“ปกรณ์วุฒิ” ซัด “ชัยวุฒิ” ออกกฎหมายปิดปากปชช. แทนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดรับยุคนิวนอร์มอล ท้าเอาผิด “อนุทิน” หลังวัคซีนยังไม่เต็มแขนประชาชน
จากนั้นเวลา 14.30 น. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่า ในช่วงที่เราประสบวิกฤตโควิดหรือในยุคที่เรียกว่านิวนอร์มอล ทุกคนต่างใช้เทคโนโลยีในช่วงเวลาที่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ ในวิกฤตนี้คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคใหม่ และเทคโนโลยีดิจิทัลก็เป็นโอกาสที่จะพลิกฟื้นประเทศให้กลับคืนมา หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็น่าจะได้เห็นผลงานของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการควบคุมโรคหรืออำนวยความสะดวกให้ประชาชนบ้าง
เรามีแพลตฟอร์มไทยชนะที่พังเละเทะไม่เป็นท่า แต่เรามีแพลตฟอร์มหมอชนะที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่รัฐกลับไปดึงมาจากภาคประชาสังคมนำมาปรับเปลี่ยนง่อยเปลี้ยเสียขาใช้การไม่ได้ ตั้งแต่นายชัยวุฒิเข้ามาเราเคยเห็นการปรับปรุงเรื่องนี้บ้างหรือไม่
กรณีแพลตฟอร์มจองวัคซีนหมอพร้อมที่โปรโมทใหญ่โต แต่หลังจากที่นายชัยวุฒิเข้ามารับตำแหน่งไม่นาน ในเดือนพ.ค. หมอพร้อมประกาศยกเลิกลงทะเบียน หลังจากนั้นก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดทั้งโครงการไทยร่วมใจ ลงทะเบียนผ่านค่ายมือถือ อาการหนักที่สุดคือแยกให้แต่ละจังหวัดมีแพลตฟอร์มของตนเองแม้กระทั่งจังหวัดระนองที่มีประชากรน้อยที่สุดแค่ 2 แสนคน ยังต้องแยกแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง
นายปกรณ์วุฒิ อภิปรายต่อว่า ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่กระทรวงดิจิทัลฯ ควรทำ แต่ไม่ใช่ภารกิจที่นายชัยวุฒิได้รับมอบหมายมา เพราะภารกิจเดียวที่ได้รับมอบหมายมา คือ ภารกิจควบคุมความคิดประชาชน เพื่อรักษาอำนาจของระบอบปรสิตด้วยการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ผูกขาดความจริงและพยายามสอดแนมประชาชน โดยใช้คำว่ามั่นคงเป็นข้ออ้างและใช้ปัญหาข่าวปลอมมาบังหน้า
เมื่อปี 2562 กระทรวงจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แต่ความจริงแล้วกลับนำงบประมาณมาใช้เพื่อความมั่นคงของตนเอง เพราะฉากหลังมีแต่การกำจัดคนเห็นต่าง ปิดปากประชาชนด้วย คดีพ.ร.บ.คอมฯ กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งคนแจ้งความคือกระทรวงดีอีเอสเอง ซึ่งวิธีแก้ปัญหาข่าวปลอม คือ การปราบปราม ดำเนินคดี ข่มขู่ จนประชาชนตั้งคำถามว่ากระทรวงกำลังปราบปรามข่าวปลอมหรือปราบปรามสิ่งที่รัฐมองว่าเป็นอาชญากรรมทางความคิดกันแน่
นายปกรณ์วุฒิ อภิปรายอีกว่า เมื่อนายชัยวุฒิเข้ามารับตำแหน่ง ผลงานแรกคือการสั่งจับตากลุ่มย้ายประเทศ นอกจากนั้นยังแต่งตั้งอนุกรรมการ 3 ชุด เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2564 ที่มีอำนาจหน้าที่ปรับปรุงพิจารณากฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.คอมฯ ศึกษาดำเนินงานการบังคับใช้กฎหมายต่อโซเชียลมีเดียเพื่อความมั่นคง ความสงบและศีลธรรมอันดี
โดยเฉพาะอนุกรรมการชุดที่ 3 มีหน้าที่ในเรื่องการปราบปราม บังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมฯ ตนเห็นด้วยว่าข่าวปลอมต้องดำเนินการแก้ไข แต่การปราบปราม ดำเนินคดีไล่ฟ้องไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
ในยุโรปใช้หลักวิธีกำกับดูแลตนเองและเฝ้าระวังการซื้อโฆษณาในโซเชียลมีเดีย ความโปร่งใสในการโฆษณาทางการเมือง สร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภค ส่งเสริมให้มีหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวที่บอกให้รัฐบาลออกกฎหมายมาปิดปากประชาชน และเมื่อเดือนกรกฏาคม นายชัยวุฒิก็เปิดหน้ามาว่าต้องการปิดปากประชาชนจริงๆ ด้วยการสั่งเอาผิดคนโพสต์ข้อมูลเท็จ 147 รายเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุม
