คอลัมน์ ใบตองแห้ง

รัฐบาลระดมข้อหาจับกุมคุมขังแกนนำม็อบราษฎร แล้วศาลก็ถอนประกันเพนกวิน ไม่ให้ประกัน ไผ่ ดาวดิน เพียงข้อหาสาดสีใส่โรงพัก ไม่ให้ประกัน ฟ้า ไมค์ ณัฐชนน กับเพื่อนๆ ที่ไปประท้วงหน้า ตชด.ภาค 1 โดยอ้างว่า “ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง”

ขณะเดียวกัน ตำรวจใช้กำลังรุนแรงสลายม็อบ 7 สิงหา, 10 สิงหา, 11 สิงหา ใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระสุนยาง ตั้งแต่ม็อบยังไม่ทันรวมตัว ยังไม่ทันบุกพื้นที่ปิดกั้น ตำรวจเป็นฝ่ายไล่ยำ ม็อบถอยแล้วก็ยังไล่ยิง ยิงตรง ยิงกราด รุมตี รุมกระทืบ กระทั่งเหตุการณ์บานปลาย ม็อบตอบโต้ด้วยหนังสติ๊ก ประทัดยักษ์ ก้อนหิน ขวดน้ำ และมีคนเผารถตำรวจ ที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปตรงนั้น

แล้วตำรวจก็ฉวยภาพมาปั่น ปจว. “เผาบ้านเผาเมือง” พวกคนดีที่เคยปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้งร้องกรี๊ด ไม่ใช่สันติวิธี ลูกศิษย์อดีตพระที่ตั้งกรวยซ้อมคนผ่านทางหาว่าม็อบ “ฆาตกร” พวกโลกสวยก็เป็นไปด้วย รับไม่ได้ จะไล่ประยุทธ์ทำไมไม่นั่งพับเพียบเรียบร้อย รักษาภาพลักษณ์ อย่าใช้ความรุนแรง

พ่อ-ลองมานั่งชุมนุมด้วยสันติดูไหม มิตรสหายเปรียบเปรยว่าต่อให้ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มานำม็อบ ตำรวจก็ไล่ยิง

การชุมนุมทุกครั้งไม่ว่าข้างไหน ตำรวจ (หรือทหาร) เป็นฝ่ายกำหนดว่าจะให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงก่อน ใช้เกินเหตุเกินจำเป็น ก็จะทำให้มวลชนโกรธแค้น ตอบโต้ด้วยอารมณ์รุนแรงเฉพาะหน้า บานปลายเป็นจลาจล เช่น 14 ตุลาก็เผา พฤษภา 35 ก็เผา และเกิดกลุ่มจักรยานยนต์ทุบสัญญาณไฟทั่วเมือง (จนสุจินดาลาออก)

ตำรวจต่างหากไม่แยแสกฎหมาย เช่นการใช้กระสุนยางที่กำหนดให้ใช้เพื่อป้องกันตัว ก็เอามาไล่ยิง แถมยังย้อนสื่อ ไม่เล็งไปที่ตัวคนแล้วจะให้เล็งใคร

สถานการณ์วันนี้จึงมี 2 แพร่ง รัฐบาลสลายม็อบราบคาบ จับแกนนำขังยาว มีม็อบเมื่อไหร่ก็จับปราบจนฝ่อ สื่อก็รุมด่า อย่าใช้ความรุนแรง สวดมนต์ไล่ตู่อยู่บ้านดีกว่า ฯลฯ “เลือกความสงบจบที่ตู่” ตายวันละสองร้อย อย่าโทษรัฐบาล ประเทศไหนก็ตาย นิรโทษตัวเองแล้วอยู่ต่อจนครบวาระ เลือกตั้งใหม่ 250 ส.ว.โหวตกลับมาใหม่

หรืออีกแพร่ง คนยิ่งโกรธแค้นยิ่งไม่พอใจ ออกมาไล่รัฐบาลมากขึ้น แม้พยายามสู้โดยสันติ แต่ก็เกิดการเผชิญหน้าเกิดการปะทะมากขึ้น โดยไม่มีใครคุมได้ อย่างที่จุลเจิมบ่น แกนนำประกาศยุติชุมนุมเมื่อไหร่ ที่เหลือก็ฟรีสไตล์ อะไรจะเกิดให้มันเกิด เพราะประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น

จะหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบอบรัฐสภา พรรคร่วมถอนตัว แพ้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯลฯ ฝันไปเถอะ กี่ทีๆ ก็ยกมือเป็นฝักถั่ว ยิ่งประชาชนเดือดร้อน ป่วย ตาย เศรษฐกิจวิบัติ ยิ่งเป็นโอกาสระบบอุปถัมภ์ เดินสายมอบไฟเซอร์ เอาวัคซีนเอางบประมาณความช่วยเหลือต่างๆ ลงพื้นที่ตัวเองก่อน

ระบอบประยุทธ์คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐราชการทหารตำรวจ เครือข่ายกฎหมาย องค์กรอิสระ 250 ส.ว. ทำประเทศเสียหายแค่ไหน ก็ไม่สามารถไล่ได้ด้วยวิถีปกติ รัฐประหารก็ไม่มีด้วยซ้ำ การต่อต้านจึงระเบิดออกมาบนถนน และเมื่อถูกกระทำรุนแรงก็ตอบโต้ด้วยความโกรธแค้นเกลียดชัง

ไม่ได้บอกให้ยุยงสนับสนุน ลุยแม่-เลย แต่ถ้าใครยังไม่เข้าใจ ยังตำหนิม็อบ ทำลายทรัพย์สิน ทำร้ายตำรวจ ฯลฯ ก็ก้มกราบประยุทธ์ไปเถอะ เลิกวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลล้มเหลวโควิดเศรษฐกิจพัง ฯลฯ โดยเฉพาะสื่อทั้งหลาย ไม่ต้องมาทำให้ตัวเองดูดี

สังคมไทยงมอยู่ในโลกสวย การประท้วงต้องพับเพียบเรียบร้อย “สันติวิธี” อันที่จริงม็อบตั้งแต่ปีที่แล้วก็สันติ เดินไปเผชิญแนวตำรวจยื้อยุดฉุดกันพอประมาณแล้วยื่นหนังสือ แต่เมื่อรัฐใช้กำลังรุนแรงขึ้น การตอบโต้ก็แรงขึ้น เป็นเรื่องปกติ มวลชนประชาธิปไตยไม่ใช่พระ อย่ามาอ้างมหาตมะ คานธี “อหิงสา” เนลสัน แมนเดลา ก็เคยก่อวินาศกรรม คนรุ่น 6 ตุลาก็เข้าป่าจับปืน แม้ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง แต่มันเกิดเพราะถูกกระทำ

ลองสมมติตัวเองไปอยู่ในม็อบ โดนยิงด้วยแก๊สน้ำตากระสุนยาง คุณจะพนมมือแผ่เมตตาหรือเลือดขึ้นหน้า ม็อบเผารถตำรวจยังเป็นแค่สัญลักษณ์ เพราะเป็นเครื่องมือของรัฐ ไม่ได้มีตำรวจหรือหมาอยู่ในรถ ไม่เหมือนม็อบนกหวีด “ชุมนุมโดยสงบ” มีอำนาจหนุนหลัง ขว้างระเบิดหมายเอาชีวิตตำรวจ

การต่อสู้ของมวลชนเมื่อคับแค้นถึงทางตัน มันไม่สามารถใช้กิริยามารยาทผู้ดี แบบนักสิทธิสตรีไล่ยิ่งลักษณ์ มันต้องแบบ “ป้าเป้า” มหาเทวีชาวม็อบ ซึ่งโดนตำรวจจับฐานทำร้ายร่างกายโดยมีหรือใช้อาวุธ ไม่ทราบว่าอาวุธอะไร ทุกครั้งป้าเป้าก็แค่ถลกผ้าถุงด่าตำรวจ

ระบอบประยุทธ์และเครือข่ายอำนาจ จับกุมปราบปรามรุนแรงทั้งที่วิกฤตโควิดลุกลามจากความล้มเหลวของรัฐบาล นี่คือการบังคับให้เลือก ถ้าสนับสนุนให้ปราบม็อบ “สร้างความวุ่นวาย” ก็เท่ากับอุ้มรัฐบาลลอยนวล นั่งดูคนตายวันละร่วม 200 ไปจนโควิดจาง

แล้วประยุทธ์ก็จะประกาศ “เราชนะ” อยู่ต่อโดยปราศจากเสี้ยนหนาม จับกุมคุมขังคนเป็นพันๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน