‘สาธิต’ ลั่นอีก 4-5 เดือน สถานการณ์ดีขึ้น เปิดกิจการได้ตามเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้ ขอแค่ประชาชนรักษาวินัย ควบคู่ฉีดวัคซีนโควิดเชิงรุก
ต่อมาเวลา 12.57 น. วันที่ 2 ก.ย.64 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันที่ 3 โดย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ลุกขึ้นขอเวลาอธิบายต่อคำอภิปรายของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เมื่อวาน (1 ก.ย.) มีผู้อภิปรายพาดพิงตน 2 ประเด็น
จึงขอชี้แจงดังนี้ 1.กรณีอภิปรายถึงการให้สัมภาษณ์ของตนเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อเท็จจริงการจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าใน ก.ค. ที่จะจัดส่งให้รัฐบาล 3.5 ล้านโดส ขอเรียนว่า นำข้อเท็จจริงในช่วงเวลานั้นมาพูดเพื่อให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง จากนั้นมีหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข และเจรจากับแอสตร้าฯ นำไปสู่การปรับแผนจัดส่งให้เราเพิ่มขึ้น โดยส.ค.ได้ประมาณเกือบ 6 ล้านโดส และ ก.ย.อีก 10 ล้านโดส
2.การที่แสดงความคิดเห็นในการให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในช่วงที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ขณะนั้นทราบกันทั่วไปว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมีจำนวนสูงขึ้น จากหลักพันไปจนหลักหมื่น ก็ได้เตรียมศักยภาพของเตียงให้สอดคล้องเพื่อรองรับ
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามีบางกรณีเข้าไม่ถึงการรักษาและเสียชีวิต ตนก็นำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์ ว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อและเตียงมีปัญหา เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์ที่เป็นจริง
“ทั้ง 2 กรณีนี้พยายามสื่อสารข้อเท็จจริง ความจริงในช่วงเวลานั้น ในสถานการณ์โควิดเป็นพลวัต ไม่สามารถเอาข้อมูลเวลาใดเวลาหนึ่งมาเปรียบเทียบกับในสถานการณ์อีกเวลาหนึ่งได้ เราเรียนรู้และสู้กับโควิด สู้ไปเรียนรู้ไป มีการปรับแผนดำเนินการที่จะต่อสู้กับคนไข้ที่มีจำนวนสูงขึ้น เตรียมทุกศักยภาพในภาคีเครือข่ายทุก รพ. มีความจำเป็นต้องให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ขณะนั้นว่าต้องมีความร่วมมือ” นายสาธิตกล่าว
นายสาธิต กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมดูแลผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ ซึ่งพบมากถึง 80% ทั้ง รพ.สนาม ฮอสปิเทล การดูแลที่บ้าน Home Isolation ภายใต้การกำกับดูแลของ รพ.ใกล้บ้าน ไม่ไปรบกวนการจัดการเตียงของรพ.ในเครือข่าย ทำให้เราสามารถที่จะต่อสู้สถานการณ์โควิดได้ ขณะนี้สถานการณ์เตียงดีขึ้นเป็นลำดับ เตียงสีเขียวก็ว่างมากขึ้น
“สำหรับการนำเอาคลิปที่ผมให้สัมภาษณ์ทั้งที่ผมไม่เกี่ยวข้อง ขอทำความเข้าใจว่า เป็นการสะท้อนความจริงสถานการณ์ในขณะนั้นที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและค่อนข้างวิกฤต ต้องเตีรยมแผนรองรับ แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ ถ้ารณรงค์ให้ประชาชนรักษามาตรการป้องกันตัวเอง ควบคู่ฉีดวัคซีน ทั้ง กทม. และต่างจังหวัด สธ.เร่งฉีดกลุ่มเสี่ยง 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7 โรคเสี่ยงและหญิงตั้งครรภ์ คู่ขนานกันไป คาดว่า 4-5 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้นตามลำดับ สามารถเปิดกิจการได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้” นายสาธิตกล่าว