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขู่คนมีชื่อเสียง ดาราที่ออกมาคอลเอาต์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งหลังจากนั้นรัฐบาลก็ออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ที่ไม่ได้เอาผิดแค่ข้อความเท็จ แต่ระบุว่าทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ตนไม่แน่ใจว่าประชาชนหรือรัฐบาลกันแน่ที่เกิดความหวาดกลัว ตอนที่นายชัยวุฒิไปออกรายการกับสื่อหนึ่ง ท่านบอกว่าเราจะต้องพูดโดยไม่สร้างความตกใจและสับสนให้ประชาชน ไม่พูดให้เกิดความเสียหาย
ท้าฟ้อง ‘อนุทิน’ วัคซีนไม่เต็มแขน
หากสิ่งที่ท่านพูดคือความจริง ตนขอหาคดีมาให้ท่านฟ้อง คือ คดีแรก วันที่ 31 พ.ค. กทม.ออกมาประกาศเปิดร้านนวด สถานเสริมความงาม ในวันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป แต่ตอนเย็นวันเดียวกัน ศบค.ออกมาชะลอคำสั่งไม่อนุญาตให้เปิด สิ่งนี้สร้างความสับสนหรือไม่ ตนให้ท่านเลือกว่าระหว่างหัวหน้าศบค.กับผู้ว่าฯ กทม. ท่านจะแจ้งความใคร
อีกคดีหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เคยพูดว่าในเดือนก.ค. วัคซีนจะเต็มแขน และศบค.ยืนยันว่า เดือนก.พ.เราจะได้วัคซีนเดือนละ 10 ล้านโดส แต่สุดท้ายเมื่อวัคซีนไม่มา นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข บอกว่าไม่ได้ระบุวันชัดเจน สร้างความสับสนหรือไม่ และผลงานล่าสุดของนายชัยวุฒิคือการบล็อกเว็บไซต์ที่ชื่อ Prayut.click ความมั่นคงของประเทศบอบบางได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
นายปกรณ์วุฒิ อภิปรายต่อว่า ความพยายามล่าสุดของนายชัยวุฒิที่ถือว่าเลวร้ายที่สุด คือ การบิดเบือนกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและละเมิดสิทธิ เสรีภาพประชาชนเพื่อทำให้ประเทศนี้อยู่ภายใต้ระบอบปรสิตอย่างเบ็ดเสร็จ คือการเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเอง ในการสอดแนมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน โดยในวันที่ 13 ส.ค. ราชกิจจามีการเผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ
ซึ่งเป็นประกาศที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นการระบุรายการของข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ผู้ประกอบการต่างๆ จำเป็นจะต้องเก็บ เพื่อให้รัฐเรียกข้อมูลได้เมื่อจำเป็น ซึ่งถ้าร้านเหล่านี้หาเครื่องมือที่เก็บข้อมูลไม่ได้ ขั้นต่ำก็ระบุว่าต้องติดกล้องวงจรปิด
สรุปคือกำลังนิยามภาพในกล้องวงจรปิดว่าเป็นข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์กันแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่งถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไปอีกครั้ง โดยนายชัยวุฒิอ้างว่า การบังคับใช้จะเป็นภาระต่อผู้ประกอบการ ตอนที่จะคุ้มครองผู้บริโภคหรือประชาชน บอกว่าไม่อยากเพิ่มภาระผู้ประกอบการ แต่พอเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่จะเพิ่มอำนาจตัวเอง กลับประกาศโดยที่ไม่ได้สนใจภาระผู้ประกอบการแต่อย่างใด
นายปกรณ์วุฒิ อภิปรายต่อว่า ที่สำคัญคือประกาศฉบับนี้นิยามขอบเขตของคำว่า ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เพิ่มเติมจากประกาศเดิม เมื่อปี 2550 ซึ่งเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ไม่ว่าจะมีการเพิ่มประเภทผู้ให้บริการที่เป็นแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งชัดเจนว่ากำลังพุ่งเป้าไปที่โซเชียลมิเดียโดยเฉพาะเทเลแกรมและคลับเฮาส์ และทุกวันนี้ก็ส่งสันติบาลไปแอบฟังตามห้องอยู่ตลอด
ยิ่งกว่านั้นยังออกประกาศบังคับใช้ให้เก็บข้อมูลเพื่อให้ส่งให้รัฐบาลอีกด้วย รวมถึงยังบังคับให้เก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงข้อมูลคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าถูกนำไปใช้ผิดวิธีจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ซึ่งตามประกาศนี้จะทำให้รัฐล้วงข้อมูลได้ทั้งหมด วิเคราะห์พฤติกรรมของทุกคนได้หมด โดยมีการระบุตัวตน
