กก.สิทธิฯลงพื้นที่ แยกดินแดง ชาวบ้านเผย อยากให้ใช้การเจรจา
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 13 ก.ย. 2564 ที่บริเวณแยกดินแดง ถนนดินแดง แขวงและเขตดินแดง กทม. น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงานคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกันเดินทางเข้าพบผู้พักอาศัยบริเวณพื้นที่ชุมนุม และแฟลตดินแดง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องการชุมนุมของมวลชนกลุ่มทะลุแก๊สเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ
น.ส.ศยามล กล่าวว่า ภายหลังมีผู้ร้องเรียนให้หน่วยงานกสม. เดินทางมาสังเกตการณ์เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิทั้งการกระทำของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเป็นอย่างไร โดยทีมงานได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบเพื่อเก็บข้อมูลตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นจะมีการประเมินเป็นรายบุคคลเช่นกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ รวมไปถึงตรวจสอบภาพรวมว่าระหว่าง 2 ฝ่าย มีการดำเนินการในลักษณะใด เมื่อผลการตรวจสอบออกมาทางกสม. สามารถที่จะมีมติให้ทางภาครัฐเยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ
น.ส.ศยามล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทางกสม. ไม่อยากให้การชุมนุมเกิดความรุนแรง อีกทั้งอยากเรียกร้องไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มผู้ชุมนุมว่าไม่ควรใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธ เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อความรุนแรงของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชาวบ้านผู้พักอาศัยบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย แท้จริงแล้วการชุมนุมสามารถกระทำได้ตามสิทธิ์รัฐธรรมนูญแต่ต้องอยู่ภายใต้ความสงบและอย่างเปิดเผย
สำหรับกรณีการชุมนุมที่มีการแสดงความเห็นต่างทางการเมืองนั้นทางกสม. รับรองในเรื่องนี้อยู่แล้ว และปรารถนาที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกในการชุมนุม ทั้งนี้อยากให้กลุ่มผู้ชุมนุมให้ความร่วมมือเช่นเดียวกันและอย่าให้เกินระยะเวลาการประกาศเคอร์ฟิว เพราะทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีเหตุที่ต้องสลายการชุมนุม
ด้านตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เริ่มใช้แยกดินแดงเป็นพื้นที่ของการปะทะต่อเนื่องกันแบบรายวัน ซึ่งจะเห็นมิติการใช้ความรุนแรงอย่างหนักหน่วงเป็นบางช่วง โดยความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า รัฐเป็นที่พึ่งของประชาชนแต่กลับมาใช้ความรุนแรงในลักษณะนี้รุนแรงเกินไป ทั้งนี้ตนอยากเห็นมิติที่ภาครัฐเป็นฝ่ายสื่อสารกับตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเจรจาซึ่งกันและกันอย่างปลอดภัย
“แท้จริงไม่มีใครอยากออกจากบ้านเพราะมีความสุข ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ออกมาในพื้นที่สาธารณะเพียงต้องการส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐ แต่ที่ผ่านมาภาครัฐกลับมองข้าม ซึ่งกลุ่มเด็กๆที่ออกมาเรียกร้องนั้นต่างมีผลกระทบจากทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงปัญหาครอบครัวและเรื่องการเรียนออนไลน์ที่ไม่รู้เรื่อง โดยไม่มีพื้นที่ใดที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะสามารถส่งสารไปยังเจ้าหน้าที่รัฐได้เลย หากบุคคลเหล่านั้นมีการพูดถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบก็ถูกตรีตราว่าเป็นเด็กไม่ดี” ตัวแทนชาวบ้านกล่าว