใช้บัตร 2 ใบดีกว่าแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าหากไม่เอาระบบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แล้วจะต้องหันไปเอาระบบตามที่พรรคเพื่อไทย (และพรรคพลังประชารัฐ) เสนอมาเท่านั้น ยังมีระบบการเลือกตั้งอื่นที่สะท้อนเจตจำนง
ซื่อตรงต่อเสียงของประชาชนได้มากยิ่งกว่า 2 ระบบนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกพรรคการเมืองในระยะยาวรวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย ผมหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง อย่าได้คล้อยตามสิ่งล่อใจเพียงชั่วครู่ชั่วคราวจนยอมรับในระบบที่ยังมีปัญหาเชิงหลักการแล้วเอาชะตากรรมของประชาชนไปแขวนอยู่บนความไม่แน่นอนเลยครับ