“การเก็บข้อมูลก็เรื่องหนึ่ง แต่อำนาจในการเรียกข้อมูลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่คือความงามไส้ที่สุดของประกาศนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งร่างและแก้ไขโดย สนช. ที่มาจากการยึดอำนาจทั้ง 2 ยุค ซึ่งมีปัญหาเรื่องการนิยามการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และให้อำนาจรัฐจนเกินขอบเขตอยู่แล้ว เพราะใน มาตรา 18 ประกอบ มาตรา 19 ได้แบ่งประเภทข้อมูลคอมพิวเตอร์ไว้ 8 วงเล็บ และได้ยกเว้นว่า ข้อมูลใน (1)(2)(3) ไม่ต้องขอหมายศาล เจ้าหน้าที่มีอำนาจขอได้ทันที และให้ผู้ประกอบการส่งมอบภายใน 7 วัน
ซึ่งตอนที่ร่างไว้มีการให้เหตุผลว่าข้อมูล 3 วงเล็บนี้ ไม่ใช่ข้อมูลที่อ่อนไหว หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จึงยกเว้นไว้เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ประกาศเมื่อ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ออกโดยอ้างอิงตามมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และข้อมูลตาม มาตรา 26 (3) ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานจะถูกเจ้าหน้าที่ล้วงได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล
ซัดลุแก่อำนาจ ออกประกาศบิดเบือนหลักการกฎหมาย
นายชัยวุฒิ กำลังลุแก่อำนาจ ออกประกาศที่เป็นการบิดเบือนหลักการกฎหมาย คุกคามสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่คุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญ และการแก้กฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการขนาดนี้ ต้องแก้ที่ตัว พ.ร.บ. และนำเข้ามาให้ผู้แทนราษฎรพิจารณาไม่ใช่ออกเองตามอำเภอใจ
แต่กลับหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา บิดเบือนกฎหมายออกประกาศมาลักหลับ ถ้าทำแบบนี้ได้ ต่อไปรัฐมนตรีไม่ออกประกาศกระทรวงยกเลิก พ.ร.บ. ไปเลยหรือ ประกาศนี้ คือ ความอุกอาจอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นการเขียนกฎหมายอนุญาตให้ติดกล้องวงจรปิดบนอินเตอร์เน็ตทั่วประเทศ เพื่อให้รัฐสามารถล้วงข้อมูลได้ทั้งหมด
ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ กอ.รมน. ก็เพิ่งของบไปทำ Big Data ในงบปี 65 หมายความว่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในประเทศนี้ไม่มีแล้ว ถ้าต่อต้านอำนาจรัฐบาล ก็อาจจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐล้วงข้อมูลพฤติกรรมได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้หมายศาล เราจะต้องอยู่ในประเทศแบบนี้กันจริงๆหรือ” นายปกรณ์วุฒิ อภิปราย
นายปกรณ์วุฒิ อภิปรายต่อว่า จุดมุ่งหมายหลักอีกข้อของประกาศฉบับนี้คือการพยายามบังคับใช้กับแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมามีการกดดันแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขอให้ปิดโพสต์ ปิดบัญชีผู้ใช้ ปิดเพจ ซึ่งการปิดกั้นเหล่านี้จะต้องส่งไปที่สาขาต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ
แต่พอโดนปฏิเสธมากๆ ก็คงพยายามจะใช้ประกาศนี้ เพื่อเอากฎหมายไปกดดันแพลตฟอร์มเพิ่มเติม หากมีการกดดันอย่างต่อเนื่องมากเข้า ก็มีแนวโน้มที่แพลตฟอร์มเหล่านี้จะลดการลงทุนหรืออาจถอนตัวจากประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่จะเสียไป คือ ความร่วมมือที่แพลตฟอร์มมีต่อรัฐ รวมถึงการเสียโอกาสในการลงทุนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับกระทรวงดิจิทัลฯ สูงมาก
แต่เราไม่เคยเห็นกระทรวงนี้และรัฐมนตรีคนนี้ ทำอะไรเพื่อพัฒนาโอกาสทางเทคโนโลยีดิจิทัลเลย ก็เพราะมุมมองของรัฐต่อเทคโนโลยี ไม่ใช่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่รัฐกำลังเห็นว่าเทคโนโลยีนี้คือภัยคุกคามร้ายแรงต่ออำนาจที่ตัวเองพยายามปกปักษ์รักษาอยู่ และจำเป็นต้องถูกควบคุมอย่างเร่งด่วนที่สุด
“ผมขอพูดแทนประชาชนที่มีความฝันว่าในยุค digital disruption จะสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยศักยภาพอันเต็มเปี่ยมที่พวกเขามี ประชาชนทุกคนรู้ดีว่านี่คือยุคที่เป็นโอกาสสามารถสร้างประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองและลูกหลานให้ดีขึ้นได้ และสร้างความฝันของพวกเขาให้เป็นจริงด้วยมือของเขาเอง ท่านไม่สามารถหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยได้อีกต่อไปแล้ว เอาอดีตของพวกท่านกลับคืนไปและคืนอนาคตให้พวกเขาเสียที” นายปกรณ์วุฒิ อภิปราย