เพื่อไทย จี้ถาม ประยุทธ์ ออกกม. นิรโทษ หวังเหมาเข่งรัฐบาลไม่ผิดแก้โควิดพลาดหรือไม่ บี้ เสี่ยหนู แจงบุรีรัมย์ได้ไฟเซอร์มากกว่าพื้นที่แดงเข้ม
เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2564 น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวกรณีปรากฏเอกสาร ร่างพ.ร.ก.จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 ว่า แม้ในหัวข้อของกฎหมายจะจำกัดไว้เพียงบุคลากรสาธารณสุข แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมการนิรโทษกรรมเหมาเข่งให้กับรัฐบาลหรือไม่ เพราะเมื่อเปิดเข้าไปดูในเนื้อหารายละเอียด มีการสอดไส้จำกัดความผิดรวมถึง“บุคคล/คณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน” ซึ่งหมายถึงรัฐบาล ศบค.ทั้งองคาพยพและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งที่รัฐบาลบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ล้มเหลว ท่ามกลางความเจ็บป่วยล้มตายของประชาชน ทั้งยังจัดหาวัคซีนล่าช้า ส่อทุจริต ไม่โปร่งใส ดูแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การทำงานของรัฐบาลทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาตลอด แต่ทำได้ดีอยู่อย่างเดียว คือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปกป้องความผิดของตัวเองและพวกพ้อง
น.ส.อรุณี กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมาจากสหรัฐฯ จำนวน 1.5 ล้านโดสนั้น การจัดสรรวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข ควรครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าตัวจริง ไม่ควรปล่อยให้สังคมตั้งคำถามและทวงถามวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับมา เพียงพอกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
หากกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรตามแผนงานที่วางไว้ แต่กลับทำงานไม่โปร่งใส จนทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งออกมาขอวัคซีนไฟเซอร์ให้หมอและบุคลากรการแพทย์ให้ครบตามจำนวนที่ขอไป รวมถึงข้อสงสัยของสังคมถึงกรณีจ.บุรีรัมย์ ได้รับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์เป็นอันดับ 3 ทั้งที่ไม่ใช่จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด แต่เป็นจังหวัดที่รมว.สาธารณสุข มีความใกล้ชิดมากที่สุดใช่หรือไม่
เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ที่ต้องโปร่งใสและชัดเจน ควรเร่งออกมาชี้แจงเรื่องนี้โดยด่วน
“หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่รู้สึกอะไรเลย ก็ควรละอายต่อการทำงานที่ผิดพลาดล้มเหลวบ้าง ยิ่งอยู่ ยิ่งแย่ ยิ่งแก้ ยิ่งพัง ออกไปเถอะก่อนที่ประเทศจะเสียหายไปมากกว่านี้” น.ส.อรุณี กล่าว